โรคซึมเศร้า (Depression) อาการ สาเหตุ และการรักษา
โรคซึมเศร้าไม่ใช่เพียงการรู้สึกเศร้าหรือเสียใจในบางช่วงของชีวิต แต่เป็นภาวะทางสุขภาพจิตที่ส่งผลได้ทั้งต่ออารมณ์ ความคิด ร่างกาย และการใช้ชีวิต คนที่เป็นโรคซึมเศร้าอาจรู้สึกเศร้า ว่างเปล่า หมดความสนใจในสิ่งที่เคยชอบ เหนื่อยง่าย ไม่มีแรง นอนไม่หลับหรือหลับมากขึ้น รวมถึงอาจรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า หรือมองไม่เห็นทางออกของปัญหา
บางคนไม่ได้รู้สึก “เศร้า” อย่างชัดเจน แต่อาจสังเกตว่าตัวเองไม่เหมือนเดิม เช่น ไม่อยากทำอะไร ไม่มีความสุขกับสิ่งที่เคยชอบ ทำงานได้แย่ลง หงุดหงิดง่าย แยกตัวจากคนอื่น หรือรู้สึกว่าการผ่านแต่ละวันเป็นเรื่องยาก
อาการซึมเศร้ามีความรุนแรงแตกต่างกันในแต่ละคน หากอาการเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือเริ่มรบกวนการใช้ชีวิต การเข้ารับการประเมินและได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสมสามารถเป็นจุดเริ่มต้นของการรักษาและการฟื้นตัวได้
โรคซึมเศร้าคืออะไร?
โรคซึมเศร้า หรือ Major Depressive Disorder เป็นโรคในกลุ่มความผิดปกติทางอารมณ์ อาการสำคัญคือมีอารมณ์เศร้า หดหู่ หรือมีความสนใจและความรู้สึกเพลิดเพลินในกิจกรรมต่างๆ ลดลงอย่างชัดเจน ร่วมกับอาการอื่นที่อาจเกิดขึ้น เช่น การนอนหรือความอยากอาหารเปลี่ยนไป เหนื่อยง่าย สมาธิลดลง รู้สึกผิดหรือรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า และในบางคนอาจมีความคิดเกี่ยวกับความตายหรือการทำร้ายตัวเอง
ความเศร้าเป็นอารมณ์ตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้เมื่อเราผิดหวัง สูญเสีย หรือเผชิญเหตุการณ์ที่ยากลำบาก แต่โรคซึมเศร้ามักมีอาการหลายด้านเกิดขึ้นร่วมกัน เป็นต่อเนื่อง และรุนแรงมากพอที่จะส่งผลต่อการเรียน การทำงาน ความสัมพันธ์ การดูแลตัวเอง หรือการใช้ชีวิตประจำวัน
ดังนั้น โรคซึมเศร้าจึงไม่ใช่เรื่องของการ “คิดมาก” หรือ “ไม่เข้มแข็งพอ” แต่เป็นภาวะสุขภาพที่สามารถประเมิน วินิจฉัย และรักษาได้
อาการของโรคซึมเศร้ามีอะไรบ้าง?
โรคซึมเศร้าสามารถแสดงออกได้หลายรูปแบบ และแต่ละคนไม่จำเป็นต้องมีอาการเหมือนกันทั้งหมด
อาการด้านอารมณ์และความรู้สึก
- รู้สึกเศร้า หดหู่ หรือว่างเปล่าเป็นเวลานาน
- รู้สึกเบื่อหรือไม่สนุกกับสิ่งที่เคยชอบ
- รู้สึกหมดหวัง มองอนาคตในแง่ลบ
- รู้สึกผิดมากกว่าปกติ หรือรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า
- หงุดหงิดง่ายหรืออารมณ์เปลี่ยนไปจากเดิม
การที่ความสนใจหรือความสุขจากสิ่งที่เคยชอบลดลงอย่างมาก เรียกว่า Anhedonia หรือพูดง่ายๆ คือ “สิ่งที่เคยทำแล้วมีความสุข กลับไม่รู้สึกสนุกหรืออยากทำเหมือนเดิม” เช่น เคยชอบดูหนัง พบเพื่อน ออกกำลังกาย หรือเล่นกับลูก แต่ช่วงหลังกลับไม่รู้สึกอยากทำหรือทำแล้วไม่รู้สึกมีความสุข
อาการด้านความคิดและสมาธิ
- สมาธิลดลง อ่านหนังสือหรือทำงานได้ยากขึ้น
- คิดหรือตัดสินใจได้ช้าลง
- รู้สึกว่าตัวเองล้มเหลวหรือเป็นภาระของคนอื่น
- คิดวนอยู่กับความผิดพลาดหรือเรื่องในอดีต
- ในบางคนอาจคิดว่าไม่อยากมีชีวิตอยู่ หรือคิดทำร้ายตัวเอง
อาการด้านร่างกายและการนอน
- นอนไม่หลับ หลับยาก หลับๆ ตื่นๆ หรือตื่นเช้ากว่าปกติ
- บางคนนอนมากกว่าปกติ แต่ยังรู้สึกไม่สดชื่น
- เบื่ออาหาร หรือบางคนรับประทานมากขึ้น
- น้ำหนักเปลี่ยนแปลง
- เหนื่อยง่าย ไม่มีแรง
- ความต้องการทางเพศลดลง
บางคนอาจมีการเคลื่อนไหวและการพูดช้าลงอย่างเห็นได้ชัด หรือในทางกลับกันอาจรู้สึกกระสับกระส่าย นั่งไม่ติด อาการลักษณะนี้เรียกว่า Psychomotor changes ซึ่งหมายถึงการที่ภาวะทางอารมณ์ส่งผลให้การเคลื่อนไหวของร่างกายช้าลงหรือกระสับกระส่ายกว่าปกติ
ผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน
เมื่ออาการมากขึ้น คนที่เป็นโรคซึมเศร้าอาจเริ่มไม่อยากออกจากบ้าน ไม่อยากพบผู้คน ขาดเรียนหรือลางานบ่อย ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ไม่สามารถจัดการงานง่ายๆ ที่เคยทำได้ หรือแม้แต่การอาบน้ำ รับประทานอาหาร และดูแลตัวเองก็อาจรู้สึกเป็นเรื่องยาก
การมีอาการบางข้อไม่ได้หมายความว่าจะเป็นโรคซึมเศร้าเสมอไป เพราะอาการเหล่านี้สามารถเกิดจากความเครียด โรคทางกาย ยาบางชนิด แอลกอฮอล์หรือสารเสพติด รวมถึงภาวะทางจิตเวชอื่นได้
แบบไหนที่อาจเข้าข่ายโรคซึมเศร้า?
โดยทั่วไป หากมีอารมณ์เศร้า หดหู่ หรือหมดความสนใจและความสุขในสิ่งต่างๆ ร่วมกับอาการอื่นของโรคซึมเศร้า เกิดขึ้นเกือบทุกวันต่อเนื่องประมาณ 2 สัปดาห์ขึ้นไป และเริ่มส่งผลต่อการเรียน การทำงาน ความสัมพันธ์ หรือการใช้ชีวิต ควรพิจารณาเข้ารับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ
อย่างไรก็ตาม การวินิจฉัยโรคซึมเศร้าไม่ได้พิจารณาเพียงว่า “มีอาการครบกี่ข้อ” แต่ต้องดูร่วมกันทั้งลักษณะอาการ ระยะเวลาที่เป็น ความรุนแรง ผลกระทบต่อชีวิต ประวัติสุขภาพ และสาเหตุอื่นที่อาจทำให้เกิดอาการคล้ายกัน
ตัวอย่างเช่น คนที่เพิ่งสูญเสียบุคคลสำคัญอาจมีความเศร้าอย่างมาก หรือผู้ที่มีโรคทางกายบางชนิดอาจเหนื่อย ไม่มีแรง และนอนไม่ดี การประเมินจึงช่วยทำความเข้าใจว่าอาการที่เกิดขึ้นสัมพันธ์กับอะไร และควรได้รับการดูแลแบบใด
ไม่จำเป็นต้องรอให้ครบ 2 สัปดาห์หากอาการรุนแรง โดยเฉพาะหากมีความคิดอยากตาย คิดทำร้ายตัวเอง มีแผนที่จะทำร้ายตัวเอง หรือรู้สึกว่าตนเองไม่ปลอดภัย ควรขอความช่วยเหลือฉุกเฉินทันที
โรคซึมเศร้าเกิดจากอะไร?
โรคซึมเศร้าไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว และไม่สามารถอธิบายได้เพียงว่าเกิดจาก “สารเคมีในสมองไม่สมดุล” หรือเกิดจากการคิดลบเท่านั้น
ในความเป็นจริง โรคซึมเศร้ามักเกิดจากหลายปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อกัน ทั้งด้านชีวภาพ จิตใจ และสังคม
ปัจจัยทางชีวภาพและร่างกาย
พันธุกรรมมีส่วนเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงในการเกิดโรคซึมเศร้า ผู้ที่มีสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคซึมเศร้าหรือความผิดปกติทางอารมณ์บางชนิดอาจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น แต่การมีประวัติครอบครัวไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นโรคซึมเศร้าเสมอไป
การทำงานของสมอง ระบบสารสื่อประสาท ฮอร์โมน และระบบต่างๆ ในร่างกายก็มีส่วนเกี่ยวข้อง นอกจากนี้ โรคทางกายบางชนิด ยาบางประเภท แอลกอฮอล์ และสารเสพติดสามารถทำให้เกิดหรือทำให้อาการซึมเศร้ารุนแรงขึ้นได้
ปัจจัยทางจิตใจ
ประสบการณ์ในอดีต วิธีมองตนเอง รูปแบบความคิด วิธีรับมือกับความเครียด และความเปราะบางทางอารมณ์ของแต่ละคน อาจมีส่วนทำให้เกิดหรือทำให้อาการซึมเศร้าคงอยู่
อย่างไรก็ตาม การมีรูปแบบความคิดบางอย่างไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วย “ทำให้ตัวเองเป็นซึมเศร้า” แต่เป็นหนึ่งในหลายปัจจัยที่สามารถทำความเข้าใจและปรับเปลี่ยนได้ผ่านการรักษาที่เหมาะสม
ปัจจัยด้านชีวิตและสังคม
เหตุการณ์ที่สร้างความเครียด เช่น การสูญเสีย ปัญหาความสัมพันธ์ การเลิกรา ความขัดแย้งในครอบครัว ปัญหาการเงิน ความเครียดจากงาน ความเจ็บป่วย หรือความโดดเดี่ยว อาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดอาการในบางคน
บางคนมีเหตุการณ์กระตุ้นที่ชัดเจน ขณะที่บางคนเป็นโรคซึมเศร้าโดยไม่สามารถระบุเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งได้ จึงไม่จำเป็นต้องมี “เหตุผลที่มากพอจะเศร้า” จึงจะเป็นโรคซึมเศร้าได้
โรคซึมเศร้ารักษาอย่างไร?
โรคซึมเศร้ามีแนวทางการรักษาหลายวิธี การเลือกวิธีรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ ลักษณะปัญหา โรคทางกายหรือโรคทางจิตเวชที่เกิดร่วมกัน การรักษาที่เคยได้รับ และความต้องการของผู้รับการรักษา
การประเมินและวินิจฉัยโดยจิตแพทย์
การรักษาเริ่มจากการทำความเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่ใช่เพียงการถามว่าผู้ป่วย “เศร้าหรือไม่”
จิตแพทย์อาจสอบถามเกี่ยวกับอารมณ์ การนอน ความอยากอาหาร สมาธิ พลังงาน การทำงาน ความสัมพันธ์ ความเครียด เหตุการณ์สำคัญในชีวิต ประวัติสุขภาพกาย ยาที่ใช้อยู่ แอลกอฮอล์หรือสารเสพติด รวมถึงประเมินความเสี่ยงต่อการทำร้ายตัวเอง
อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญคือการแยก โรคซึมเศร้าออกจากโรคไบโพลาร์ (Bipolar Disorder) เพราะผู้ที่เป็นไบโพลาร์สามารถมีช่วงซึมเศร้าที่ดูคล้ายโรคซึมเศร้าได้มาก
ผู้ที่เป็นไบโพลาร์จะมีประวัติของช่วงที่อารมณ์และพลังงานสูงหรือเปลี่ยนไปจากปกติอย่างชัดเจน เช่น คึกคักมากผิดปกติ นอนเพียงไม่กี่ชั่วโมงแต่ยังรู้สึกมีพลัง พูดมากหรือพูดเร็ว ความคิดแล่นเร็ว มั่นใจในตัวเองมากผิดปกติ ทำกิจกรรมหลายอย่างพร้อมกัน หรือมีพฤติกรรมหุนหันพลันแล่นและเสี่ยงมากขึ้น เช่น ใช้เงินจำนวนมากหรือตัดสินใจเรื่องสำคัญโดยไม่ยั้งคิด
หากอาการดังกล่าวรุนแรงจนกระทบการใช้ชีวิตอย่างมาก อาจเรียกว่า ภาวะแมเนีย (Mania) ส่วน ภาวะไฮโปแมเนีย (Hypomania) มีลักษณะคล้ายกันแต่ความรุนแรงน้อยกว่า โดยยังเห็นการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ พลังงาน และพฤติกรรมอย่างชัดเจน แต่ไม่รุนแรงจนเสียการทำงานหรือการใช้ชีวิตในระดับเดียวกับ Mania
ข้อมูลเหล่านี้สำคัญ เพราะการวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้าหรือไบโพลาร์มีผลต่อการเลือกแนวทางการรักษา
การรักษาด้วยยา
ยาต้านเศร้า (Antidepressants) คือยาที่ใช้รักษาอาการของโรคซึมเศร้า โดยออกฤทธิ์ต่อระบบการทำงานของสารสื่อประสาทในสมอง ยาไม่ได้ทำให้ผู้รับประทาน “มีความสุขทันที” และไม่ได้เปลี่ยนบุคลิกของคนให้กลายเป็นอีกคนหนึ่ง
ยาต้านเศร้าโดยทั่วไปต้องใช้ระยะเวลาระยะหนึ่งจึงเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง และการตอบสนองต่อยาแตกต่างกันในแต่ละคน แพทย์จึงต้องพิจารณาชนิดยา ขนาดยา ผลข้างเคียง โรคร่วม และติดตามผลหลังเริ่มรักษา
หากได้รับยาแล้ว ไม่ควรหยุดหรือลดขนาดยาด้วยตนเอง แม้จะรู้สึกดีขึ้นแล้ว เพราะการหยุดยาควรพิจารณาตามระยะการรักษาและความเสี่ยงในการกลับเป็นซ้ำของแต่ละคน
การรักษาด้วยจิตบำบัด
จิตบำบัด (Psychotherapy) คือการรักษาด้วยการพูดคุยและกระบวนการทางจิตวิทยาที่มีรูปแบบและเป้าหมายในการรักษา ไม่ใช่เพียงการระบายหรือการได้รับคำแนะนำทั่วไป
จิตบำบัดสามารถช่วยให้ผู้รับการรักษาเข้าใจความคิด อารมณ์ พฤติกรรม ความสัมพันธ์ และปัจจัยในชีวิตที่เกี่ยวข้องกับอาการ พร้อมทั้งฝึกวิธีรับมือและทักษะใหม่ๆ ที่ช่วยในการฟื้นตัว
ตัวอย่างหนึ่งคือ Cognitive Behavioral Therapy (CBT) หรือการบำบัดทางความคิดและพฤติกรรม ซึ่งช่วยให้ผู้รับการบำบัดสังเกตความสัมพันธ์ระหว่างความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรม รวมถึงเรียนรู้วิธีตรวจสอบและปรับรูปแบบความคิดหรือพฤติกรรมที่ทำให้อาการซึมเศร้าคงอยู่
ผู้ป่วยบางคนอาจเหมาะกับจิตบำบัด บางคนอาจเหมาะกับยา และบางคนอาจได้รับประโยชน์จากการใช้ทั้งสองวิธีร่วมกัน การเลือกแนวทางจึงควรพิจารณาเป็นรายบุคคล
การดูแลตัวเองและการปรับชีวิตประจำวัน
การจัดเวลานอนและตื่นให้สม่ำเสมอ การกลับมาทำกิจกรรมทีละน้อย การออกกำลังกายตามความเหมาะสม การรับประทานอาหารให้เพียงพอ การลดหรือหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์และสารเสพติด และการมีคนที่สามารถพูดคุยหรือขอความช่วยเหลือได้ ล้วนเป็นส่วนสนับสนุนการฟื้นตัว
สำหรับคนที่กำลังมีอาการซึมเศร้า แม้กิจกรรมง่ายๆ อาจรู้สึกยากมาก การเริ่มจากเป้าหมายเล็กๆ ที่ทำได้จริงจึงอาจเหมาะกว่าการกดดันตัวเองให้ “กลับมาเป็นเหมือนเดิม” ในทันที
โรคซึมเศร้ารักษาหายไหม?
โรคซึมเศร้าสามารถรักษาได้ ผู้ป่วยจำนวนมากมีอาการดีขึ้นอย่างชัดเจน และสามารถกลับไปเรียน ทำงาน มีความสัมพันธ์ และใช้ชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม ลักษณะของโรคแตกต่างกันในแต่ละคน บางคนอาจมีอาการซึมเศร้าเพียงครั้งเดียว ขณะที่บางคนอาจมีอาการกลับมาเป็นซ้ำในอนาคต
คำว่า การทุเลาของโรค หรือ Remission หมายถึงช่วงที่อาการซึมเศร้าลดลงจนเหลือน้อยมากหรือแทบไม่มีอาการ และสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ ส่วน Relapse หรือการกลับเป็นซ้ำ หมายถึงอาการซึมเศร้ากลับมาอีกหลังจากเคยดีขึ้น
ด้วยเหตุนี้ แม้อาการจะดีขึ้นแล้ว แพทย์อาจแนะนำให้รักษาต่ออีกระยะหนึ่งเพื่อช่วยลดโอกาสที่อาการจะกลับมา โดยระยะเวลาที่เหมาะสมแตกต่างกันตามประวัติและความเสี่ยงของแต่ละคน
หากรักษาแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีทางรักษา แพทย์สามารถกลับมาทบทวนการวินิจฉัย ความเพียงพอของการรักษา โรคหรือปัจจัยที่เกิดร่วมกัน และปรับแผนการดูแลให้เหมาะสมขึ้นได้
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคซึมเศร้า (FAQ)
โรคซึมเศร้าหายเองได้ไหม?
อาการซึมเศร้าบางช่วงอาจดีขึ้นได้ แต่เราไม่สามารถคาดการณ์ได้จากอาการเบื้องต้นเพียงอย่างเดียวว่าใครจะดีขึ้นเอง ใครจะมีอาการต่อเนื่อง หรือใครจะมีอาการรุนแรงขึ้น
หากอาการเป็นต่อเนื่อง เริ่มรบกวนการใช้ชีวิต หรือทำให้รู้สึกทุกข์มาก การเข้ารับการประเมินตั้งแต่เนิ่นๆ ช่วยให้ทราบว่ากำลังเผชิญกับอะไรและมีทางเลือกในการดูแลอย่างไร
เป็นโรคซึมเศร้าต้องกินยาทุกคนไหม?
ไม่จำเป็นทุกคน การเลือกวิธีรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ ลักษณะปัญหา ความเสี่ยง ความต้องการของผู้ป่วย และปัจจัยอื่นๆ
บางคนอาจได้รับการรักษาด้วยจิตบำบัด บางคนอาจเหมาะกับการใช้ยา และบางคนอาจใช้ทั้งยาและจิตบำบัดร่วมกัน
ยารักษาโรคซึมเศร้าต้องกินนานแค่ไหน?
ไม่มีระยะเวลาเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน แม้อาการดีขึ้นแล้ว แพทย์มักต้องพิจารณาว่าควรรักษาต่ออีกนานเท่าใดจากความรุนแรงของอาการ จำนวนครั้งที่เคยเป็นซึมเศร้า โรคร่วม และความเสี่ยงที่จะกลับเป็นซ้ำ
จึงไม่ควรหยุดยาเองทันทีเมื่อรู้สึกดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนลดหรือหยุดยาอย่างเหมาะสม
โรคซึมเศร้ากับโรคไบโพลาร์ต่างกันอย่างไร?
ทั้งสองโรคสามารถมีช่วงที่ผู้ป่วยรู้สึกเศร้า หมดแรง และหมดความสนใจในสิ่งต่างๆ ได้เหมือนกัน
ความแตกต่างสำคัญคือ ผู้ที่เป็นโรคไบโพลาร์จะมีประวัติช่วง Mania หรือ Hypomania ซึ่งเป็นช่วงที่อารมณ์และพลังงานสูงหรือเปลี่ยนไปจากปกติอย่างชัดเจน เช่น นอนน้อยแต่ไม่เพลีย พูดมากขึ้น คิดเร็วขึ้น ทำกิจกรรมมากผิดปกติ มั่นใจในตัวเองมากขึ้น หรือมีพฤติกรรมหุนหันพลันแล่น
การแยกสองโรคนี้มีความสำคัญ เพราะแนวทางการรักษาแตกต่างกัน จึงควรแจ้งแพทย์หากเคยมีช่วงอาการลักษณะดังกล่าว แม้จะเกิดขึ้นนานมาแล้วก็ตาม
เมื่อไหร่ควรไปพบจิตแพทย์?
ไม่จำเป็นต้องรอให้อาการหนักจนไม่สามารถใช้ชีวิตได้จึงค่อยมาพบจิตแพทย์
หากรู้สึกเศร้า หมดความสนใจ ไม่มีแรง นอนไม่ดี สมาธิลดลง หงุดหงิด หรือรู้สึกไม่เหมือนตัวเองต่อเนื่อง และอาการเริ่มกระทบการเรียน การทำงาน ความสัมพันธ์ หรือชีวิตประจำวัน สามารถเข้ามาปรึกษาเพื่อประเมินได้
หากมีความคิดอยากตาย คิดทำร้ายตัวเอง มีแผนหรือเตรียมวิธีทำร้ายตัวเอง หรือรู้สึกว่าตนเองอาจไม่ปลอดภัย ควรขอความช่วยเหลือฉุกเฉินทันที ไม่ควรรอวันนัดตามปกติ
ถ้าคนใกล้ตัวเป็นโรคซึมเศร้า ควรช่วยอย่างไร?
สิ่งหนึ่งที่ช่วยได้คือการรับฟังอย่างจริงจัง โดยไม่รีบตัดสินหรือพยายามบอกให้เขา “คิดบวก” “เข้มแข็ง” หรือเปรียบเทียบกับคนที่มีปัญหาหนักกว่า
อาจถามง่ายๆ ว่า “ช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้าง” “มีอะไรที่อยากให้ช่วยไหม” หรือเสนอช่วยหาข้อมูล นัดหมาย หรือไปพบผู้เชี่ยวชาญด้วยกัน
หากคนใกล้ตัวพูดถึงการอยากตายหรือทำร้ายตัวเอง ไม่ควรมองว่าเป็นเพียงการเรียกร้องความสนใจ ควรให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยและช่วยให้ได้รับการประเมินโดยเร็ว
ปรึกษาและรักษาโรคซึมเศร้าที่ Piti Clinic
หากช่วงนี้คุณรู้สึกเศร้า หมดแรง ไม่อยากทำอะไร นอนไม่หลับ ไม่สนุกกับสิ่งที่เคยชอบ หรือรู้สึกว่าการผ่านแต่ละวันเริ่มยากขึ้น คุณไม่จำเป็นต้องรอให้อาการรุนแรงก่อนจึงค่อยขอความช่วยเหลือ
บางครั้งสิ่งที่ยากที่สุดคือการไม่แน่ใจว่า “สิ่งที่เราเป็นอยู่หนักพอที่จะไปหาหมอหรือยัง” การมาปรึกษาไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรค หรือจำเป็นต้องรับประทานยาเสมอไป จุดเริ่มต้นสามารถเป็นเพียงการพูดคุยและประเมินว่าอาการที่เกิดขึ้นคืออะไร และมีทางเลือกในการดูแลแบบใดบ้าง
Piti Clinic ให้บริการตรวจประเมิน วินิจฉัย และรักษาปัญหาสุขภาพจิตโดยจิตแพทย์ รวมถึงจิตบำบัดโดยนักจิตวิทยา เพื่อร่วมกันทำความเข้าใจทั้งอาการ ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง และผลกระทบต่อชีวิต ก่อนวางแนวทางการดูแลที่เหมาะสมกับแต่ละคน