อาการหูแว่ว (Auditory Hallucinations) สาเหตุ อาการ และการรักษา
“เหมือนมีคนเรียกชื่อ แต่หันไปแล้วไม่มีใคร”
“ได้ยินเสียงคนพูดถึงเรา ทั้งที่อยู่คนเดียว”
“มีเสียงคอยวิจารณ์ ดุด่า หรือพูดกับเราอยู่ในหัว”
“ได้ยินเสียงสั่งให้ทำบางอย่าง แต่คนอื่นไม่ได้ยิน”
ประสบการณ์เหล่านี้อาจเป็น อาการหูแว่ว (Auditory Hallucinations) ซึ่งเป็นอาการที่บุคคลได้ยินเสียงโดยไม่มีสิ่งเร้าทางเสียงจากภายนอกที่สอดคล้องกับสิ่งที่ได้ยิน
สิ่งสำคัญที่ควรรู้คือ
หูแว่วเป็น “อาการ” ไม่ใช่ชื่อโรค
การมีอาการหูแว่วจึง ไม่ได้หมายความว่าเป็นโรคจิตเภท (Schizophrenia) เสมอไป
อาการหูแว่วสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่โรคทางจิตเวช เช่น โรคจิตเภท โรคอารมณ์สองขั้วที่มีอาการทางจิต โรคจิตแบบอารมณ์แปรปรวนหรือโรคสคิทโซแอฟเฟกทีฟ ภาวะซึมเศร้ารุนแรงที่มีอาการทางจิต ไปจนถึงสารเสพติด การถอนสาร ยาบางชนิด หรือโรคทางกายและระบบประสาทบางอย่าง
ดังนั้น หากเริ่มมีอาการหูแว่ว โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นบ่อย รบกวนการใช้ชีวิต หรือมีอาการอื่นร่วมด้วย สิ่งสำคัญคือ หาสาเหตุว่าเสียงที่ได้ยินสัมพันธ์กับอะไร เพื่อให้สามารถรักษาได้อย่างเหมาะสม
อาการหูแว่ว (Auditory Hallucinations) คืออะไร?
Auditory Hallucination หมายถึง ประสาทหลอนทางการได้ยิน
คำว่า Hallucination หรือประสาทหลอน หมายถึงการรับรู้ที่เกิดขึ้นในลักษณะคล้ายการรับรู้จริง โดยไม่มีสิ่งเร้าภายนอกที่สอดคล้องกับการรับรู้นั้น
เมื่อเกิดกับการได้ยินจึงเรียกว่า Auditory Hallucination หรืออาการหูแว่ว
อาการไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการ “ได้ยินเสียงคนพูด”
บางคนอาจได้ยิน
- เสียงเรียกชื่อ
- เสียงคนพูดคุย
- เสียงคนวิจารณ์ตนเอง
- เสียงดุด่าหรือกล่าวหา
- เสียงพูดถึงพฤติกรรมของตนเอง
- เสียงคนหลายคนพูดคุยกัน
- เสียงสั่งให้ทำบางอย่าง
- เสียงที่ไม่เป็นคำพูด เช่น เสียงเคาะ เสียงคลิก หรือเสียงอื่น ๆ
ในผู้ป่วยโรคจิตเภท อาการประสาทหลอนทางการได้ยินเป็นรูปแบบของประสาทหลอนที่พบได้บ่อย และอาจมีลักษณะเป็นเสียงที่พูดคุยกันหรือพูดวิจารณ์เกี่ยวกับตัวผู้ป่วย
อย่างไรก็ตาม ลักษณะของเสียงเพียงอย่างเดียวไม่สามารถใช้บอกได้ว่าเป็นโรคอะไร
หูแว่วกับ “เสียงในความคิด” เหมือนกันไหม?
ไม่เหมือนกันเสมอไป และบางครั้งผู้ป่วยเองก็อธิบายความแตกต่างได้ยาก
คนทั่วไปสามารถมี ความคิดหรือเสียงพูดกับตัวเองในใจ (Inner Speech) เช่น
“พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้า”
“เมื่อกี้ไม่น่าพูดแบบนั้นเลย”
“อย่าลืมซื้อของ”
โดยปกติเรายังรับรู้ว่า นี่คือความคิดของเราเอง
แต่อาการหูแว่วอาจมีลักษณะเหมือนเป็นเสียงที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ และผู้ป่วยอาจรู้สึกว่าเสียงนั้นไม่ได้มาจากความคิดของตนเอง
บางคนรู้สึกว่าเสียงมาจากภายนอก เช่น จากคนข้างห้อง โทรทัศน์ หรือคนที่อยู่บริเวณใกล้เคียง ขณะที่บางคนอาจบอกว่าเสียงอยู่ “ในหัว” แต่มีคุณภาพแตกต่างจากความคิดปกติของตนเอง
ดังนั้น คำว่า “เสียงอยู่ในหัว” ไม่ได้เพียงพอที่จะบอกว่าเป็นหรือไม่เป็น Auditory Hallucination
จิตแพทย์ต้องถามรายละเอียดเกี่ยวกับประสบการณ์นั้นเพิ่มเติม
อาการหูแว่ว มีลักษณะอย่างไรได้บ้าง?
อาการของแต่ละคนแตกต่างกันมาก
ได้ยินเสียงเรียกชื่อ
บางคนได้ยินเหมือนมีคนเรียกชื่อ เมื่อหันไปกลับไม่พบว่ามีใครเรียก
หากเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเป็นโรคทางจิตเวช ต้องพิจารณาบริบทและอาการอื่นร่วมด้วย
ได้ยินเสียงวิจารณ์หรือดุด่า
ผู้ป่วยอาจได้ยินเสียงพูดถึงตนเองในทางลบ เช่น วิจารณ์ กล่าวหา ดูถูก หรือดุด่า
อาการลักษณะนี้อาจทำให้เกิดความกลัว ความเครียด หรือกระทบต่อความมั่นใจและการใช้ชีวิตอย่างมาก
ได้ยินหลายเสียงพูดคุยกัน
บางคนอาจได้ยินเสียงมากกว่าหนึ่งเสียง และรู้สึกว่าเสียงเหล่านั้นกำลังพูดคุยกัน หรือพูดเกี่ยวกับตัวผู้ป่วย
ได้ยินเสียงพูดถึงสิ่งที่กำลังทำ
เช่น ขณะกำลังเดิน อาบน้ำ หรือทำงาน ผู้ป่วยรู้สึกว่ามีเสียงคอยพูดหรือวิจารณ์สิ่งที่ตนเองกำลังทำ
ได้ยินเสียงสั่ง (Command Hallucinations)
Command Hallucination หมายถึงอาการประสาทหลอนที่มีเนื้อหาเป็นคำสั่ง เช่น เสียงบอกให้ผู้ป่วยทำบางอย่าง
คำสั่งอาจมีตั้งแต่เรื่องที่ไม่เป็นอันตรายไปจนถึงคำสั่งให้ทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น
หากเสียงกำลังสั่งให้ทำสิ่งที่เป็นอันตราย หรือผู้ป่วยรู้สึกว่าตนเองอาจทำตามเสียงนั้น ควรได้รับการประเมินอย่างเร่งด่วน
หูแว่วเกิดจากอะไร?
อาการหูแว่วไม่ได้มีสาเหตุเดียว
แพทย์จึงต้องพยายามตอบคำถามว่า
“หูแว่วเกิดจากอะไร?”
แทนที่จะรีบสรุปว่า
“หูแว่ว = โรคจิตเภท”
สาเหตุที่ต้องพิจารณามีหลายกลุ่ม
1. โรคจิตเภท (Schizophrenia)
โรคจิตเภทสามารถมีอาการทางจิต เช่น หูแว่ว หลงผิด ความคิดหรือคำพูดไม่เป็นระเบียบ รวมถึงอาการด้านอื่น
อาการประสาทหลอนทางการได้ยินเป็นอาการที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคจิตเภท
แต่ หูแว่วเพียงอาการเดียวไม่เพียงพอที่จะวินิจฉัยว่าเป็นโรคจิตเภท
จิตแพทย์ต้องประเมินอาการอื่น ระยะเวลา การดำเนินโรค และผลกระทบต่อการใช้ชีวิตร่วมด้วย
2. โรคอารมณ์สองขั้วที่มีอาการทางจิต
(Bipolar Disorder with Psychotic Features)
ผู้ป่วย Bipolar บางรายสามารถมีอาการหูแว่ว หลงผิด หรืออาการทางจิตอื่นเกิดขึ้นในช่วงที่มีอาการทางอารมณ์รุนแรง
ตัวอย่างเช่น ในช่วง Mania หรือภาวะแมเนีย ผู้ป่วยอาจนอนน้อยแต่ไม่เพลีย พูดมาก ความคิดแล่นเร็ว มั่นใจในตนเองมากผิดปกติ ทำกิจกรรมมากขึ้น และอาจมีอาการทางจิตร่วมด้วย
แพทย์จึงต้องดูว่า อาการหูแว่วสัมพันธ์กับช่วงอารมณ์ผิดปกติหรือไม่
3. โรคจิตแบบอารมณ์แปรปรวน หรือ โรคสคิทโซแอฟเฟกทีฟ
(Schizoaffective Disorder)
โรคนี้มีทั้ง อาการทางจิต และ อาการทางอารมณ์ เป็นองค์ประกอบสำคัญ
ผู้ป่วยอาจมีอาการหูแว่วร่วมกับ Mania หรือช่วงซึมเศร้ารุนแรง และในการวินิจฉัย จิตแพทย์ต้องพิจารณาลำดับเวลาและความสัมพันธ์ระหว่างอาการทางจิตกับอาการทางอารมณ์ตลอดการเจ็บป่วย
4. ภาวะซึมเศร้ารุนแรงที่มีอาการทางจิต
ผู้ป่วยที่มีภาวะซึมเศร้ารุนแรงบางรายสามารถมีอาการทางจิตร่วมด้วย เช่น หลงผิดหรือประสาทหลอน
จึงต้องประเมินอาการซึมเศร้าร่วมด้วย ไม่ใช่ดูเฉพาะอาการหูแว่ว
5. โรคจิตระยะสั้น (Brief Psychotic Disorder)
ผู้ป่วยอาจมีอาการทางจิตเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน เช่น หลงผิด ประสาทหลอน หรือความคิดและคำพูดไม่เป็นระเบียบ
ตามเกณฑ์ DSM-5-TR อาการของ Brief Psychotic Disorder มีระยะเวลาอย่างน้อย 1 วัน แต่ไม่ถึง 1 เดือน และท้ายที่สุดผู้ป่วยกลับไปสู่ระดับการทำหน้าที่เดิม
DSM-5-TR คือคู่มือเกณฑ์การวินิจฉัยโรคทางจิตเวชที่จัดทำโดยสมาคมจิตแพทย์อเมริกัน (American Psychiatric Association) และเป็นหนึ่งในระบบเกณฑ์ที่บุคลากรด้านสุขภาพจิตใช้ประกอบการวินิจฉัย
6. สารเสพติดหรือยา
สารบางชนิดสามารถสัมพันธ์กับอาการหูแว่วและอาการทางจิตได้
ตัวอย่างเช่น สารกระตุ้นในกลุ่มแอมเฟตามีนหรือเมทแอมเฟตามีน ซึ่งเกี่ยวข้องกับ ยาบ้าและยาไอซ์ สามารถทำให้เกิดอาการหวาดระแวง หลงผิด และประสาทหลอนได้
การใช้สารเสพติดจึงเป็นข้อมูลสำคัญที่ควรแจ้งจิตแพทย์ตามจริง เพราะมีผลต่อทั้งการวินิจฉัยและการรักษา
นอกจากนี้ ยาบางชนิดก็อาจเกี่ยวข้องกับอาการทางจิตได้ จึงควรแจ้งรายชื่อยาและผลิตภัณฑ์ที่กำลังใช้อยู่ให้แพทย์ทราบ
7. การถอนแอลกอฮอล์หรือสารบางชนิด
ผู้ที่มีการพึ่งพาแอลกอฮอล์สามารถมีอาการประสาทหลอนระหว่างการถอนแอลกอฮอล์ได้ ซึ่งอาจเป็นทั้งการเห็นภาพ ได้ยินเสียง หรือรู้สึกสัมผัสสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง
การถอนแอลกอฮอล์ในผู้ที่มีภาวะพึ่งพาสามารถมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ จึง ไม่ควรพยายามหยุดแอลกอฮอล์อย่างกะทันหันด้วยตนเองหากดื่มหนักหรือมีภาวะพึ่งพา ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความปลอดภัย
8. โรคทางกายหรือระบบประสาทบางชนิด
อาการประสาทหลอนไม่ได้เกิดจากโรคทางจิตเวชเท่านั้น
ความผิดปกติทางสมองหรือระบบประสาทบางชนิดสามารถสัมพันธ์กับอาการประสาทหลอนได้เช่นกัน
ดังนั้น หากอาการเกิดขึ้นใหม่อย่างเฉียบพลัน โดยเฉพาะเมื่อมี สับสน ไม่รู้วันเวลา ไม่รู้ว่าตนเองอยู่ที่ไหน ระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนไป ชัก ไข้ หรือมีอาการทางระบบประสาทอื่นร่วมด้วย ควรได้รับการประเมินทางการแพทย์โดยเร็ว
หูแว่ว แปลว่าเป็นโรคจิตเภทไหม?
ไม่เสมอไป
นี่เป็นหนึ่งในความเข้าใจผิดที่สำคัญเกี่ยวกับอาการหูแว่ว
ลองเปรียบเทียบกับคำว่า “ไข้”
คนที่มีไข้ไม่ได้เป็นโรคเดียวกันทุกคน บางคนเป็นไข้หวัด บางคนติดเชื้อชนิดอื่น และบางคนมีสาเหตุอีกแบบหนึ่ง
หูแว่วก็เช่นเดียวกัน
เป็นอาการที่บอกเราว่า ควรหาสาเหตุต่อ ไม่ใช่ชื่อโรคที่บอกคำตอบได้ทันที
ผู้ป่วยสองคนอาจได้ยินเสียงคล้ายกัน แต่คนหนึ่งอาจเป็นโรคจิตเภท อีกคนอาจเป็น Bipolar ที่มีอาการทางจิต ขณะที่อีกคนอาจมีอาการหลังใช้สารเสพติด
ดังนั้น การรักษาที่เหมาะสมจึงเริ่มจาก การวินิจฉัยสาเหตุ
จิตแพทย์ประเมินอาการหูแว่วอย่างไร?
จิตแพทย์ไม่ได้ถามเพียงว่า
“ได้ยินเสียงหรือไม่?”
แต่อาจต้องทำความเข้าใจรายละเอียดของอาการ เช่น
- เริ่มได้ยินเสียงตั้งแต่เมื่อใด
- ได้ยินบ่อยแค่ไหน
- ได้ยินเป็นเสียงคนหรือเสียงอื่น
- เสียงพูดว่าอะไร
- เสียงพูดกับผู้ป่วยหรือพูดถึงผู้ป่วย
- เป็นเสียงที่สั่งให้ทำอะไรหรือไม่
- ผู้ป่วยเชื่อว่าเสียงมาจากไหน
- มีอาการหวาดระแวงหรือหลงผิดร่วมด้วยหรือไม่
- มีช่วงซึมเศร้าหรือ Mania ร่วมด้วยหรือไม่
- การนอนเปลี่ยนแปลงหรือไม่
- มีการใช้สารเสพติดหรือแอลกอฮอล์หรือไม่
- กำลังใช้ยาชนิดใด
- มีโรคทางกายหรืออาการทางระบบประสาทหรือไม่
- อาการกระทบต่อการเรียน งาน ความสัมพันธ์ หรือการดูแลตนเองเพียงใด
- มีความคิดทำร้ายตนเองหรือผู้อื่นหรือไม่
บางครั้งอาจต้องตรวจร่างกาย ตรวจทางห้องปฏิบัติการ หรือประเมินเพิ่มเติมตามประวัติและอาการ เพื่อหาหรือแยกสาเหตุทางกาย สารเสพติด หรือยา
อาการหูแว่ว รักษาอย่างไร?
การรักษาไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่ “ทำให้เสียงหาย” แต่ต้องพิจารณาว่า อะไรเป็นสาเหตุของอาการหูแว่ว
1. วินิจฉัยโรคหรือสาเหตุที่อยู่เบื้องหลัง
นี่เป็นขั้นตอนสำคัญ เพราะอาการหูแว่วจาก Schizophrenia, Bipolar Disorder, ภาวะจากสารเสพติด หรือโรคทางกาย อาจต้องใช้แนวทางรักษาที่แตกต่างกัน
2. การรักษาด้วยยา
หากอาการหูแว่วเป็นส่วนหนึ่งของอาการทางจิต จิตแพทย์อาจพิจารณา ยาต้านโรคจิต (Antipsychotic Medication) ตามการวินิจฉัย ความรุนแรงของอาการ สุขภาพร่างกาย และความเสี่ยงของผู้ป่วย
หากมีโรคทางอารมณ์หรือภาวะอื่นร่วมด้วย ก็ต้องรักษาส่วนนั้นร่วมกัน
ผู้ป่วยไม่ควรซื้อยา ปรับขนาดยา หรือลดหรือหยุดยาด้วยตนเอง
3. การดูแลทางจิตใจและสังคม
นอกจากการรักษาทางการแพทย์แล้ว การดูแลทางจิตใจและสังคมสามารถช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจอาการ ลดความทุกข์จากเสียง เรียนรู้วิธีรับมือ และกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น
แนวทางที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับโรค ระดับความรุนแรง ความพร้อม และเป้าหมายของผู้ป่วยแต่ละคน
4. รักษาสาเหตุอื่นร่วมด้วย
หากอาการสัมพันธ์กับสารเสพติด ต้องประเมินและรักษาปัญหาการใช้สารร่วมด้วย
หากสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับยา โรคทางกาย หรือระบบประสาท แพทย์อาจพิจารณาการตรวจและรักษาสาเหตุนั้นเพิ่มเติม
อาการเหมือนกัน ไม่ได้หมายความว่าการรักษาจะเหมือนกัน
ครอบครัวควรทำอย่างไรเมื่อคนใกล้ตัวบอกว่า “ได้ยินเสียง”?
สิ่งแรกคือ ไม่จำเป็นต้องรีบเถียงว่าเสียงนั้นไม่มีจริง
สำหรับผู้ที่กำลังมีอาการ เสียงนั้นอาจเป็นประสบการณ์ที่ชัดเจนและน่ากลัวมาก
แทนที่จะพูดว่า
“คิดไปเอง”
“ไม่มีเสียงอะไรทั้งนั้น”
“เพ้อไปเองหรือเปล่า”
อาจพูดว่า
“เราไม่ได้ยินเสียงนั้นเหมือนคุณ แต่เราเห็นว่ามันทำให้คุณกลัวมาก”
“เสียงนั้นรบกวนคุณมากแค่ไหน?”
“เสียงกำลังสั่งให้คุณทำอะไรหรือเปล่า?”
“เราอยากพาไปคุยกับจิตแพทย์ เพื่อช่วยดูว่าเกิดจากอะไร”
หลักสำคัญคือ ไม่ล้อเลียน ไม่กล่าวโทษ ไม่เผชิญหน้าอย่างรุนแรง และไม่ยืนยันว่าเนื้อหาของอาการหลอนเป็นเรื่องจริง
จากนั้นช่วยพาผู้ป่วยเข้าสู่การประเมินและรักษาอย่างเหมาะสม
หูแว่วแบบไหนควรไปโรงพยาบาลทันที?
ควรได้รับการประเมินเร่งด่วน หาก
- ได้ยินเสียงสั่งให้ฆ่าหรือทำร้ายตนเอง
- ได้ยินเสียงสั่งให้ทำร้ายผู้อื่น
- ผู้ป่วยรู้สึกว่าตนเองอาจควบคุมไม่ให้ทำตามเสียงไม่ได้
- มีความคิดหรือพฤติกรรมฆ่าตัวตาย
- ก้าวร้าวหรือมีพฤติกรรมที่อาจเป็นอันตราย
- หวาดกลัวหรือหวาดระแวงอย่างรุนแรงจนไม่สามารถรักษาความปลอดภัยได้
- สับสนอย่างมากหรือระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลง
- มีอาการชัก ไข้ หรืออาการทางระบบประสาทร่วมด้วย
- ไม่สามารถกิน ดื่ม นอน หรือดูแลตนเองได้อย่างปลอดภัย
โดยเฉพาะ เสียงสั่ง (Command Hallucinations) จำเป็นต้องประเมินเนื้อหาของเสียงและความเสี่ยงอย่างจริงจัง เพราะเสียงบางประเภทอาจเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมที่เป็นอันตราย
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการหูแว่ว (FAQ)
หูแว่ว คือโรคจิตเภทหรือไม่?
ไม่จำเป็น หูแว่วเป็นอาการ ไม่ใช่ชื่อโรค สามารถพบได้จากหลายสาเหตุ จึงต้องประเมินอาการอื่นและประวัติร่วมด้วยก่อนวินิจฉัย
ได้ยินเสียงเรียกชื่อครั้งเดียว ถือว่าผิดปกติไหม?
การได้ยินเสียงคล้ายมีคนเรียกเพียงครั้งเดียวไม่เพียงพอที่จะวินิจฉัยโรคทางจิตเวช ควรดูว่ามีอาการเกิดซ้ำหรือไม่ รบกวนชีวิตเพียงใด และมีอาการอื่นร่วมด้วยหรือไม่
หูแว่วแต่รู้ว่าเสียงนั้นอาจไม่ใช่เรื่องจริง เป็นได้ไหม?
เป็นได้ ความสามารถในการรับรู้ว่าเสียงอาจไม่ได้มาจากสิ่งเร้าจริงภายนอกสามารถแตกต่างกันระหว่างบุคคลและในแต่ละภาวะ การยังรู้ตัวไม่ได้แปลว่าอาการนั้นไม่สำคัญ หากเกิดบ่อยหรือรบกวนชีวิตควรได้รับการประเมิน
ความเครียดทำให้หูแว่วได้ไหม?
ไม่ควรสรุปอาการหูแว่วว่าเกิดจาก “ความเครียด” เพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะหากอาการเกิดขึ้นใหม่ เกิดซ้ำ หรือมีอาการทางจิต อารมณ์ สารเสพติด หรืออาการทางกายร่วมด้วย ควรประเมินหาสาเหตุอย่างเป็นระบบ
หูแว่วต้องกินยาต้านโรคจิตทุกคนไหม?
ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกคน การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุ การวินิจฉัย ความรุนแรง และความเสี่ยง หากเป็นส่วนหนึ่งของอาการทางจิต จิตแพทย์อาจพิจารณายาต้านโรคจิตตามความเหมาะสม
ถ้าคนในครอบครัวหูแว่วแต่ไม่ยอมพบจิตแพทย์ ควรทำอย่างไร?
หลีกเลี่ยงการล้อเลียนหรือบังคับเถียงเรื่องเสียง พยายามพูดถึงสิ่งที่ผู้ป่วยกำลังทุกข์ เช่น ความกลัว นอนไม่หลับ หรือการใช้ชีวิตที่ลำบากขึ้น แล้วชวนมาประเมินเพื่อช่วยให้อาการเหล่านั้นดีขึ้น
หากมีความเสี่ยงต่อการทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น มีเสียงสั่งให้ทำสิ่งอันตราย สับสนรุนแรง หรือไม่สามารถรักษาความปลอดภัยได้ ควรพาไปโรงพยาบาลเพื่อรับการประเมินโดยเร็ว
ปรึกษาอาการหูแว่ว (Auditory Hallucinations) ที่ Piti Clinic
หากคุณหรือคนใกล้ตัวเริ่ม ได้ยินเสียงที่คนอื่นไม่ได้ยิน ได้ยินเสียงเรียก เสียงพูดคุย เสียงวิจารณ์ หรือเสียงสั่ง ไม่จำเป็นต้องรอให้อาการรุนแรง และไม่ควรรีบวินิจฉัยตนเองว่าเป็นโรคจิตเภท
หูแว่วเป็นอาการ ไม่ใช่ชื่อโรค
สิ่งสำคัญคือการประเมินว่าอาการเกิดจากอะไร มีอาการทางจิตหรืออาการทางอารมณ์อื่นร่วมด้วยหรือไม่ เกี่ยวข้องกับสารเสพติด ยา การถอนสาร หรือสุขภาพร่างกายหรือไม่ และมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยเพียงใด
ที่ Piti Clinic จิตแพทย์สามารถรับฟังรายละเอียดของอาการ ประเมินสาเหตุและโรคที่อาจเกี่ยวข้อง รวมถึงวางแผนการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคน
สำหรับครอบครัวที่ไม่แน่ใจว่าคนใกล้ตัวกำลังมีอาการหูแว่วหรือควรพูดคุยกับผู้ป่วยอย่างไร สามารถเข้ามาปรึกษาเพื่อทำความเข้าใจอาการและหาแนวทางช่วยเหลือที่เหมาะสมได้เช่นกัน