ข้ามไปเนื้อหา
โทร 090 230 6000LINE @piticlinic

อาการหลงผิด (Delusions) คืออะไร สาเหตุ อาการ และการรักษา

เนื้อหาโดยทีมแพทย์ปีติ คลินิก · ตรวจทานโดย นพ. พิชญุตม์ เกษมภักดีพงษ์ (จิตแพทย์) · 13 กันยายน 2569

“มีคนกำลังตามฉันอยู่”

“เขาติดกล้องไว้ในบ้านเพื่อจับตาดูฉัน”

“คนในที่ทำงานกำลังวางแผนเล่นงานฉัน”

“แฟนนอกใจแน่นอน แม้จะยังไม่มีหลักฐาน”

“ข่าวในโทรทัศน์กำลังส่งสัญญาณบางอย่างมาถึงฉันโดยเฉพาะ”

ความเชื่อในลักษณะเหล่านี้ หากยึดถืออย่างมากและไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง อาจเป็น อาการหลงผิด (Delusions) ซึ่งเป็นหนึ่งในอาการทางจิตที่พบได้ในโรคทางจิตเวชหลายชนิด

สิ่งสำคัญที่ควรรู้คือ

อาการหลงผิดเป็น “อาการ” ไม่ใช่ชื่อโรค

การมีอาการหลงผิดจึงไม่ได้หมายความว่าจะเป็น โรคหลงผิด (Delusional Disorder) หรือ โรคจิตเภท (Schizophrenia) เสมอไป

อาการเดียวกันสามารถเกิดได้จากหลายโรคและหลายสาเหตุ เช่น โรคจิตเภท โรคจิตแบบอารมณ์แปรปรวนหรือโรคสคิทโซแอฟเฟกทีฟ โรคอารมณ์สองขั้วที่มีอาการทางจิต ภาวะซึมเศร้ารุนแรงที่มีอาการทางจิต โรคหลงผิด สารเสพติด ยาบางชนิด หรือโรคทางกายบางอย่าง

ดังนั้น เมื่อพบอาการหลงผิด สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการถามว่า “เขาเชื่ออะไร?” แต่ต้องประเมินต่อว่า “ความเชื่อนั้นเกิดจากอะไร และมีอาการอื่นร่วมด้วยหรือไม่?”

อาการหลงผิด (Delusions) คืออะไร?

Delusion หรืออาการหลงผิด หมายถึงความเชื่อที่บุคคลยึดถืออย่างมาก แม้จะมีข้อมูลหรือหลักฐานที่ไม่สอดคล้องกับความเชื่อนั้น และความเชื่อนั้นไม่สามารถอธิบายได้จากความเชื่อที่เป็นที่ยอมรับในวัฒนธรรม ศาสนา หรือบริบทของบุคคลนั้น

ตัวอย่างเช่น

คนหนึ่งเชื่ออย่างมากว่าเพื่อนบ้านกำลังปล่อยสารพิษเข้ามาในบ้านเพื่อทำร้ายตนเอง แม้จะไม่มีหลักฐานที่สอดคล้องกับความเชื่อนั้น

อีกคนเชื่อว่ามีเจ้าหน้าที่หรือบุคคลบางกลุ่มกำลังติดตามตนเองตลอดเวลา จึงไม่กล้าออกจากบ้าน

หรือบางคนเชื่อว่าคู่รักกำลังนอกใจ และเริ่มตรวจโทรศัพท์ ติดตาม หรือกล่าวหาซ้ำ ๆ แม้ไม่มีหลักฐานรองรับ

สำหรับผู้ที่กำลังมีอาการหลงผิด ความเชื่อนั้นอาจรู้สึกเป็นเรื่องจริงมาก

จึงไม่ควรมองว่าเป็นเพียงการ “คิดไปเอง” “คิดมาก” “ดื้อ” หรือ “ตั้งใจโกหก”

อาการหลงผิด ต่างจากการเข้าใจผิดหรือคิดมากอย่างไร?

คนทั่วไปสามารถ เข้าใจผิด สงสัย หรือคิดมาก ได้โดยไม่ได้มีอาการทางจิต

ตัวอย่างเช่น

“ช่วงนี้แฟนกลับบ้านดึก เราเลยกลัวว่าเขาอาจมีคนอื่น”

ความคิดนี้ยังมีลักษณะของ ความสงสัย บุคคลอาจรับฟังข้อมูลอื่น เปลี่ยนความคิดเห็น หรือยอมรับได้ว่าตนเองอาจเข้าใจผิด

แต่หากกลายเป็นความเชื่อที่ยึดถืออย่างมั่นคงมาก เช่น

“เขานอกใจแน่นอน 100%”

และนำเหตุการณ์ต่าง ๆ มาตีความสนับสนุนความเชื่อนั้น แม้ไม่มีหลักฐานที่สอดคล้องหรือมีข้อมูลแย้งอย่างชัดเจน จิตแพทย์อาจต้องประเมินว่าเป็นอาการหลงผิดหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรใช้เพียงความเห็นต่างหรือความเชื่อที่คนอื่นคิดว่าแปลกมาตัดสินว่าใครมีอาการหลงผิด

แพทย์ต้องพิจารณาบริบท วัฒนธรรม ศาสนา หลักฐาน ระดับความเชื่อมั่น และอาการอื่นร่วมกัน

อาการหลงผิด มีแบบไหนบ้าง?

เนื้อหาของอาการหลงผิดสามารถแตกต่างกันได้หลายรูปแบบ

1. หลงผิดว่าถูกปองร้าย (Persecutory Delusions)

เป็นความเชื่อว่าตนเองกำลังถูกทำร้าย คุกคาม ติดตาม กลั่นแกล้ง หรือถูกวางแผนเล่นงาน

ตัวอย่างเช่น

  • เชื่อว่ามีคนตามสะกดรอย
  • เชื่อว่ามีคนกำลังวางยาพิษ
  • เชื่อว่ามีคนติดกล้องเพื่อเฝ้าดู
  • เชื่อว่าเพื่อนบ้านจงใจทำบางอย่างเพื่อกลั่นแกล้ง
  • เชื่อว่ามีองค์กรหรือบุคคลบางกลุ่มกำลังวางแผนทำร้าย

เมื่อผู้ป่วยเชื่อว่าตนเองกำลังตกอยู่ในอันตรายจริง ๆ เขาอาจมีความกลัวสูง หลีกเลี่ยงผู้คน ล็อกตัวเองอยู่ในห้อง หรือพยายามป้องกันตัวจากบุคคลที่เชื่อว่าจะมาทำร้าย

2. หลงผิดว่าคู่รักนอกใจ (Jealous Delusions)

เป็นความเชื่ออย่างมากว่าคู่รักหรือคู่สมรสนอกใจ แม้ไม่มีหลักฐานที่เพียงพอ

ผู้ป่วยอาจ

  • ตรวจโทรศัพท์ซ้ำ ๆ
  • ตามดูพฤติกรรมของคู่รัก
  • ซักถามหรือกล่าวหาซ้ำ ๆ
  • ตีความเหตุการณ์ทั่วไปว่าเป็นหลักฐานของการนอกใจ
  • ติดตามว่าคู่รักไปที่ไหนหรืออยู่กับใคร

อาการชนิดนี้อาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อความสัมพันธ์ และในบางกรณีอาจสัมพันธ์กับความขัดแย้งหรือความรุนแรง จึงควรให้ความสำคัญกับการประเมินความปลอดภัย

3. หลงผิดว่ามีคนหลงรัก (Erotomanic Delusions)

Erotomanic หมายถึงความเชื่อว่าบุคคลอื่นกำลังหลงรักตนเอง ทั้งที่ไม่มีหลักฐานสอดคล้องกับความเชื่อนั้น

ผู้ป่วยอาจเชื่อว่าบุคคลดังกล่าวส่งข้อความหรือสัญญาณลับมาหาตนเอง

บางครั้งบุคคลที่เชื่อว่าหลงรักตนอาจเป็นคนที่มีชื่อเสียง มีสถานะทางสังคมสูงกว่า หรือเป็นบุคคลที่ผู้ป่วยแทบไม่ได้มีความสัมพันธ์ด้วยจริง

4. หลงผิดว่าตนเองยิ่งใหญ่หรือมีความสามารถพิเศษ (Grandiose Delusions)

เป็นความเชื่อว่าตนเองมีความสามารถ อำนาจ สถานะ ความรู้ หรือความสำคัญเป็นพิเศษอย่างไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง

เช่น

  • เชื่อว่าตนเองมีอำนาจพิเศษ
  • เชื่อว่าตนเองเป็นบุคคลสำคัญระดับโลก
  • เชื่อว่าตนเองได้รับภารกิจพิเศษที่ไม่มีใครทำได้
  • เชื่อว่าตนเองมีความสามารถเหนือมนุษย์

อาการหลงผิดลักษณะนี้สามารถพบร่วมกับ Mania หรือภาวะแมเนีย ในผู้ป่วย Bipolar บางรายได้

5. หลงผิดเกี่ยวกับร่างกาย (Somatic Delusions)

Somatic หมายถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับร่างกาย

Somatic Delusion จึงหมายถึงความเชื่อเกี่ยวกับร่างกายหรือสุขภาพที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เช่น เชื่ออย่างมั่นคงว่าตนเองมีโรคร้ายแรงบางอย่าง แม้การประเมินทางการแพทย์ไม่พบสิ่งที่สนับสนุนความเชื่อนั้น

อย่างไรก็ตาม ก่อนจะสรุปว่าเป็นอาการหลงผิด แพทย์ต้องพิจารณาและแยกโรคทางกายที่อาจเกิดขึ้นจริงอย่างเหมาะสมก่อน

6. หลงผิดว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ เกี่ยวข้องกับตนเอง (Delusions of Reference)

ผู้ป่วยอาจเชื่อว่าเหตุการณ์หรือสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวมีความหมายพิเศษที่ส่งมาถึงตนเองโดยเฉพาะ

เช่น

“ผู้ประกาศข่าวกำลังพูดเป็นรหัสถึงเรา”

“เพลงที่เปิดในร้านกำลังส่งข้อความถึงเรา”

“คนสองคนนั้นหัวเราะเพราะกำลังพูดถึงเรา”

ความเชื่อนี้แตกต่างจากการรู้สึกประหม่าหรือคิดว่าคนอื่นอาจมองเราเป็นครั้งคราว เพราะในอาการหลงผิด บุคคลอาจเชื่ออย่างมากว่าเหตุการณ์เหล่านั้นมีความหมายเกี่ยวข้องกับตนเองจริง

อาการหลงผิด ไม่ได้แปลว่าเป็นโรคหลงผิดเสมอไป

คำสองคำนี้คล้ายกัน แต่ความหมายไม่เหมือนกัน

Delusion = อาการหลงผิด

ส่วน

Delusional Disorder = โรคหลงผิด

โรคหลงผิดเป็น ชื่อการวินิจฉัยโรคทางจิตเวช ซึ่งมีอาการหลงผิดเป็นอาการสำคัญ

ตามเกณฑ์ DSM-5 ที่อธิบายใน Kaplan & Sadock ผู้ป่วย Delusional Disorder ต้องมีอาการหลงผิดอย่างน้อยหนึ่งเรื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 1 เดือน และต้องพิจารณาว่าอาการไม่สามารถอธิบายได้ดีกว่าด้วย Schizophrenia โรคทางจิตเวชอื่น สาร หรือโรคทางกาย

DSM ย่อมาจาก Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders เป็นคู่มือเกณฑ์การวินิจฉัยโรคทางจิตเวชของสมาคมจิตแพทย์อเมริกัน ซึ่งจิตแพทย์ใช้ประกอบกับการซักประวัติ การตรวจอาการ และข้อมูลทางการแพทย์อื่นในการวินิจฉัย

ผู้ป่วยโรคหลงผิดบางรายอาจยังทำงาน พูดคุย หรือใช้ชีวิตในด้านที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่หลงผิดได้ค่อนข้างปกติ

จึงไม่ควรคิดว่า

“ถ้ายังทำงานได้ แสดงว่าไม่ได้มีอาการทางจิต”

ในทางกลับกัน การมีอาการหลงผิดก็ไม่ได้แปลว่าจะเป็น Delusional Disorder เพราะอาการนี้สามารถเกิดในโรคอื่นได้อีกหลายชนิด

อาการหลงผิด พบในโรคอะไรได้บ้าง?

โรคจิตเภท (Schizophrenia)

ผู้ป่วยโรคจิตเภทสามารถมีอาการหลงผิดร่วมกับอาการอื่น เช่น ประสาทหลอน ความคิดหรือคำพูดไม่เป็นระเบียบ พฤติกรรมผิดปกติ หรืออาการด้านลบ

ดังนั้น การมีอาการหลงผิดเพียงอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอที่จะวินิจฉัยว่าเป็นโรคจิตเภท

โรคจิตแบบอารมณ์แปรปรวน หรือ โรคสคิทโซแอฟเฟกทีฟ (Schizoaffective Disorder)

ผู้ป่วยสามารถมีอาการหลงผิดหรือประสาทหลอนร่วมกับช่วงที่มีอาการทางอารมณ์ เช่น Mania หรือช่วงซึมเศร้ารุนแรง

การวินิจฉัยต้องดู ลำดับเวลาและความสัมพันธ์ระหว่างอาการทางจิตกับอาการทางอารมณ์

โรคอารมณ์สองขั้วที่มีอาการทางจิต

(Bipolar Disorder with Psychotic Features)

ในช่วงที่อาการทางอารมณ์รุนแรง ผู้ป่วย Bipolar บางรายสามารถมีอาการหลงผิดได้

ตัวอย่างเช่น ในช่วง Mania หรือภาวะแมเนีย ซึ่งเป็นช่วงที่มีอารมณ์คึกคักหรือหงุดหงิดและพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ ผู้ป่วยอาจมีความเชื่อว่าตนเองมีอำนาจ ความสามารถ หรือสถานะพิเศษอย่างไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง

จิตแพทย์จึงต้องประเมินว่าอาการหลงผิดเกิดขึ้นสัมพันธ์กับช่วงอารมณ์ผิดปกติหรือไม่

ภาวะซึมเศร้ารุนแรงที่มีอาการทางจิต

ผู้ป่วยที่มีอาการซึมเศร้ารุนแรงบางรายสามารถมีอาการหลงผิดร่วมด้วย

เนื้อหาของความหลงผิดอาจเกี่ยวข้องกับความรู้สึกผิด ความล้มเหลว ความยากจน โรคร้าย หรือความเชื่อว่าตนเองทำให้เกิดเหตุการณ์เลวร้ายบางอย่าง

จึงต้องประเมินอาการทางอารมณ์ร่วมกับอาการทางจิตเสมอ

โรคจิตระยะสั้น (Brief Psychotic Disorder)

ผู้ป่วยอาจเกิดอาการหลงผิด ประสาทหลอน หรือความคิดและคำพูดไม่เป็นระเบียบขึ้นอย่างเฉียบพลัน

ตามเกณฑ์ DSM อาการของ Brief Psychotic Disorder มีระยะเวลาอย่างน้อย 1 วัน แต่ไม่ถึง 1 เดือน และท้ายที่สุดผู้ป่วยกลับไปสู่ระดับการทำหน้าที่เดิม

สารเสพติดหรือยา

สารเสพติดบางชนิดสามารถทำให้เกิดอาการทางจิต เช่น หวาดระแวง หลงผิด หรือประสาทหลอนได้

นอกจากนี้ยาบางชนิดและการถอนสารบางประเภทก็อาจเกี่ยวข้องกับอาการทางจิต

ดังนั้น หากมีการใช้สารเสพติด แอลกอฮอล์ หรือกำลังรับประทานยาใดอยู่ ควรแจ้งแพทย์ตามจริง เพราะข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญต่อการหาสาเหตุ

โรคทางกายหรือระบบประสาทบางชนิด

อาการหลงผิดไม่ได้เกิดจากโรคทางจิตเวชเท่านั้น

โรคทางสมอง ภาวะทางการแพทย์บางชนิด หรือความผิดปกติของการรู้คิด เช่น ภาวะสมองเสื่อมบางประเภท สามารถมีอาการหลงผิดร่วมได้

โดยเฉพาะผู้ที่ไม่เคยมีประวัติอาการทางจิตมาก่อนและเริ่มมีอาการใหม่ในวัยสูงอายุ หรือมีอาการสับสน ความจำเปลี่ยน บุคลิกเปลี่ยน ชัก หรืออาการทางระบบประสาทร่วมด้วย ควรได้รับการประเมินสาเหตุทางกายอย่างเหมาะสม

หลงผิดกับหวาดระแวง เหมือนกันไหม?

ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว

หวาดระแวง (Paranoia) เป็นคำที่ใช้กล่าวถึงความระแวงหรือความคิดว่าผู้อื่นอาจมีเจตนาร้ายต่อตนเอง

ความหวาดระแวงมีได้หลายระดับ

บางคนอาจระแวงแต่ยังคิดว่า

“เราอาจคิดมากไปเองก็ได้”

ขณะที่บางคนอาจพัฒนาเป็นความเชื่ออย่างมั่นคงว่า

“เขากำลังจะฆ่าเราแน่นอน”

แม้ไม่มีหลักฐานสอดคล้อง

ในกรณีหลัง จิตแพทย์อาจต้องประเมินว่าเข้าลักษณะ Persecutory Delusion หรืออาการหลงผิดว่าถูกปองร้าย หรือไม่

ดังนั้น คำว่า “ระแวง” เพียงอย่างเดียวยังไม่ใช่การวินิจฉัย

จิตแพทย์ประเมินอาการหลงผิดอย่างไร?

จิตแพทย์ไม่ได้ดูเพียงว่า “ความเชื่อนั้นแปลกหรือไม่”

แต่อาจประเมินรายละเอียดหลายด้าน เช่น

  • ผู้ป่วยเชื่อเรื่องอะไร
  • เชื่อมากเพียงใด
  • เริ่มเชื่อตั้งแต่เมื่อใด
  • มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นก่อนเริ่มอาการ
  • เมื่อมีข้อมูลที่ไม่สอดคล้อง ผู้ป่วยสามารถพิจารณาความเป็นไปได้อื่นได้หรือไม่
  • ความเชื่อนั้นสอดคล้องกับวัฒนธรรมหรือศาสนาหรือไม่
  • มีหูแว่วหรือประสาทหลอนร่วมด้วยหรือไม่
  • ความคิดและคำพูดเปลี่ยนไปหรือไม่
  • มีอาการ Mania หรือซึมเศร้าร่วมด้วยหรือไม่
  • มีการใช้สารเสพติดหรือไม่
  • กำลังใช้ยาอะไรอยู่
  • มีโรคทางกายหรืออาการทางระบบประสาทหรือไม่
  • อาการส่งผลต่อการเรียน งาน ความสัมพันธ์ และการดูแลตนเองอย่างไร
  • มีความเสี่ยงต่อการทำร้ายตนเองหรือผู้อื่นหรือไม่

จึงไม่ควรวินิจฉัยใครจากโพสต์บนโซเชียลมีเดีย การสนทนาเพียงครั้งเดียว หรือเพียงเพราะเขามีความคิดเห็นที่แตกต่างจากคนอื่น

อาการหลงผิด รักษาอย่างไร?

การรักษาขึ้นอยู่กับ โรคหรือสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการหลงผิด

1. ประเมินและวินิจฉัยสาเหตุ

ขั้นแรกคือหาว่าอาการหลงผิดเป็นส่วนหนึ่งของโรคอะไร

เพราะอาการหลงผิดจาก Schizophrenia, Bipolar Disorder, Delusional Disorder, สารเสพติด หรือโรคทางกาย อาจต้องใช้แนวทางรักษาที่แตกต่างกัน

2. การรักษาด้วยยา

หากอาการหลงผิดเป็นส่วนหนึ่งของอาการทางจิต จิตแพทย์อาจพิจารณา ยาต้านโรคจิต (Antipsychotic Medication) ตามการวินิจฉัย ความรุนแรงของอาการ สุขภาพร่างกาย และความเสี่ยงของผู้ป่วย

หากมีโรคทางอารมณ์หรือภาวะอื่นร่วมด้วย ต้องรักษาส่วนนั้นร่วมกันด้วย

ไม่ควรซื้อยา ปรับขนาดยา หรือลดหรือหยุดยาด้วยตนเอง

3. การดูแลทางจิตใจและสร้างความร่วมมือในการรักษา

การสร้างความไว้วางใจระหว่างผู้ป่วยกับผู้รักษามีความสำคัญ

การรักษาไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยการพยายาม “พิสูจน์ว่าผู้ป่วยคิดผิด”

ในบางกรณี การเริ่มพูดถึงสิ่งที่ผู้ป่วยกำลังทุกข์ เช่น ความกลัว ความเครียด นอนไม่หลับ หรือปัญหาความสัมพันธ์ อาจช่วยสร้างความร่วมมือในการรักษาได้ดีกว่าการโต้เถียงเรื่องความเชื่อโดยตรง

4. รักษาปัจจัยหรือโรคที่เกี่ยวข้อง

หากอาการสัมพันธ์กับ Bipolar Disorder ภาวะซึมเศร้า สารเสพติด ยา หรือโรคทางกาย ก็จำเป็นต้องรักษาสาเหตุนั้นร่วมด้วย

อาการหลงผิดเหมือนกัน ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยทุกคนจะได้รับการรักษาเหมือนกัน

ครอบครัวควรพูดอย่างไรเมื่อผู้ป่วยมีอาการหลงผิด?

สมมติคนในครอบครัวพูดว่า

“เพื่อนบ้านกำลังติดกล้องเพื่อดูฉัน”

การตอบว่า

“ใช่ เขาติดกล้องจริง เราต้องไปจัดการเขา”

เป็นการยืนยันความเชื่อที่อาจเป็นอาการหลงผิด ซึ่งไม่เหมาะสม

แต่การพูดว่า

“ไร้สาระ ไม่มีใครทำอะไรทั้งนั้น”

“เพ้อเจ้อ”

“คิดไปเอง เลิกคิดได้แล้ว”

ก็อาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกถูกปฏิเสธและไม่ไว้วางใจมากขึ้น

ครอบครัวสามารถตอบว่า

“เราไม่ได้เห็นหลักฐานแบบเดียวกับที่คุณเห็น แต่เราเข้าใจว่าคุณกำลังกลัวมาก”

หรือ

“เราอาจมองเรื่องนี้ไม่เหมือนกัน แต่เราเห็นว่ามันทำให้คุณนอนไม่ได้และเครียดมาก เราอยากพาไปคุยกับจิตแพทย์”

หลักสำคัญคือ

ไม่ล้อเลียน ไม่กล่าวโทษ ไม่โต้เถียงอย่างรุนแรง และไม่ยืนยันว่าความหลงผิดนั้นเป็นความจริง

ให้ความสำคัญกับความรู้สึก ความปลอดภัย และการพาเข้าสู่การรักษา

อาการหลงผิดแบบไหนควรไปโรงพยาบาลทันที?

ควรได้รับการประเมินอย่างเร่งด่วน หากผู้ป่วย

  • เชื่อว่าต้องทำร้ายใครบางคนเพื่อป้องกันตัว
  • พยายามใช้อาวุธหรือเตรียมอาวุธ
  • ขู่หรือมีพฤติกรรมรุนแรง
  • เชื่อว่ามีคนจะทำร้ายจนพยายามหนีในลักษณะที่เป็นอันตราย
  • มีความคิดหรือพฤติกรรมทำร้ายตนเอง
  • หวาดระแวงรุนแรงจนไม่กินอาหารหรือไม่ดื่มน้ำเพราะกลัวถูกวางยา
  • ไม่สามารถดูแลตนเองหรือรักษาความปลอดภัยพื้นฐานได้
  • มีอาการสับสนอย่างมาก ระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยน ชัก ไข้ หรืออาการทางระบบประสาทร่วมด้วย

เมื่อผู้ป่วยเชื่ออย่างจริงจังว่ากำลังถูกคุกคาม พฤติกรรมที่เกิดขึ้นอาจเป็นการพยายาม “ป้องกันตัว” ตามสิ่งที่ผู้ป่วยเชื่อ จึงต้องประเมินความเสี่ยงอย่างระมัดระวัง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการหลงผิด (Delusions)

อาการหลงผิด คือโรคหลงผิดหรือไม่?

ไม่ใช่คำเดียวกัน อาการหลงผิด (Delusion) เป็นอาการ ส่วนโรคหลงผิด (Delusional Disorder) เป็นชื่อโรคทางจิตเวชที่มีเกณฑ์การวินิจฉัยเฉพาะ

หลงผิด แปลว่าเป็นโรคจิตเภทหรือไม่?

ไม่จำเป็น อาการหลงผิดพบได้ในหลายโรค เช่น Schizophrenia, Schizoaffective Disorder, Bipolar Disorder, Delusional Disorder รวมถึงภาวะจากสาร ยา และโรคทางกายบางชนิด

คนที่มีอาการหลงผิดรู้ตัวไหม?

แตกต่างกันในแต่ละคน ผู้ป่วยบางรายเชื่อในสิ่งที่ตนเองรับรู้อย่างมากและอาจไม่คิดว่าตนเองกำลังป่วย ขณะที่บางรายอาจมีความสงสัยหรือยอมรับความเป็นไปได้อื่นได้บางส่วน

คนที่ยังทำงานได้ มีอาการหลงผิดได้ไหม?

ได้ โดยเฉพาะในผู้ป่วย Delusional Disorder บางราย การทำหน้าที่ในด้านที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่หลงผิดอาจยังค่อนข้างคงเดิม การดูว่า “ยังทำงานได้” เพียงอย่างเดียวจึงไม่สามารถใช้ตัดสินว่ามีหรือไม่มีอาการได้

ควรพยายามหาเหตุผลไปพิสูจน์กับผู้ป่วยไหม?

โดยทั่วไปการเผชิญหน้าและพยายามเอาชนะด้วยเหตุผลอย่างรุนแรงอาจทำให้ความสัมพันธ์แย่ลง โดยเฉพาะหากผู้ป่วยกำลังหวาดระแวง ควรรับฟังความรู้สึกโดยไม่ยืนยันความหลงผิด และชวนเข้าสู่การประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ

อาการหลงผิดรักษาได้ไหม?

มีแนวทางรักษา แต่ผลการรักษาขึ้นอยู่กับโรคหรือสาเหตุ ความรุนแรง ระยะเวลาที่มีอาการ และปัจจัยของผู้ป่วยแต่ละคน การวินิจฉัยสาเหตุที่ถูกต้องจึงมีความสำคัญต่อการเลือกการรักษา

ปรึกษาอาการหลงผิด (Delusions) ที่ Piti Clinic

หากคุณหรือคนใกล้ตัวเริ่มมีความเชื่อที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เช่น เชื่อว่ามีคนติดตาม ถูกปองร้าย ถูกวางยา คู่รักนอกใจ มีคนส่งสัญญาณลับถึงตนเอง หรือมีความเชื่ออื่นที่เริ่มกระทบต่อการนอน การทำงาน ความสัมพันธ์ และการใช้ชีวิต ไม่จำเป็นต้องรอให้อาการรุนแรงก่อนมาปรึกษา

อาการหลงผิดเป็นอาการ ไม่ใช่ชื่อโรค

สิ่งสำคัญคือการประเมินว่าอาการเกิดจากโรคหรือสาเหตุใด มีหูแว่ว อาการทางอารมณ์ การใช้สารเสพติด ยา หรือโรคทางกายร่วมด้วยหรือไม่ และมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยเพียงใด

ที่ Piti Clinic จิตแพทย์สามารถรับฟังและประเมินอาการอย่างเป็นระบบ เพื่อช่วยแยกสาเหตุและวางแผนการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคน

หากคุณเป็นคนในครอบครัวและไม่แน่ใจว่าควรพูดกับผู้ป่วยอย่างไร หรือผู้ป่วยยังไม่คิดว่าตนเองจำเป็นต้องรักษา สามารถเข้ามาปรึกษาเพื่อทำความเข้าใจอาการและหาแนวทางช่วยเหลือที่เหมาะสมได้เช่นกัน

โทร 090 230 6000นัดผ่าน LINE