ข้ามไปเนื้อหา
โทร 090 230 6000LINE @piticlinic

บริการ

สุขภาพจิตในองค์กร

สุขภาพจิตในองค์กร

ดูแลสุขภาพใจของคนทำงาน เพื่อสร้างองค์กรที่คนสามารถทำงาน เติบโต และรับมือกับความท้าทายได้อย่างยั่งยืน

สุขภาพจิตของพนักงานไม่ได้แยกออกจากชีวิตการทำงาน

ความเครียด ภาระงาน ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานและหัวหน้า การเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร ความไม่แน่นอน ความขัดแย้ง รวมถึงปัญหาส่วนตัว สามารถส่งผลต่ออารมณ์ สมาธิ การตัดสินใจ ความสัมพันธ์ และความสามารถในการทำงานได้

ในขณะเดียวกัน สภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมขององค์กรก็มีส่วนสำคัญต่อสุขภาวะทางจิตของคนทำงาน

การดูแล สุขภาพจิตในองค์กร (Workplace Mental Health) จึงไม่ควรเริ่มต้นเฉพาะเมื่อพนักงานมีปัญหารุนแรง แต่สามารถทำได้ตั้งแต่การให้ความรู้ สร้างทักษะในการดูแลตนเอง พัฒนาทักษะของหัวหน้างาน ไปจนถึงการจัดช่องทางให้พนักงานสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญเมื่อจำเป็น

Piti Clinic ให้บริการด้านสุขภาพจิตสำหรับองค์กร โดยสามารถออกแบบรูปแบบการให้บริการให้เหมาะกับ เป้าหมาย ลักษณะงาน จำนวนพนักงาน และความต้องการของแต่ละองค์กร

สอบถามบริการสุขภาพจิตสำหรับองค์กร

ทำไมสุขภาพจิตของพนักงานจึงเป็นเรื่องขององค์กร?

ทุกคนสามารถมีวันที่เหนื่อย เครียด หรือมีปัญหาส่วนตัวได้ แต่เมื่อความเครียดสะสมหรือปัญหาสุขภาพจิตเริ่มมากขึ้น ผลกระทบอาจไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับความรู้สึกของพนักงาน

ปัญหาอาจเริ่มสะท้อนออกมาในรูปของ

  • สมาธิและประสิทธิภาพในการทำงานที่เปลี่ยนแปลง

  • ความเหนื่อยล้าและความรู้สึกหมดแรง

  • ความผิดพลาดหรือการตัดสินใจที่ยากขึ้น

  • การขาดงานหรือมาทำงานแต่ไม่สามารถทำงานได้เต็มที่

  • ความขัดแย้งระหว่างเพื่อนร่วมงาน

  • ปัญหาการสื่อสารระหว่างหัวหน้ากับทีม

  • ความผูกพันกับงานและองค์กรที่ลดลง

  • ความยากในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง

  • ความตั้งใจลาออก

  • ปัญหาสุขภาพกายที่สัมพันธ์กับความเครียด

ดังนั้น การส่งเสริมสุขภาพจิตในที่ทำงานจึงไม่ใช่เพียงการจัดกิจกรรมให้พนักงาน “รู้สึกดีขึ้น” แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงานและการดูแลคนในองค์กร

บริการสุขภาพจิตสำหรับองค์กรจาก Piti Clinic

องค์กรแต่ละแห่งมีบริบทและความต้องการแตกต่างกัน

บางองค์กรอาจต้องการเริ่มจากการให้ความรู้เรื่องสุขภาพจิต บางแห่งต้องการพัฒนาทักษะของหัวหน้างาน ขณะที่บางแห่งต้องการช่องทางให้พนักงานสามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญได้โดยตรง

Piti Clinic สามารถร่วมออกแบบบริการตามวัตถุประสงค์ขององค์กรในด้านต่าง ๆ ดังนี้

1. Mental Health Workshop & Training

อบรมและให้ความรู้ด้านสุขภาพจิตสำหรับพนักงาน

การอบรมสุขภาพจิตช่วยให้พนักงานมีความรู้และเครื่องมือในการทำความเข้าใจตนเอง รับมือกับความเครียด และรู้ว่าเมื่อใดควรขอความช่วยเหลือ

หัวข้อสามารถออกแบบให้เหมาะกับกลุ่มผู้เข้าร่วมและบริบทขององค์กร เช่น

  • ความเครียดและการจัดการความเครียด

  • การดูแลสุขภาพใจของคนทำงาน

  • Burnout และการดูแลตนเอง

  • ความวิตกกังวลและการรับมือ

  • ภาวะซึมเศร้าและสัญญาณที่ควรรู้

  • การนอนหลับและสุขภาพจิต

  • Work-Life Balance

  • การจัดการอารมณ์

  • Resilience และการรับมือกับความเปลี่ยนแปลง

  • การสื่อสารและความสัมพันธ์ในที่ทำงาน

  • การดูแลเพื่อนร่วมงานที่กำลังมีปัญหาสุขภาพจิต

  • การรู้จักสัญญาณที่ควรแนะนำให้พบผู้เชี่ยวชาญ

รูปแบบสามารถปรับได้ตามวัตถุประสงค์ ตั้งแต่การบรรยายให้ความรู้ ไปจนถึง Workshop ที่เน้นการมีส่วนร่วมและการฝึกทักษะ

2. Mental Health Training for Managers

อบรมสุขภาพจิตสำหรับหัวหน้างานและผู้บริหาร

หัวหน้างานมักเป็นหนึ่งในคนกลุ่มแรกที่สังเกตเห็นว่าพนักงานมีบางอย่างเปลี่ยนไป

แต่หัวหน้าไม่จำเป็นต้องทำหน้าที่เป็นนักจิตวิทยาหรือเป็นผู้วินิจฉัยว่าใครกำลังเป็นโรคอะไร

สิ่งที่หัวหน้าสามารถเรียนรู้ได้คือ

  • สังเกตความเปลี่ยนแปลงที่อาจบ่งบอกว่าพนักงานกำลังมีความยาก

  • เริ่มต้นบทสนทนาเรื่องสุขภาพจิตอย่างเหมาะสม

  • รับฟังโดยไม่รีบตัดสิน

  • พูดคุยเรื่องงานและผลกระทบต่อการทำงานอย่างชัดเจน

  • รู้ขอบเขตของบทบาทหัวหน้างาน

  • รู้ว่าเมื่อใดควรแนะนำให้พนักงานขอความช่วยเหลือ

  • รับมือกับสถานการณ์ที่มีความกังวลด้านความปลอดภัย

  • สร้างบรรยากาศในทีมที่เอื้อต่อการขอความช่วยเหลือ

เป้าหมายไม่ใช่การทำให้หัวหน้า “รักษา” พนักงาน แต่คือการช่วยให้หัวหน้าสามารถ สังเกต พูดคุย สนับสนุน และเชื่อมต่อพนักงานกับความช่วยเหลือที่เหมาะสม

3. Employee Mental Health Consultation

บริการปรึกษาสุขภาพจิตสำหรับพนักงาน

องค์กรสามารถจัดช่องทางให้พนักงานเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับปัญหาที่กำลังเผชิญ

ตัวอย่างเรื่องที่พนักงานอาจเข้ามาปรึกษา เช่น

  • ความเครียดจากงาน

  • ปัญหาชีวิตและความสัมพันธ์

  • ความวิตกกังวล

  • อารมณ์เศร้า

  • ปัญหาการนอน

  • ความขัดแย้งในที่ทำงาน

  • การปรับตัวต่อบทบาทหรือความรับผิดชอบใหม่

  • ความกดดันจากชีวิตส่วนตัว

  • ความสูญเสียหรือเหตุการณ์สำคัญในชีวิต

  • ความไม่แน่ใจว่าปัญหาที่เกิดขึ้นควรได้รับการดูแลต่ออย่างไร

หากประเมินแล้วพบว่าพนักงานควรได้รับการดูแลเพิ่มเติม สามารถแนะนำแนวทางที่เหมาะสม เช่น การประเมินโดยจิตแพทย์ จิตบำบัด หรือการดูแลต่อเนื่องตามความจำเป็น

4. Mental Health Screening

การคัดกรองสุขภาพจิตพนักงาน

องค์กรบางแห่งอาจต้องการทำความเข้าใจภาพรวมด้านสุขภาพจิตหรือเปิดโอกาสให้พนักงานได้สำรวจสุขภาพใจของตนเอง

การคัดกรองสามารถช่วยระบุผู้ที่อาจมีความเสี่ยงหรือควรได้รับการประเมินเพิ่มเติม และใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการให้ความรู้และเชื่อมต่อกับบริการช่วยเหลือ

อย่างไรก็ตาม

การคัดกรองไม่เท่ากับการวินิจฉัยโรค

ผลจากแบบคัดกรองควรถูกใช้ตามวัตถุประสงค์และมีแนวทางรองรับว่า หากพบผู้ที่ควรได้รับความช่วยเหลือ จะสามารถเข้าถึงการประเมินหรือบริการที่เหมาะสมต่อไปได้อย่างไร

5. Employee Assistance & Referral Pathway

วางช่องทางการช่วยเหลือและส่งต่อพนักงาน

หนึ่งในคำถามสำคัญขององค์กรคือ

“ถ้าเราพบว่าพนักงานกำลังมีปัญหา แล้วควรทำอย่างไรต่อ?”

การมีความรู้เรื่องสุขภาพจิตเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ หากองค์กรไม่มีช่องทางให้พนักงานเข้าถึงความช่วยเหลือ

Piti Clinic สามารถร่วมวางแนวทางการเข้าถึงบริการและการส่งต่อ เพื่อให้พนักงานที่ต้องการความช่วยเหลือสามารถเข้าสู่การประเมินและการดูแลที่เหมาะสม

ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละองค์กร อาจเชื่อมต่อกับบริการ เช่น

ปรึกษาจิตแพทย์
สำหรับผู้ที่ควรได้รับการประเมินอาการและพิจารณาแนวทางการรักษาทางจิตเวช

จิตบำบัด
สำหรับผู้ที่เหมาะกับการดูแลด้วยกระบวนการและเทคนิคทางจิตวิทยา

การประเมินและทดสอบทางจิตวิทยา
ในกรณีที่มีคำถามซึ่งจำเป็นต้องได้รับการประเมินเพิ่มเติม

เป้าหมายคือทำให้เส้นทางจาก “เริ่มมีปัญหา” → “ขอความช่วยเหลือ” → “ได้รับการดูแลที่เหมาะสม” มีความชัดเจนมากขึ้น

6. Mental Health Program ที่ออกแบบตามความต้องการขององค์กร

การดูแลสุขภาพจิตในองค์กรไม่จำเป็นต้องเป็นกิจกรรมครั้งเดียว

องค์กรสามารถพูดคุยกับทีม Piti Clinic เพื่อออกแบบรูปแบบบริการตามปัญหาและเป้าหมาย เช่น

  • โครงการส่งเสริมสุขภาพจิตพนักงาน

  • Mental Health Month

  • โปรแกรมอบรมต่อเนื่อง

  • Workshop สำหรับทีมที่มีความเครียดสูง

  • Training สำหรับหัวหน้างาน

  • กิจกรรมให้ความรู้สำหรับพนักงาน

  • ช่องทางให้คำปรึกษาสุขภาพจิต

  • การคัดกรองและระบบส่งต่อ

  • โปรแกรมที่ผสมผสานกิจกรรมหลายรูปแบบ

รูปแบบ จำนวนครั้ง และเนื้อหาสามารถพิจารณาตาม ขนาดองค์กร ลักษณะงาน กลุ่มพนักงาน ปัญหาที่พบ และเป้าหมายของโครงการ

องค์กรควรเริ่มดูแลสุขภาพจิตจากตรงไหน?

ไม่จำเป็นว่าทุกองค์กรจะต้องเริ่มจากโปรแกรมขนาดใหญ่

จุดเริ่มต้นที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับว่าองค์กรกำลังพยายามแก้ปัญหาอะไร

หากพนักงานยังมีความเข้าใจเรื่องสุขภาพจิตไม่มาก

อาจเริ่มจาก Mental Health Awareness หรือ Workshop เพื่อสร้างความรู้พื้นฐานและลดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิต

หาก HR พบว่าหัวหน้าไม่แน่ใจว่าจะคุยกับพนักงานที่มีปัญหาอย่างไร

อาจเริ่มจาก Manager Training เพื่อเพิ่มทักษะในการสังเกต พูดคุย และส่งต่อ

หากพนักงานรู้ว่าตัวเองมีปัญหา แต่ไม่รู้ว่าจะไปขอความช่วยเหลือที่ไหน

องค์กรอาจพิจารณาสร้าง ช่องทางการปรึกษาและระบบส่งต่อ ที่เข้าถึงได้ชัดเจน

หากยังไม่แน่ใจว่าปัญหาหลักขององค์กรคืออะไร

สามารถเริ่มจากการพูดคุยถึงบริบท ปัญหาที่ HR หรือผู้บริหารพบ และเป้าหมายที่องค์กรต้องการ ก่อนออกแบบกิจกรรมหรือบริการ

สุขภาพจิตในองค์กร ไม่ใช่ความรับผิดชอบของพนักงานเพียงฝ่ายเดียว

การสอนให้พนักงานจัดการความเครียดมีประโยชน์ แต่การดูแลสุขภาพจิตในองค์กรไม่ควรจบเพียงคำแนะนำว่า

“พักผ่อนให้เพียงพอ”
“คิดบวก”
“จัดการความเครียดให้ดีขึ้น”

เพราะสุขภาพจิตของคนทำงานได้รับอิทธิพลจากทั้งปัจจัยส่วนบุคคลและสภาพแวดล้อมในการทำงาน

องค์กรจึงสามารถพิจารณาควบคู่กันทั้ง

Individual Level
ช่วยให้พนักงานมีความรู้ ทักษะ และเข้าถึงความช่วยเหลือเมื่อจำเป็น

Team & Manager Level
ช่วยให้หัวหน้างานและทีมสามารถสื่อสาร สนับสนุน และรับมือกับปัญหาได้เหมาะสม

Organization Level
พิจารณาปัจจัยด้านระบบการทำงาน วัฒนธรรมองค์กร การสื่อสาร บทบาท ความคาดหวัง และช่องทางสนับสนุนพนักงาน

เป้าหมายจึงไม่ใช่การทำให้พนักงาน “ทนความเครียดได้มากขึ้น” เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการช่วยสร้างทั้ง คน ทีม และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ที่เอื้อต่อสุขภาพจิต

ความเป็นส่วนตัวเป็นเรื่องสำคัญ

ความกังวลสำคัญของพนักงานเมื่อต้องใช้บริการสุขภาพจิตผ่านองค์กรคือ

“HR หรือหัวหน้าจะรู้ไหมว่าเราคุยอะไร?”

การออกแบบบริการสุขภาพจิตสำหรับองค์กรจึงควรมีขอบเขตเรื่องความเป็นส่วนตัวและการจัดการข้อมูลที่ชัดเจน เพื่อให้พนักงานเข้าใจว่าข้อมูลประเภทใดเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลใดอาจถูกรายงานในภาพรวม และมีข้อยกเว้นด้านความปลอดภัยหรือข้อกำหนดอื่นอย่างไร

รายละเอียดควรถูกกำหนดให้เหมาะกับรูปแบบบริการและข้อตกลงของแต่ละโครงการ และสื่อสารให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจก่อนรับบริการ

บริการสุขภาพจิตในองค์กรเหมาะกับใคร?

สามารถออกแบบบริการสำหรับองค์กรและทีมในหลายรูปแบบ เช่น

  • บริษัทและองค์กรเอกชน

  • หน่วยงานและสถาบันต่าง ๆ

  • HR และ People Team

  • ผู้บริหารและหัวหน้างาน

  • ทีมที่ทำงานภายใต้ความกดดันสูง

  • องค์กรที่กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลง

  • องค์กรที่ต้องการพัฒนา Employee Well-being

  • องค์กรที่ต้องการเพิ่มช่องทางให้พนักงานเข้าถึงบริการสุขภาพจิต

เนื้อหาและรูปแบบไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกองค์กร แต่สามารถออกแบบตามบริบทและเป้าหมายของผู้เข้าร่วม

ขั้นตอนการออกแบบบริการสำหรับองค์กร

1. พูดคุยถึงความต้องการขององค์กร

เริ่มจากทำความเข้าใจลักษณะองค์กร กลุ่มพนักงาน ปัญหาที่พบ และเป้าหมายที่ต้องการ

2. กำหนดกลุ่มเป้าหมาย

เช่น พนักงานทั่วไป หัวหน้างาน ผู้บริหาร HR หรือทีมเฉพาะที่มีความต้องการแตกต่างกัน

3. ออกแบบรูปแบบบริการ

พิจารณาว่าควรใช้การอบรม Workshop การให้คำปรึกษา การคัดกรอง การส่งต่อ หรือผสมผสานหลายบริการเข้าด้วยกัน

4. กำหนดเนื้อหาและวิธีดำเนินงาน

ปรับเนื้อหา ระยะเวลา รูปแบบ และระดับความลึกให้เหมาะกับผู้เข้าร่วมและวัตถุประสงค์ของโครงการ

5. ดำเนินโครงการ

ให้บริการโดยผู้เชี่ยวชาญที่เหมาะสมกับหัวข้อและรูปแบบของกิจกรรม

6. ทบทวนและพัฒนาต่อ

สำหรับโครงการต่อเนื่อง สามารถทบทวนการดำเนินงานและพิจารณาว่าควรปรับกิจกรรมหรือบริการส่วนใดเพื่อให้ตอบโจทย์องค์กรมากขึ้น

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับบริการสุขภาพจิตในองค์กร

สามารถจัดอบรมสุขภาพจิตเฉพาะหัวข้อได้หรือไม่?

ได้ หัวข้อและรูปแบบสามารถออกแบบตามกลุ่มผู้เข้าร่วมและเป้าหมายขององค์กร เช่น ความเครียด Burnout การนอน การจัดการอารมณ์ หรือทักษะสำหรับหัวหน้างาน

สามารถจัด Workshop แทนการบรรยายได้ไหม?

ได้ รูปแบบสามารถออกแบบให้มีทั้งความรู้ กิจกรรม การอภิปราย และการฝึกทักษะ ขึ้นอยู่กับหัวข้อ จำนวนผู้เข้าร่วม และวัตถุประสงค์

ถ้าพนักงานมีปัญหาสุขภาพจิต สามารถส่งมารักษาที่ Piti Clinic ได้หรือไม่?

ได้ พนักงานที่ต้องการความช่วยเหลือสามารถเข้ารับการประเมินเพื่อพิจารณาแนวทางการดูแลที่เหมาะสม เช่น การพบจิตแพทย์หรือการทำจิตบำบัดตามความจำเป็นของแต่ละคน

หัวหน้างานสามารถเรียนรู้วิธีวินิจฉัยพนักงานได้ไหม?

เป้าหมายของ Manager Training ไม่ใช่การให้หัวหน้าวินิจฉัยโรคทางจิตเวช แต่ช่วยให้สามารถสังเกตความเปลี่ยนแปลง เริ่มต้นบทสนทนาอย่างเหมาะสม รู้ขอบเขตของบทบาท และรู้ว่าจะเชื่อมต่อพนักงานกับความช่วยเหลือได้อย่างไร

สามารถออกแบบโครงการเฉพาะสำหรับบริษัทได้หรือไม่?

ได้ รูปแบบบริการสามารถพิจารณาจากจำนวนพนักงาน ลักษณะงาน กลุ่มเป้าหมาย ปัญหาที่องค์กรพบ และเป้าหมายที่ต้องการ เพื่อออกแบบบริการที่เหมาะกับบริบทของแต่ละองค์กร

ถ้ายังไม่รู้ว่าควรเลือกบริการแบบไหน เริ่มอย่างไร?

สามารถเริ่มจากการพูดคุยถึงปัญหาและเป้าหมายขององค์กรก่อน โดยไม่จำเป็นต้องกำหนดรูปแบบกิจกรรมมาแล้ว ทีมสามารถช่วยพิจารณาว่าควรเริ่มจากการให้ความรู้ การพัฒนาทักษะ การให้คำปรึกษา หรือบริการรูปแบบอื่น

เริ่มต้นสร้างระบบดูแลสุขภาพจิตที่เหมาะกับองค์กรของคุณ

องค์กรไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดวิกฤตก่อนจึงเริ่มดูแลสุขภาพจิต

การเริ่มต้นอาจเป็น Workshop เพียงหนึ่งหัวข้อ การพัฒนาทักษะหัวหน้างาน การสร้างช่องทางให้พนักงานเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญ หรือการออกแบบโครงการสุขภาพจิตที่ดำเนินต่อเนื่อง

สิ่งสำคัญคือการเริ่มจากคำถามว่า

คนในองค์กรของเรากำลังเผชิญอะไร?
เราต้องการช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านไหน?
และบริการแบบใดเหมาะกับบริบทขององค์กร?

Piti Clinic สามารถพูดคุยกับ HR, People Team และผู้บริหาร เพื่อร่วมออกแบบบริการสุขภาพจิตที่เหมาะกับองค์กรของคุณ

โทร 090 230 6000นัดผ่าน LINE