ข้ามไปเนื้อหา
โทร 090 230 6000LINE @piticlinic

ความเศร้าโศกจากการสูญเสีย (Grief) อาการ การรับมือ และเมื่อไหร่ควรขอความช่วยเหลือ

เนื้อหาโดยทีมแพทย์ปีติ คลินิก · ตรวจทานโดย นพ. พิชญุตม์ เกษมภักดีพงษ์ (จิตแพทย์) · 13 กันยายน 2569

“ตั้งแต่เขาจากไป เหมือนชีวิตไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว”

“บางวันเหมือนจะดีขึ้น แต่จู่ ๆ ก็คิดถึงแล้วร้องไห้อีก”

“คนรอบตัวบอกว่าผ่านมาตั้งนานแล้ว ทำไมยังไม่หายเศร้า”

“รู้สึกผิดเวลาตัวเองหัวเราะหรือมีความสุข เหมือนกำลังลืมคนที่จากไป”

“ไม่รู้ว่าความเศร้าที่เป็นอยู่ยังเป็นเรื่องปกติ หรือกำลังเป็นโรคซึมเศร้า”

การสูญเสียคนสำคัญสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างมากต่อชีวิต ความเศร้าโศกจากการสูญเสีย (Grief) เป็นการตอบสนองตามธรรมชาติที่สามารถเกิดขึ้นหลังการเสียชีวิตของคนที่เรารัก

Grief ไม่ได้มีเพียงความเศร้า บางคนรู้สึกคิดถึง โกรธ สับสน ชา รู้สึกผิด หรือไม่อยากเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริง อารมณ์เหล่านี้อาจเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวัน และบางครั้งกลับมาอย่างรุนแรงในวันที่คิดว่าตัวเองเริ่มดีขึ้นแล้ว

การยังคิดถึงคนที่จากไปไม่ได้หมายความว่าเราอ่อนแอ และไม่ได้หมายความว่าเรากำลังรับมือกับการสูญเสียผิดวิธี

ในขณะเดียวกัน หากความเศร้ารุนแรงและยืดเยื้อจนทำให้กลับไปใช้ชีวิตได้ยาก หรือมีอาการซึมเศร้าอย่างมาก มีความคิดไม่อยากมีชีวิตอยู่ หรือไม่สามารถดูแลตัวเองได้ ควรได้รับการประเมินและความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ

ความเศร้าโศกจากการสูญเสีย (Grief) คืออะไร?

Grief คือการตอบสนองทางอารมณ์ ความคิด ร่างกาย และพฤติกรรมที่เกิดขึ้นหลังการสูญเสีย

ในบทความนี้จะเน้นความเศร้าโศกหลังการเสียชีวิตของบุคคลสำคัญ เช่น คู่ชีวิต พ่อแม่ ลูก พี่น้อง เพื่อน หรือบุคคลที่มีความผูกพัน

การสูญเสียไม่ได้ทำให้เกิดเพียงความรู้สึกว่า “คิดถึงใครบางคน”

บางครั้งชีวิตประจำวันทั้งหมดอาจเปลี่ยนไป

คนที่เคยกินข้าวด้วยกันทุกวันไม่อยู่แล้ว

บทบาทที่เคยมีในฐานะคู่ชีวิตหรือผู้ดูแลเปลี่ยนไป

แผนในอนาคตที่เคยวางไว้ร่วมกันหายไป

สถานที่ เพลง อาหาร หรือช่วงเวลาบางอย่างกลายเป็นสิ่งที่ทำให้นึกถึงคนที่จากไป

ดังนั้น การปรับตัวหลังการสูญเสียจึงไม่ใช่เพียงการทำให้อารมณ์เศร้าหายไป แต่รวมถึงการค่อย ๆ เรียนรู้ว่าจะใช้ชีวิตอย่างไรเมื่อความจริงของชีวิตเปลี่ยนไปแล้ว

อาการของความเศร้าโศกจากการสูญเสีย มีอะไรบ้าง?

แต่ละคนสามารถตอบสนองต่อการสูญเสียแตกต่างกันมาก ไม่มีรูปแบบเดียวที่ทุกคนต้องเป็น

ความเศร้าและคิดถึง

อาจรู้สึกเศร้า ร้องไห้บ่อย หรือคิดถึงผู้เสียชีวิตอย่างมาก

บางคนคิดถึงเหตุการณ์ในอดีต บทสนทนา หรือกิจวัตรที่เคยทำร่วมกัน

ความรู้สึกอาจไม่ได้เกิดขึ้นตลอดทั้งวัน แต่กลับมาเป็นช่วง ๆ โดยเฉพาะเมื่อมีสิ่งกระตุ้นให้นึกถึงคนที่จากไป

รู้สึกว่างเปล่าหรือชา

บางคนไม่ได้ร้องไห้มาก แต่อาจรู้สึกเหมือนตัวเองชา ไม่รู้ว่าควรรู้สึกอย่างไร หรือยังไม่สามารถเชื่อได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริง

การไม่ร้องไห้ไม่ได้หมายความว่าไม่รักหรือไม่เสียใจ

คนแต่ละคนแสดงความเศร้าแตกต่างกัน

ความโกรธ

อาจโกรธเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โกรธบุคลากรทางการแพทย์ โกรธสมาชิกในครอบครัว โกรธตัวเอง หรือแม้แต่โกรธคนที่เสียชีวิตไปแล้ว

การมีความโกรธหลังการสูญเสียไม่ได้ทำให้เป็นคนไม่ดี แต่อาจเป็นส่วนหนึ่งของความรู้สึกที่ซับซ้อนจากการสูญเสีย

ความรู้สึกผิด

บางคนย้อนคิดถึงเหตุการณ์เดิมซ้ำ ๆ

“ถ้าวันนั้นพาไปโรงพยาบาลเร็วกว่านี้จะเป็นอย่างไร?”

“ถ้าโทรหาเขามากกว่านี้ล่ะ?”

“ทำไมวันสุดท้ายถึงพูดแบบนั้น?”

หลังการสูญเสีย สมองอาจพยายามย้อนกลับไปหาสิ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แม้ในความเป็นจริงเราอาจไม่สามารถควบคุมผลที่เกิดขึ้นได้ทั้งหมด

รู้สึกไม่อยากเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริง

บางคนเผลอคิดว่าจะโทรหาคนที่เสียชีวิต หรือในบางช่วงรู้สึกเหมือนอีกฝ่ายยังอยู่

ประสบการณ์บางอย่างในช่วงความเศร้าโศกสามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่จำเป็นต้องหมายถึงโรคทางจิตเวช

อย่างไรก็ตาม หากมีอาการรับรู้ผิดปกติที่รุนแรง สับสนมาก มีพฤติกรรมผิดปกติ หรือไม่แน่ใจว่าอาการที่เกิดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของความเศร้าหรือมีปัญหาอื่นร่วมด้วย ควรปรึกษาจิตแพทย์เพื่อประเมิน

สมาธิและความจำลดลง

ช่วงแรกหลังการสูญเสีย บางคนรู้สึกว่าสมองทำงานช้าลง ลืมง่าย อ่านหนังสือแล้วไม่เข้าใจ หรือทำงานที่เคยทำได้ตามปกติได้ยากขึ้น

การนอนและความอยากอาหารเปลี่ยนไป

อาจนอนไม่หลับ ตื่นกลางดึก ฝันถึงผู้เสียชีวิต นอนมากขึ้น เบื่ออาหาร หรือกินมากขึ้น

หากอาการรุนแรงหรือยืดเยื้อจนกระทบสุขภาพ ควรได้รับการประเมิน

ความเศร้าหลังการสูญเสียต้องใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะหาย?

ไม่มีระยะเวลาที่ใช้ได้กับทุกคน

ความเศร้าโศกไม่ได้ดำเนินเป็นเส้นตรง และไม่ได้หมายความว่าจะดีขึ้นทุกวันโดยไม่มีวันที่กลับมาเศร้าอีก

บางวันอาจรู้สึกว่าตัวเองเริ่มกลับมาใช้ชีวิตได้ แต่วันต่อมาอาจร้องไห้มากเพราะได้ยินเพลง เห็นรูปถ่าย ผ่านสถานที่เดิม หรือถึงวันสำคัญของคนที่จากไป

วันเกิด วันครบรอบ วันหยุด หรือเทศกาลต่าง ๆ สามารถทำให้ความรู้สึกกลับมาชัดเจนได้ แม้เวลาจะผ่านไปแล้ว

การกลับมาเศร้าในวันเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าการฟื้นตัวล้มเหลว

เมื่อเวลาผ่านไป สำหรับหลายคน ความเศร้าอาจไม่ได้หายไปทั้งหมด แต่ความรุนแรงและพื้นที่ที่ความเศร้าครอบครองชีวิตสามารถค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไป จนสามารถกลับมาใช้ชีวิตและมีความสัมพันธ์กับคนที่ยังอยู่ได้มากขึ้น

Grief มี 5 ระยะจริงไหม?

หลายคนเคยได้ยินแนวคิด 5 Stages of Grief ได้แก่ การปฏิเสธ ความโกรธ การต่อรอง ความเศร้า และการยอมรับ

แนวคิดนี้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายและอาจช่วยให้บางคนมีคำอธิบายสำหรับความรู้สึกของตนเอง

แต่ไม่ควรเข้าใจว่าทุกคนต้องผ่านทั้ง 5 ระยะตามลำดับ หรือเมื่อผ่านขั้นหนึ่งแล้วจะไม่ย้อนกลับมาอีก

ประสบการณ์ความเศร้าในชีวิตจริงมีความหลากหลายกว่านั้น

บางคนรู้สึกหลายอย่างพร้อมกัน

บางคนไม่ได้มีบางอารมณ์เลย

บางคนมีวันที่ยอมรับความจริงได้และวันต่อมากลับรู้สึกเหมือนเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้น

จึงไม่ควรใช้ 5 Stages of Grief เป็นแบบทดสอบว่าตัวเอง “เศร้าถูกวิธี” หรือไม่

ต้องลืมคนที่เสียชีวิตไปก่อน ถึงจะก้าวต่อไปได้หรือไม่?

ไม่จำเป็น

การปรับตัวหลังการสูญเสียไม่ได้หมายความว่าต้องลืมคนที่จากไป หยุดคิดถึง หรือทำเหมือนความสัมพันธ์นั้นไม่เคยเกิดขึ้น

หลายคนสามารถค่อย ๆ สร้างชีวิตต่อไป ในขณะที่ยังคงคิดถึง เก็บความทรงจำ หรือรักษาความหมายของความสัมพันธ์นั้นไว้

การกลับมาหัวเราะ ไปเที่ยว เริ่มความสัมพันธ์ใหม่ หรือมีความสุขกับชีวิตอีกครั้ง ไม่ได้หมายความว่าคุณรักคนที่จากไปน้อยลง

ความคิดถึงและการใช้ชีวิตต่อสามารถอยู่ร่วมกันได้

ทำไมบางครั้งรู้สึกผิดที่ตัวเองเริ่มมีความสุข?

หลังสูญเสียคนสำคัญ บางคนรู้สึกผิดเมื่อพบว่าตัวเองหัวเราะ สนุก หรือมีวันที่ไม่ได้คิดถึงผู้เสียชีวิตตลอดเวลา

อาจเกิดความคิดว่า

“ถ้าเรามีความสุข แปลว่าเรากำลังลืมเขาหรือเปล่า?”

แต่การกลับมามีช่วงเวลาที่มีความสุขไม่ได้ลบความสัมพันธ์หรือความทรงจำที่ผ่านมา

ความเศร้าไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่เราต้องรักษาไว้เพื่อพิสูจน์ว่าคนที่จากไปมีความสำคัญกับเรามากเพียงใด

Grief กับโรคซึมเศร้าต่างกันอย่างไร?

Grief และโรคซึมเศร้าสามารถมีอาการคล้ายกันได้ เช่น เศร้า ร้องไห้ นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร สมาธิลดลง และไม่มีแรง

แต่ Grief ไม่ใช่โรคซึมเศร้าโดยอัตโนมัติ

ในความเศร้าโศก อารมณ์อาจเกิดขึ้นเป็นช่วง ๆ และมักเชื่อมโยงกับความคิดหรือความทรงจำเกี่ยวกับผู้เสียชีวิต ระหว่างช่วงที่เศร้า บางคนยังสามารถมีช่วงเวลาที่รู้สึกดี หัวเราะ หรือได้รับความอบอุ่นจากคนรอบตัวได้

โรคซึมเศร้าอาจมีอารมณ์เศร้าหรือความหมดความสนใจอย่างต่อเนื่องมากกว่า และส่งผลต่อหลายด้านของชีวิต ความรู้สึกไร้ค่าและการมองตนเองในแง่ลบอย่างมากอาจพบได้

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรใช้ความแตกต่างเหล่านี้วินิจฉัยตัวเอง

การสูญเสียและโรคซึมเศร้าสามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ การมีเหตุการณ์สูญเสียไม่ได้หมายความว่าอาการซึมเศร้าที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นจะต้องเป็นเพียง “เรื่องธรรมดาของความเศร้า” เสมอไป

หากอาการมีความรุนแรงมาก กระทบการใช้ชีวิตอย่างชัดเจน หรือมีความคิดไม่อยากมีชีวิตอยู่ ควรได้รับการประเมิน

Prolonged Grief Disorder คืออะไร?

สำหรับคนส่วนใหญ่ ความเศร้าหลังการสูญเสียจะค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปตามเวลา แม้ความคิดถึงอาจยังคงอยู่

แต่ในบางคน ความโหยหาหรือหมกมุ่นกับผู้เสียชีวิตยังคงรุนแรงและต่อเนื่อง จนทำให้การกลับไปใช้ชีวิตเป็นไปได้ยากอย่างมาก

ภาวะนี้อาจได้รับการประเมินว่าเป็น Prolonged Grief Disorder หรือความผิดปกติของความเศร้าโศกที่ยืดเยื้อ

ตาม DSM-5-TR เป็นคู่มือเกณฑ์การวินิจฉัยโรคทางจิตเวชของสมาคมจิตแพทย์อเมริกัน (American Psychiatric Association) ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในระดับสากล วินิจฉัย Prolonged Grief Disorder ในผู้ใหญ่พิจารณาหลังการสูญเสียเกิดขึ้นแล้วอย่างน้อย 12 เดือน

นอกจากระยะเวลาแล้ว ยังต้องมีความโหยหาผู้เสียชีวิตอย่างรุนแรง หรือหมกมุ่นกับความคิดและความทรงจำเกี่ยวกับผู้เสียชีวิต ร่วมกับอาการอื่นในลักษณะและระดับที่เข้าเกณฑ์ และต้องส่งผลให้เกิดความทุกข์หรือความบกพร่องในการใช้ชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ

อาการที่อาจพบร่วม เช่น รู้สึกเหมือนสูญเสียส่วนหนึ่งของตัวเอง ไม่ยอมรับการเสียชีวิตอย่างมาก หลีกเลี่ยงสิ่งที่เตือนถึงการสูญเสีย มีความเจ็บปวดทางอารมณ์อย่างรุนแรง รู้สึกว่าการกลับไปใช้ชีวิตเป็นเรื่องยาก รู้สึกชา รู้สึกว่าชีวิตไม่มีความหมาย หรือรู้สึกโดดเดี่ยวอย่างมาก

การยังคิดถึงหรือร้องไห้ถึงคนที่เสียชีวิตหลังผ่านไปหนึ่งปีไม่ได้หมายความว่าเป็น Prolonged Grief Disorder โดยอัตโนมัติ

การวินิจฉัยต้องพิจารณาทั้งอาการ ความรุนแรง ผลกระทบ บริบททางสังคม วัฒนธรรม และศาสนาของแต่ละคน จึงไม่ควรใช้ระยะเวลาเพียงอย่างเดียววินิจฉัยตัวเอง

ความเศร้าหลังการสูญเสีย ต้องรักษาหรือไม่?

Grief ตามธรรมชาติไม่ได้จำเป็นต้องได้รับการรักษาทางจิตเวชทุกคน

หลายคนสามารถค่อย ๆ ปรับตัวได้ด้วยเวลา การสนับสนุนจากครอบครัวและเพื่อน และการกลับไปใช้ชีวิตทีละน้อย

แต่การขอความช่วยเหลือก็ไม่จำเป็นต้องรอจนได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรค

หากความสูญเสียหนักมาก รู้สึกว่าไม่มีพื้นที่พูดถึงคนที่จากไป หรือไม่รู้ว่าจะกลับไปใช้ชีวิตอย่างไร สามารถมาปรึกษานักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ได้

จะรับมือกับความเศร้าจากการสูญเสียอย่างไร?

ไม่มีวิธีเดียวที่ทำให้ทุกคนผ่านความสูญเสียได้เหมือนกัน

สิ่งสำคัญคือไม่บังคับตัวเองว่าต้องหายเศร้าภายในเวลาที่กำหนด และไม่จำเป็นต้องแสดงความเศร้าเหมือนคนอื่น

อนุญาตให้ตัวเองรู้สึก

บางวันอาจเศร้า บางวันโกรธ บางวันชา และบางวันอาจมีความสุข

อารมณ์ที่เปลี่ยนไปไม่ได้หมายความว่าคุณกำลังรับมือผิดวิธี

ดูแลกิจวัตรพื้นฐาน

ในช่วงที่เศร้ามาก สิ่งพื้นฐานอย่างการกินอาหาร การนอน อาบน้ำ ออกจากบ้าน หรือทำงานอาจยากกว่าปกติ

ไม่จำเป็นต้องรีบกลับไปทำทุกอย่างเหมือนเดิมทันที แต่การค่อย ๆ รักษากิจวัตรพื้นฐานสามารถช่วยให้ร่างกายและจิตใจมีโครงสร้างในช่วงที่ชีวิตกำลังเปลี่ยนแปลง

พูดคุยกับคนที่ไว้ใจ

บางคนต้องการพูดถึงคนที่เสียชีวิตซ้ำ ๆ ขณะที่บางคนต้องการเวลาอยู่กับตัวเอง

หากอยากพูด การมีคนที่สามารถรับฟังโดยไม่รีบพูดว่า “ต้องเข้มแข็ง” หรือ “ถึงเวลาต้องลืมแล้ว” สามารถช่วยได้

รักษาความทรงจำในแบบที่มีความหมาย

บางคนเก็บรูป เขียนจดหมาย ทำบุญ ทำกิจกรรมที่ผู้เสียชีวิตเคยชอบ หรือสร้างพิธีกรรมเล็ก ๆ เพื่อระลึกถึงคนสำคัญ

ไม่มีรูปแบบที่ถูกต้องเพียงแบบเดียว สิ่งสำคัญคือวิธีนั้นมีความหมายและช่วยให้สามารถอยู่กับความทรงจำได้

หลีกเลี่ยงการใช้แอลกอฮอล์หรือสารเพื่อกดความรู้สึก

แอลกอฮอล์หรือสารบางชนิดอาจทำให้รู้สึกชาหรือหลับได้ชั่วคราว แต่สามารถทำให้การนอน อารมณ์ และการควบคุมตนเองแย่ลง และอาจนำไปสู่ปัญหาการใช้สารในระยะยาว

ถ้าคนใกล้ตัวกำลังสูญเสีย ควรพูดอย่างไร?

หลายคนอยากช่วย แต่ไม่รู้ว่าจะพูดอะไร จึงพยายามทำให้อีกฝ่ายรู้สึกดีขึ้นเร็วที่สุด

บางครั้งสิ่งที่ผู้สูญเสียต้องการไม่ใช่คำอธิบาย แต่คือการมีใครสักคนอยู่ด้วยและรับฟัง

สามารถพูดง่าย ๆ เช่น

“เราเสียใจด้วยนะ ถ้าอยากคุย เราอยู่ตรงนี้”

“ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรให้ดีขึ้น แต่เราอยู่เป็นเพื่อนได้”

“วันนี้มีอะไรที่เราแบ่งเบาให้ได้ไหม?”

ควรระวังประโยคที่อาจทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าต้องรีบหายเศร้า เช่น

“อย่าคิดมาก”

“ต้องเข้มแข็งนะ”

“ผ่านมาตั้งนานแล้ว ต้องปล่อยได้แล้ว”

หรือการเปรียบเทียบว่า “อย่างน้อยก็…” เพราะความตั้งใจที่จะปลอบอาจกลายเป็นการทำให้ความสูญเสียของอีกฝ่ายดูเล็กลง

เมื่อไหร่ควรพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา?

สามารถมาปรึกษาได้ทุกช่วงที่รู้สึกว่าต้องการความช่วยเหลือ ไม่จำเป็นต้องรอให้ความเศร้าผิดปกติหรือรุนแรงก่อน

ควรพิจารณาขอความช่วยเหลือโดยเฉพาะเมื่อความเศร้ารุนแรงจนไม่สามารถกลับไปทำกิจวัตรพื้นฐานได้ อาการไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา รู้สึกว่าชีวิตไม่มีความหมาย แยกตัวจากคนอื่นอย่างมาก หรือใช้แอลกอฮอล์หรือสารเพื่อรับมือกับความสูญเสีย

หากสงสัยว่ามีโรคซึมเศร้า Prolonged Grief Disorder โรควิตกกังวล หรือปัญหาสุขภาพจิตอื่นเกิดร่วมด้วย ก็ควรได้รับการประเมิน

หากมีความคิดไม่อยากมีชีวิตอยู่ มีความคิดหรือแผนฆ่าตัวตายหรือทำร้ายตนเอง ไม่สามารถรักษาความปลอดภัยของตัวเองได้ หรือมีอาการทางจิตหรือความสับสนรุนแรง ควรได้รับการประเมินฉุกเฉินทันที

ความเศร้าโศกจากการสูญเสีย ช่วยเหลืออย่างไรได้บ้าง?

แนวทางช่วยเหลือขึ้นอยู่กับลักษณะของการสูญเสีย ระยะเวลาที่ผ่านมา ความรุนแรงของอาการ ผลกระทบต่อชีวิต และปัญหาสุขภาพจิตที่อาจเกิดร่วม

การประเมินสุขภาพจิต

จิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาสามารถช่วยประเมินว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเป็นกระบวนการความเศร้าโศกหลังการสูญเสีย มีอาการของ Prolonged Grief Disorder หรือมีโรคซึมเศร้า วิตกกังวล ปัญหาการนอน หรือปัญหาอื่นเกิดร่วมด้วยหรือไม่

การปรึกษาและจิตบำบัด

การพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญสามารถช่วยให้มีพื้นที่ในการพูดถึงความสูญเสีย ความคิดถึง ความรู้สึกผิด ความโกรธ หรือเรื่องที่ยังค้างคาใจ

เป้าหมายไม่ได้หมายถึงการทำให้ลืมคนที่จากไป แต่ช่วยให้ค่อย ๆ ปรับตัวกับความจริงของการสูญเสีย และกลับไปใช้ชีวิตในแบบที่ยังสามารถเก็บความหมายของความสัมพันธ์นั้นไว้ได้

การรักษาด้วยยา

Grief ตามธรรมชาติไม่ได้จำเป็นต้องรักษาด้วยยา

หากการประเมินพบโรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล ปัญหาการนอน หรือภาวะอื่นที่มีข้อบ่งชี้ในการใช้ยา จิตแพทย์อาจพิจารณาการรักษาตามอาการและการวินิจฉัยของแต่ละคน

การมาพบจิตแพทย์หลังการสูญเสียจึงไม่ได้หมายความว่าจะต้องได้รับยาทุกคน

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับความเศร้าโศกจากการสูญเสีย (FAQ)

เสียคนรักไปแล้วร้องไห้ทุกวัน ผิดปกติไหม?

ไม่สามารถตัดสินจากการร้องไห้เพียงอย่างเดียวได้ โดยเฉพาะในช่วงหลังการสูญเสียใหม่ ๆ ความเศร้าสามารถรุนแรงได้ ควรพิจารณาร่วมกับระยะเวลา ความรุนแรง การเปลี่ยนแปลงของอาการ และความสามารถในการใช้ชีวิต

ผ่านมาหลายเดือนแล้วยังคิดถึงทุกวัน แปลว่ายังทำใจไม่ได้ใช่ไหม?

ไม่จำเป็น การคิดถึงคนที่เสียชีวิตสามารถคงอยู่ได้เป็นเวลานาน การปรับตัวไม่ได้หมายความว่าต้องหยุดคิดถึง สิ่งสำคัญคือความคิดถึงนั้นส่งผลต่อความสามารถในการใช้ชีวิตอย่างไร

Grief คือโรคซึมเศร้าหรือไม่?

ไม่ใช่ Grief เป็นการตอบสนองตามธรรมชาติต่อการสูญเสีย ส่วนโรคซึมเศร้าเป็นโรคทางจิตเวช แต่ทั้งสองสามารถเกิดร่วมกันได้

ต้องใช้เวลาหนึ่งปีถึงจะหายเศร้าหรือไม่?

ไม่มีระยะเวลาที่กำหนดว่าทุกคนต้องหายเศร้าภายในหนึ่งปี ตัวเลข 12 เดือนใน DSM-5-TR เป็นส่วนหนึ่งของเกณฑ์ระยะเวลาสำหรับการพิจารณา Prolonged Grief Disorder ในผู้ใหญ่ ไม่ใช่กำหนดเวลาว่าคนทั่วไปต้องหยุดเศร้า

รู้สึกผิดเวลามีความสุขหลังคนรักเสียชีวิต ผิดปกติไหม?

ความรู้สึกผิดสามารถเกิดขึ้นได้หลังการสูญเสีย การกลับมามีความสุขไม่ได้หมายความว่าลืมหรือรักคนที่เสียชีวิตน้อยลง

เศร้าจากการสูญเสียสามารถปรึกษานักจิตวิทยาได้ไหม?

ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นโรคทางจิตเวชก่อน หากต้องการพื้นที่พูดถึงความสูญเสียหรือรู้สึกว่าการปรับตัวเป็นเรื่องยาก สามารถเข้ามาปรึกษาได้

ปรึกษาความเศร้าโศกจากการสูญเสีย ที่ Piti Clinic

หากคุณเพิ่งสูญเสียคนสำคัญและรู้สึกว่าชีวิตไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว

หากคนรอบตัวเริ่มกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ แต่คุณยังรู้สึกว่าตัวเองติดอยู่กับความสูญเสีย

หากมีทั้งความคิดถึง ความเศร้า ความโกรธ ความรู้สึกผิด หรือเรื่องที่ยังไม่ได้พูดกับคนที่จากไป

หรือหากไม่แน่ใจว่าสิ่งที่กำลังเผชิญเป็นความเศร้าตามธรรมชาติ โรคซึมเศร้า หรือ Prolonged Grief Disorder

คุณสามารถเข้ามาปรึกษาได้โดยไม่จำเป็นต้องรอให้อาการรุนแรง

ที่ Piti Clinic จิตแพทย์ นักจิตวิทยา และทีมสุขภาพจิตสามารถช่วยรับฟัง ประเมินสุขภาพจิต และช่วยให้คุณค่อย ๆ ทำความเข้าใจกับความสูญเสียในจังหวะที่เหมาะกับตัวเอง

เป้าหมายของการขอความช่วยเหลือไม่ใช่การทำให้คุณลืมคนที่จากไป

แต่คือการช่วยให้วันหนึ่งคุณสามารถมีพื้นที่สำหรับทั้งความคิดถึง ความทรงจำ และชีวิตที่ยังดำเนินต่อไปได้พร้อมกัน

โทร 090 230 6000นัดผ่าน LINE