ความเศร้าโศกจากการสูญเสีย (Grief) อาการ การรับมือ และเมื่อไหร่ควรขอความช่วยเหลือ
“ตั้งแต่เขาจากไป เหมือนชีวิตไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว”
“บางวันเหมือนจะดีขึ้น แต่จู่ ๆ ก็คิดถึงแล้วร้องไห้อีก”
“คนรอบตัวบอกว่าผ่านมาตั้งนานแล้ว ทำไมยังไม่หายเศร้า”
“รู้สึกผิดเวลาตัวเองหัวเราะหรือมีความสุข เหมือนกำลังลืมคนที่จากไป”
“ไม่รู้ว่าความเศร้าที่เป็นอยู่ยังเป็นเรื่องปกติ หรือกำลังเป็นโรคซึมเศร้า”
การสูญเสียคนสำคัญสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างมากต่อชีวิต ความเศร้าโศกจากการสูญเสีย (Grief) เป็นการตอบสนองตามธรรมชาติที่สามารถเกิดขึ้นหลังการเสียชีวิตของคนที่เรารัก
Grief ไม่ได้มีเพียงความเศร้า บางคนรู้สึกคิดถึง โกรธ สับสน ชา รู้สึกผิด หรือไม่อยากเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริง อารมณ์เหล่านี้อาจเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวัน และบางครั้งกลับมาอย่างรุนแรงในวันที่คิดว่าตัวเองเริ่มดีขึ้นแล้ว
การยังคิดถึงคนที่จากไปไม่ได้หมายความว่าเราอ่อนแอ และไม่ได้หมายความว่าเรากำลังรับมือกับการสูญเสียผิดวิธี
ในขณะเดียวกัน หากความเศร้ารุนแรงและยืดเยื้อจนทำให้กลับไปใช้ชีวิตได้ยาก หรือมีอาการซึมเศร้าอย่างมาก มีความคิดไม่อยากมีชีวิตอยู่ หรือไม่สามารถดูแลตัวเองได้ ควรได้รับการประเมินและความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ
ความเศร้าโศกจากการสูญเสีย (Grief) คืออะไร?
Grief คือการตอบสนองทางอารมณ์ ความคิด ร่างกาย และพฤติกรรมที่เกิดขึ้นหลังการสูญเสีย
ในบทความนี้จะเน้นความเศร้าโศกหลังการเสียชีวิตของบุคคลสำคัญ เช่น คู่ชีวิต พ่อแม่ ลูก พี่น้อง เพื่อน หรือบุคคลที่มีความผูกพัน
การสูญเสียไม่ได้ทำให้เกิดเพียงความรู้สึกว่า “คิดถึงใครบางคน”
บางครั้งชีวิตประจำวันทั้งหมดอาจเปลี่ยนไป
คนที่เคยกินข้าวด้วยกันทุกวันไม่อยู่แล้ว
บทบาทที่เคยมีในฐานะคู่ชีวิตหรือผู้ดูแลเปลี่ยนไป
แผนในอนาคตที่เคยวางไว้ร่วมกันหายไป
สถานที่ เพลง อาหาร หรือช่วงเวลาบางอย่างกลายเป็นสิ่งที่ทำให้นึกถึงคนที่จากไป
ดังนั้น การปรับตัวหลังการสูญเสียจึงไม่ใช่เพียงการทำให้อารมณ์เศร้าหายไป แต่รวมถึงการค่อย ๆ เรียนรู้ว่าจะใช้ชีวิตอย่างไรเมื่อความจริงของชีวิตเปลี่ยนไปแล้ว
อาการของความเศร้าโศกจากการสูญเสีย มีอะไรบ้าง?
แต่ละคนสามารถตอบสนองต่อการสูญเสียแตกต่างกันมาก ไม่มีรูปแบบเดียวที่ทุกคนต้องเป็น
ความเศร้าและคิดถึง
อาจรู้สึกเศร้า ร้องไห้บ่อย หรือคิดถึงผู้เสียชีวิตอย่างมาก
บางคนคิดถึงเหตุการณ์ในอดีต บทสนทนา หรือกิจวัตรที่เคยทำร่วมกัน
ความรู้สึกอาจไม่ได้เกิดขึ้นตลอดทั้งวัน แต่กลับมาเป็นช่วง ๆ โดยเฉพาะเมื่อมีสิ่งกระตุ้นให้นึกถึงคนที่จากไป
รู้สึกว่างเปล่าหรือชา
บางคนไม่ได้ร้องไห้มาก แต่อาจรู้สึกเหมือนตัวเองชา ไม่รู้ว่าควรรู้สึกอย่างไร หรือยังไม่สามารถเชื่อได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริง
การไม่ร้องไห้ไม่ได้หมายความว่าไม่รักหรือไม่เสียใจ
คนแต่ละคนแสดงความเศร้าแตกต่างกัน
ความโกรธ
อาจโกรธเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โกรธบุคลากรทางการแพทย์ โกรธสมาชิกในครอบครัว โกรธตัวเอง หรือแม้แต่โกรธคนที่เสียชีวิตไปแล้ว
การมีความโกรธหลังการสูญเสียไม่ได้ทำให้เป็นคนไม่ดี แต่อาจเป็นส่วนหนึ่งของความรู้สึกที่ซับซ้อนจากการสูญเสีย
ความรู้สึกผิด
บางคนย้อนคิดถึงเหตุการณ์เดิมซ้ำ ๆ
“ถ้าวันนั้นพาไปโรงพยาบาลเร็วกว่านี้จะเป็นอย่างไร?”
“ถ้าโทรหาเขามากกว่านี้ล่ะ?”
“ทำไมวันสุดท้ายถึงพูดแบบนั้น?”
หลังการสูญเสีย สมองอาจพยายามย้อนกลับไปหาสิ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แม้ในความเป็นจริงเราอาจไม่สามารถควบคุมผลที่เกิดขึ้นได้ทั้งหมด
รู้สึกไม่อยากเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริง
บางคนเผลอคิดว่าจะโทรหาคนที่เสียชีวิต หรือในบางช่วงรู้สึกเหมือนอีกฝ่ายยังอยู่
ประสบการณ์บางอย่างในช่วงความเศร้าโศกสามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่จำเป็นต้องหมายถึงโรคทางจิตเวช
อย่างไรก็ตาม หากมีอาการรับรู้ผิดปกติที่รุนแรง สับสนมาก มีพฤติกรรมผิดปกติ หรือไม่แน่ใจว่าอาการที่เกิดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของความเศร้าหรือมีปัญหาอื่นร่วมด้วย ควรปรึกษาจิตแพทย์เพื่อประเมิน
สมาธิและความจำลดลง
ช่วงแรกหลังการสูญเสีย บางคนรู้สึกว่าสมองทำงานช้าลง ลืมง่าย อ่านหนังสือแล้วไม่เข้าใจ หรือทำงานที่เคยทำได้ตามปกติได้ยากขึ้น
การนอนและความอยากอาหารเปลี่ยนไป
อาจนอนไม่หลับ ตื่นกลางดึก ฝันถึงผู้เสียชีวิต นอนมากขึ้น เบื่ออาหาร หรือกินมากขึ้น
หากอาการรุนแรงหรือยืดเยื้อจนกระทบสุขภาพ ควรได้รับการประเมิน
ความเศร้าหลังการสูญเสียต้องใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะหาย?
ไม่มีระยะเวลาที่ใช้ได้กับทุกคน
ความเศร้าโศกไม่ได้ดำเนินเป็นเส้นตรง และไม่ได้หมายความว่าจะดีขึ้นทุกวันโดยไม่มีวันที่กลับมาเศร้าอีก
บางวันอาจรู้สึกว่าตัวเองเริ่มกลับมาใช้ชีวิตได้ แต่วันต่อมาอาจร้องไห้มากเพราะได้ยินเพลง เห็นรูปถ่าย ผ่านสถานที่เดิม หรือถึงวันสำคัญของคนที่จากไป
วันเกิด วันครบรอบ วันหยุด หรือเทศกาลต่าง ๆ สามารถทำให้ความรู้สึกกลับมาชัดเจนได้ แม้เวลาจะผ่านไปแล้ว
การกลับมาเศร้าในวันเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าการฟื้นตัวล้มเหลว
เมื่อเวลาผ่านไป สำหรับหลายคน ความเศร้าอาจไม่ได้หายไปทั้งหมด แต่ความรุนแรงและพื้นที่ที่ความเศร้าครอบครองชีวิตสามารถค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไป จนสามารถกลับมาใช้ชีวิตและมีความสัมพันธ์กับคนที่ยังอยู่ได้มากขึ้น
Grief มี 5 ระยะจริงไหม?
หลายคนเคยได้ยินแนวคิด 5 Stages of Grief ได้แก่ การปฏิเสธ ความโกรธ การต่อรอง ความเศร้า และการยอมรับ
แนวคิดนี้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายและอาจช่วยให้บางคนมีคำอธิบายสำหรับความรู้สึกของตนเอง
แต่ไม่ควรเข้าใจว่าทุกคนต้องผ่านทั้ง 5 ระยะตามลำดับ หรือเมื่อผ่านขั้นหนึ่งแล้วจะไม่ย้อนกลับมาอีก
ประสบการณ์ความเศร้าในชีวิตจริงมีความหลากหลายกว่านั้น
บางคนรู้สึกหลายอย่างพร้อมกัน
บางคนไม่ได้มีบางอารมณ์เลย
บางคนมีวันที่ยอมรับความจริงได้และวันต่อมากลับรู้สึกเหมือนเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้น
จึงไม่ควรใช้ 5 Stages of Grief เป็นแบบทดสอบว่าตัวเอง “เศร้าถูกวิธี” หรือไม่
ต้องลืมคนที่เสียชีวิตไปก่อน ถึงจะก้าวต่อไปได้หรือไม่?
ไม่จำเป็น
การปรับตัวหลังการสูญเสียไม่ได้หมายความว่าต้องลืมคนที่จากไป หยุดคิดถึง หรือทำเหมือนความสัมพันธ์นั้นไม่เคยเกิดขึ้น
หลายคนสามารถค่อย ๆ สร้างชีวิตต่อไป ในขณะที่ยังคงคิดถึง เก็บความทรงจำ หรือรักษาความหมายของความสัมพันธ์นั้นไว้
การกลับมาหัวเราะ ไปเที่ยว เริ่มความสัมพันธ์ใหม่ หรือมีความสุขกับชีวิตอีกครั้ง ไม่ได้หมายความว่าคุณรักคนที่จากไปน้อยลง
ความคิดถึงและการใช้ชีวิตต่อสามารถอยู่ร่วมกันได้
ทำไมบางครั้งรู้สึกผิดที่ตัวเองเริ่มมีความสุข?
หลังสูญเสียคนสำคัญ บางคนรู้สึกผิดเมื่อพบว่าตัวเองหัวเราะ สนุก หรือมีวันที่ไม่ได้คิดถึงผู้เสียชีวิตตลอดเวลา
อาจเกิดความคิดว่า
“ถ้าเรามีความสุข แปลว่าเรากำลังลืมเขาหรือเปล่า?”
แต่การกลับมามีช่วงเวลาที่มีความสุขไม่ได้ลบความสัมพันธ์หรือความทรงจำที่ผ่านมา
ความเศร้าไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่เราต้องรักษาไว้เพื่อพิสูจน์ว่าคนที่จากไปมีความสำคัญกับเรามากเพียงใด
Grief กับโรคซึมเศร้าต่างกันอย่างไร?
Grief และโรคซึมเศร้าสามารถมีอาการคล้ายกันได้ เช่น เศร้า ร้องไห้ นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร สมาธิลดลง และไม่มีแรง
แต่ Grief ไม่ใช่โรคซึมเศร้าโดยอัตโนมัติ
ในความเศร้าโศก อารมณ์อาจเกิดขึ้นเป็นช่วง ๆ และมักเชื่อมโยงกับความคิดหรือความทรงจำเกี่ยวกับผู้เสียชีวิต ระหว่างช่วงที่เศร้า บางคนยังสามารถมีช่วงเวลาที่รู้สึกดี หัวเราะ หรือได้รับความอบอุ่นจากคนรอบตัวได้
โรคซึมเศร้าอาจมีอารมณ์เศร้าหรือความหมดความสนใจอย่างต่อเนื่องมากกว่า และส่งผลต่อหลายด้านของชีวิต ความรู้สึกไร้ค่าและการมองตนเองในแง่ลบอย่างมากอาจพบได้
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรใช้ความแตกต่างเหล่านี้วินิจฉัยตัวเอง
การสูญเสียและโรคซึมเศร้าสามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ การมีเหตุการณ์สูญเสียไม่ได้หมายความว่าอาการซึมเศร้าที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นจะต้องเป็นเพียง “เรื่องธรรมดาของความเศร้า” เสมอไป
หากอาการมีความรุนแรงมาก กระทบการใช้ชีวิตอย่างชัดเจน หรือมีความคิดไม่อยากมีชีวิตอยู่ ควรได้รับการประเมิน
Prolonged Grief Disorder คืออะไร?
สำหรับคนส่วนใหญ่ ความเศร้าหลังการสูญเสียจะค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปตามเวลา แม้ความคิดถึงอาจยังคงอยู่
แต่ในบางคน ความโหยหาหรือหมกมุ่นกับผู้เสียชีวิตยังคงรุนแรงและต่อเนื่อง จนทำให้การกลับไปใช้ชีวิตเป็นไปได้ยากอย่างมาก
ภาวะนี้อาจได้รับการประเมินว่าเป็น Prolonged Grief Disorder หรือความผิดปกติของความเศร้าโศกที่ยืดเยื้อ
ตาม DSM-5-TR เป็นคู่มือเกณฑ์การวินิจฉัยโรคทางจิตเวชของสมาคมจิตแพทย์อเมริกัน (American Psychiatric Association) ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในระดับสากล วินิจฉัย Prolonged Grief Disorder ในผู้ใหญ่พิจารณาหลังการสูญเสียเกิดขึ้นแล้วอย่างน้อย 12 เดือน
นอกจากระยะเวลาแล้ว ยังต้องมีความโหยหาผู้เสียชีวิตอย่างรุนแรง หรือหมกมุ่นกับความคิดและความทรงจำเกี่ยวกับผู้เสียชีวิต ร่วมกับอาการอื่นในลักษณะและระดับที่เข้าเกณฑ์ และต้องส่งผลให้เกิดความทุกข์หรือความบกพร่องในการใช้ชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ
อาการที่อาจพบร่วม เช่น รู้สึกเหมือนสูญเสียส่วนหนึ่งของตัวเอง ไม่ยอมรับการเสียชีวิตอย่างมาก หลีกเลี่ยงสิ่งที่เตือนถึงการสูญเสีย มีความเจ็บปวดทางอารมณ์อย่างรุนแรง รู้สึกว่าการกลับไปใช้ชีวิตเป็นเรื่องยาก รู้สึกชา รู้สึกว่าชีวิตไม่มีความหมาย หรือรู้สึกโดดเดี่ยวอย่างมาก
การยังคิดถึงหรือร้องไห้ถึงคนที่เสียชีวิตหลังผ่านไปหนึ่งปีไม่ได้หมายความว่าเป็น Prolonged Grief Disorder โดยอัตโนมัติ
การวินิจฉัยต้องพิจารณาทั้งอาการ ความรุนแรง ผลกระทบ บริบททางสังคม วัฒนธรรม และศาสนาของแต่ละคน จึงไม่ควรใช้ระยะเวลาเพียงอย่างเดียววินิจฉัยตัวเอง
ความเศร้าหลังการสูญเสีย ต้องรักษาหรือไม่?
Grief ตามธรรมชาติไม่ได้จำเป็นต้องได้รับการรักษาทางจิตเวชทุกคน
หลายคนสามารถค่อย ๆ ปรับตัวได้ด้วยเวลา การสนับสนุนจากครอบครัวและเพื่อน และการกลับไปใช้ชีวิตทีละน้อย
แต่การขอความช่วยเหลือก็ไม่จำเป็นต้องรอจนได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรค
หากความสูญเสียหนักมาก รู้สึกว่าไม่มีพื้นที่พูดถึงคนที่จากไป หรือไม่รู้ว่าจะกลับไปใช้ชีวิตอย่างไร สามารถมาปรึกษานักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ได้
จะรับมือกับความเศร้าจากการสูญเสียอย่างไร?
ไม่มีวิธีเดียวที่ทำให้ทุกคนผ่านความสูญเสียได้เหมือนกัน
สิ่งสำคัญคือไม่บังคับตัวเองว่าต้องหายเศร้าภายในเวลาที่กำหนด และไม่จำเป็นต้องแสดงความเศร้าเหมือนคนอื่น
อนุญาตให้ตัวเองรู้สึก
บางวันอาจเศร้า บางวันโกรธ บางวันชา และบางวันอาจมีความสุข
อารมณ์ที่เปลี่ยนไปไม่ได้หมายความว่าคุณกำลังรับมือผิดวิธี
ดูแลกิจวัตรพื้นฐาน
ในช่วงที่เศร้ามาก สิ่งพื้นฐานอย่างการกินอาหาร การนอน อาบน้ำ ออกจากบ้าน หรือทำงานอาจยากกว่าปกติ
ไม่จำเป็นต้องรีบกลับไปทำทุกอย่างเหมือนเดิมทันที แต่การค่อย ๆ รักษากิจวัตรพื้นฐานสามารถช่วยให้ร่างกายและจิตใจมีโครงสร้างในช่วงที่ชีวิตกำลังเปลี่ยนแปลง
พูดคุยกับคนที่ไว้ใจ
บางคนต้องการพูดถึงคนที่เสียชีวิตซ้ำ ๆ ขณะที่บางคนต้องการเวลาอยู่กับตัวเอง
หากอยากพูด การมีคนที่สามารถรับฟังโดยไม่รีบพูดว่า “ต้องเข้มแข็ง” หรือ “ถึงเวลาต้องลืมแล้ว” สามารถช่วยได้
รักษาความทรงจำในแบบที่มีความหมาย
บางคนเก็บรูป เขียนจดหมาย ทำบุญ ทำกิจกรรมที่ผู้เสียชีวิตเคยชอบ หรือสร้างพิธีกรรมเล็ก ๆ เพื่อระลึกถึงคนสำคัญ
ไม่มีรูปแบบที่ถูกต้องเพียงแบบเดียว สิ่งสำคัญคือวิธีนั้นมีความหมายและช่วยให้สามารถอยู่กับความทรงจำได้
หลีกเลี่ยงการใช้แอลกอฮอล์หรือสารเพื่อกดความรู้สึก
แอลกอฮอล์หรือสารบางชนิดอาจทำให้รู้สึกชาหรือหลับได้ชั่วคราว แต่สามารถทำให้การนอน อารมณ์ และการควบคุมตนเองแย่ลง และอาจนำไปสู่ปัญหาการใช้สารในระยะยาว
ถ้าคนใกล้ตัวกำลังสูญเสีย ควรพูดอย่างไร?
หลายคนอยากช่วย แต่ไม่รู้ว่าจะพูดอะไร จึงพยายามทำให้อีกฝ่ายรู้สึกดีขึ้นเร็วที่สุด
บางครั้งสิ่งที่ผู้สูญเสียต้องการไม่ใช่คำอธิบาย แต่คือการมีใครสักคนอยู่ด้วยและรับฟัง
สามารถพูดง่าย ๆ เช่น
“เราเสียใจด้วยนะ ถ้าอยากคุย เราอยู่ตรงนี้”
“ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรให้ดีขึ้น แต่เราอยู่เป็นเพื่อนได้”
“วันนี้มีอะไรที่เราแบ่งเบาให้ได้ไหม?”
ควรระวังประโยคที่อาจทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าต้องรีบหายเศร้า เช่น
“อย่าคิดมาก”
“ต้องเข้มแข็งนะ”
“ผ่านมาตั้งนานแล้ว ต้องปล่อยได้แล้ว”
หรือการเปรียบเทียบว่า “อย่างน้อยก็…” เพราะความตั้งใจที่จะปลอบอาจกลายเป็นการทำให้ความสูญเสียของอีกฝ่ายดูเล็กลง
เมื่อไหร่ควรพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา?
สามารถมาปรึกษาได้ทุกช่วงที่รู้สึกว่าต้องการความช่วยเหลือ ไม่จำเป็นต้องรอให้ความเศร้าผิดปกติหรือรุนแรงก่อน
ควรพิจารณาขอความช่วยเหลือโดยเฉพาะเมื่อความเศร้ารุนแรงจนไม่สามารถกลับไปทำกิจวัตรพื้นฐานได้ อาการไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา รู้สึกว่าชีวิตไม่มีความหมาย แยกตัวจากคนอื่นอย่างมาก หรือใช้แอลกอฮอล์หรือสารเพื่อรับมือกับความสูญเสีย
หากสงสัยว่ามีโรคซึมเศร้า Prolonged Grief Disorder โรควิตกกังวล หรือปัญหาสุขภาพจิตอื่นเกิดร่วมด้วย ก็ควรได้รับการประเมิน
หากมีความคิดไม่อยากมีชีวิตอยู่ มีความคิดหรือแผนฆ่าตัวตายหรือทำร้ายตนเอง ไม่สามารถรักษาความปลอดภัยของตัวเองได้ หรือมีอาการทางจิตหรือความสับสนรุนแรง ควรได้รับการประเมินฉุกเฉินทันที
ความเศร้าโศกจากการสูญเสีย ช่วยเหลืออย่างไรได้บ้าง?
แนวทางช่วยเหลือขึ้นอยู่กับลักษณะของการสูญเสีย ระยะเวลาที่ผ่านมา ความรุนแรงของอาการ ผลกระทบต่อชีวิต และปัญหาสุขภาพจิตที่อาจเกิดร่วม
การประเมินสุขภาพจิต
จิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาสามารถช่วยประเมินว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเป็นกระบวนการความเศร้าโศกหลังการสูญเสีย มีอาการของ Prolonged Grief Disorder หรือมีโรคซึมเศร้า วิตกกังวล ปัญหาการนอน หรือปัญหาอื่นเกิดร่วมด้วยหรือไม่
การปรึกษาและจิตบำบัด
การพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญสามารถช่วยให้มีพื้นที่ในการพูดถึงความสูญเสีย ความคิดถึง ความรู้สึกผิด ความโกรธ หรือเรื่องที่ยังค้างคาใจ
เป้าหมายไม่ได้หมายถึงการทำให้ลืมคนที่จากไป แต่ช่วยให้ค่อย ๆ ปรับตัวกับความจริงของการสูญเสีย และกลับไปใช้ชีวิตในแบบที่ยังสามารถเก็บความหมายของความสัมพันธ์นั้นไว้ได้
การรักษาด้วยยา
Grief ตามธรรมชาติไม่ได้จำเป็นต้องรักษาด้วยยา
หากการประเมินพบโรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล ปัญหาการนอน หรือภาวะอื่นที่มีข้อบ่งชี้ในการใช้ยา จิตแพทย์อาจพิจารณาการรักษาตามอาการและการวินิจฉัยของแต่ละคน
การมาพบจิตแพทย์หลังการสูญเสียจึงไม่ได้หมายความว่าจะต้องได้รับยาทุกคน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับความเศร้าโศกจากการสูญเสีย (FAQ)
เสียคนรักไปแล้วร้องไห้ทุกวัน ผิดปกติไหม?
ไม่สามารถตัดสินจากการร้องไห้เพียงอย่างเดียวได้ โดยเฉพาะในช่วงหลังการสูญเสียใหม่ ๆ ความเศร้าสามารถรุนแรงได้ ควรพิจารณาร่วมกับระยะเวลา ความรุนแรง การเปลี่ยนแปลงของอาการ และความสามารถในการใช้ชีวิต
ผ่านมาหลายเดือนแล้วยังคิดถึงทุกวัน แปลว่ายังทำใจไม่ได้ใช่ไหม?
ไม่จำเป็น การคิดถึงคนที่เสียชีวิตสามารถคงอยู่ได้เป็นเวลานาน การปรับตัวไม่ได้หมายความว่าต้องหยุดคิดถึง สิ่งสำคัญคือความคิดถึงนั้นส่งผลต่อความสามารถในการใช้ชีวิตอย่างไร
Grief คือโรคซึมเศร้าหรือไม่?
ไม่ใช่ Grief เป็นการตอบสนองตามธรรมชาติต่อการสูญเสีย ส่วนโรคซึมเศร้าเป็นโรคทางจิตเวช แต่ทั้งสองสามารถเกิดร่วมกันได้
ต้องใช้เวลาหนึ่งปีถึงจะหายเศร้าหรือไม่?
ไม่มีระยะเวลาที่กำหนดว่าทุกคนต้องหายเศร้าภายในหนึ่งปี ตัวเลข 12 เดือนใน DSM-5-TR เป็นส่วนหนึ่งของเกณฑ์ระยะเวลาสำหรับการพิจารณา Prolonged Grief Disorder ในผู้ใหญ่ ไม่ใช่กำหนดเวลาว่าคนทั่วไปต้องหยุดเศร้า
รู้สึกผิดเวลามีความสุขหลังคนรักเสียชีวิต ผิดปกติไหม?
ความรู้สึกผิดสามารถเกิดขึ้นได้หลังการสูญเสีย การกลับมามีความสุขไม่ได้หมายความว่าลืมหรือรักคนที่เสียชีวิตน้อยลง
เศร้าจากการสูญเสียสามารถปรึกษานักจิตวิทยาได้ไหม?
ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นโรคทางจิตเวชก่อน หากต้องการพื้นที่พูดถึงความสูญเสียหรือรู้สึกว่าการปรับตัวเป็นเรื่องยาก สามารถเข้ามาปรึกษาได้
ปรึกษาความเศร้าโศกจากการสูญเสีย ที่ Piti Clinic
หากคุณเพิ่งสูญเสียคนสำคัญและรู้สึกว่าชีวิตไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
หากคนรอบตัวเริ่มกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ แต่คุณยังรู้สึกว่าตัวเองติดอยู่กับความสูญเสีย
หากมีทั้งความคิดถึง ความเศร้า ความโกรธ ความรู้สึกผิด หรือเรื่องที่ยังไม่ได้พูดกับคนที่จากไป
หรือหากไม่แน่ใจว่าสิ่งที่กำลังเผชิญเป็นความเศร้าตามธรรมชาติ โรคซึมเศร้า หรือ Prolonged Grief Disorder
คุณสามารถเข้ามาปรึกษาได้โดยไม่จำเป็นต้องรอให้อาการรุนแรง
ที่ Piti Clinic จิตแพทย์ นักจิตวิทยา และทีมสุขภาพจิตสามารถช่วยรับฟัง ประเมินสุขภาพจิต และช่วยให้คุณค่อย ๆ ทำความเข้าใจกับความสูญเสียในจังหวะที่เหมาะกับตัวเอง
เป้าหมายของการขอความช่วยเหลือไม่ใช่การทำให้คุณลืมคนที่จากไป
แต่คือการช่วยให้วันหนึ่งคุณสามารถมีพื้นที่สำหรับทั้งความคิดถึง ความทรงจำ และชีวิตที่ยังดำเนินต่อไปได้พร้อมกัน