ข้ามไปเนื้อหา
โทร 090 230 6000LINE @piticlinic

ความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบพึ่งพิง (Dependent Personality Disorder) อาการ สาเหตุ และการรักษา

เนื้อหาโดยทีมแพทย์ปีติ คลินิก · ตรวจทานโดย นพ. พิชญุตม์ เกษมภักดีพงษ์ (จิตแพทย์) · 13 กันยายน 2569

ความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบพึ่งพิง หรือ Dependent Personality Disorder (DPD) เป็นความผิดปกติทางบุคลิกภาพที่มีรูปแบบของการพึ่งพาผู้อื่นมากเกินไปในการตัดสินใจ การรับผิดชอบเรื่องสำคัญในชีวิต และการดูแลตนเอง ผู้ที่มีภาวะนี้อาจรู้สึกว่าตนเองไม่สามารถจัดการชีวิตได้ดีหากไม่มีคนคอยช่วยเหลือ ให้คำแนะนำ หรือยืนยันว่าตนเองกำลังทำสิ่งที่ถูกต้อง

ความกลัวว่าจะสูญเสียคนที่พึ่งพาอาจทำให้บางคนไม่กล้าปฏิเสธ ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง ยอมทำสิ่งที่ตนเองไม่ต้องการ หรืออยู่ในความสัมพันธ์ที่ทำให้ตนเองทุกข์ เพราะการต้องอยู่คนเดียวหรือดูแลตนเองถูกมองว่าน่ากลัวกว่าการอยู่ในความสัมพันธ์ที่มีปัญหา

อย่างไรก็ตาม การขอคำปรึกษาจากคนรัก พ่อแม่ หรือเพื่อน การพึ่งพากันในครอบครัว หรือการต้องการความช่วยเหลือในช่วงที่เจ็บป่วยหรือเผชิญปัญหาชีวิต ไม่ได้หมายความว่าจะมี Dependent Personality Disorder การพึ่งพากันเป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ตามปกติ สิ่งที่ต้องพิจารณาคือการพึ่งพานั้นมากและต่อเนื่องจนลดความสามารถในการตัดสินใจ ดูแลตนเอง กำหนดขอบเขต หรือใช้ชีวิตอย่างเป็นอิสระหรือไม่

ความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบพึ่งพิง คืออะไร?

Dependent Personality Disorder มีลักษณะสำคัญคือความต้องการให้ผู้อื่นดูแลตนเองอย่างมาก ร่วมกับพฤติกรรมยอมตาม การขาดความมั่นใจในการตัดสินใจด้วยตนเอง และความกลัวการแยกจากคนที่ตนเองพึ่งพา

ผู้ที่มีภาวะนี้อาจรู้ว่าตนเองต้องการอะไร แต่ไม่มั่นใจว่าจะตัดสินใจได้ถูกต้อง จึงต้องการคำแนะนำหรือการยืนยันจากคนอื่นมากกว่าปกติ แม้ในเรื่องที่สามารถตัดสินใจได้ด้วยตนเอง

สำหรับเรื่องสำคัญในชีวิต เช่น การเงิน การทำงาน การเลือกที่อยู่อาศัย หรือการตัดสินใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ อาจปล่อยให้อีกฝ่ายเป็นผู้ตัดสินใจหรือรับผิดชอบแทน

บางคนไม่กล้าแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างจากคนที่พึ่งพา เพราะกลัวว่าความขัดแย้งจะทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจและทิ้งตนเองไป

เมื่ออยู่คนเดียว อาจรู้สึกไม่สบายใจหรือรู้สึกว่าตนเองไม่สามารถจัดการสิ่งต่าง ๆ ได้ และเมื่อความสัมพันธ์สำคัญสิ้นสุดลง อาจรีบหาความสัมพันธ์ใหม่เพื่อให้มีคนคอยดูแลหรือเป็นที่พึ่งอีกครั้ง

อาการของความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบพึ่งพิง มีอะไรบ้าง?

อาการสามารถแสดงออกแตกต่างกันในแต่ละคน และไม่จำเป็นต้องมีทุกลักษณะ

ตัดสินใจด้วยตนเองได้ยาก

บางคนต้องการคำแนะนำหรือการยืนยันจากผู้อื่นอย่างมากก่อนตัดสินใจ แม้เป็นเรื่องในชีวิตประจำวันที่ตนเองสามารถจัดการได้

อาจถามซ้ำ ๆ ว่า “แบบนี้ดีไหม” “ทำแบบนี้ถูกหรือเปล่า” หรือ “เธอว่าเราควรทำอะไร” เพราะไม่มั่นใจในการตัดสินใจของตนเอง

การขอความคิดเห็นจากคนอื่นเป็นเรื่องปกติ แต่ใน DPD ความต้องการคำแนะนำและการยืนยันอาจมากจนบุคคลรู้สึกว่าตนเองไม่สามารถตัดสินใจได้หากไม่มีอีกฝ่ายช่วย

ให้ผู้อื่นรับผิดชอบเรื่องสำคัญในชีวิต

อาจพึ่งพาคนรัก พ่อแม่ สมาชิกในครอบครัว หรือบุคคลที่ไว้วางใจให้เป็นผู้จัดการหรือตัดสินใจเรื่องสำคัญแทน

ตัวอย่างเช่น ให้อีกฝ่ายเป็นผู้ตัดสินใจเรื่องงาน การเงิน การใช้ชีวิต หรือเรื่องส่วนตัวที่โดยทั่วไปบุคคลสามารถมีส่วนรับผิดชอบด้วยตนเอง

รูปแบบนี้ไม่ได้เกิดจากความสะดวกเพียงอย่างเดียว แต่อาจสัมพันธ์กับความเชื่อว่าตนเองไม่สามารถจัดการชีวิตได้ดีหากไม่มีคนอื่นคอยนำทาง

ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง

บางคนอาจรู้ว่าไม่เห็นด้วยกับคนรักหรือคนที่ตนเองพึ่งพา แต่เลือกไม่พูด เพราะกลัวว่าจะทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจ ถอนความช่วยเหลือ หรือทิ้งตนเอง

จึงอาจตอบตกลงหรือยอมตาม แม้ภายในจะรู้สึกไม่สบายใจ

สิ่งนี้แตกต่างจากการประนีประนอมตามปกติ เพราะแรงผลักสำคัญคือความกลัวว่าจะสูญเสียการสนับสนุนหรือความสัมพันธ์

เริ่มทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเองได้ยาก

บางคนมีความยากในการเริ่มโครงการ ทำงาน หรือตัดสินใจทำสิ่งใหม่ด้วยตนเอง เพราะไม่มั่นใจในความสามารถหรือการตัดสินใจของตน

เมื่อมีคนคอยบอกว่าต้องทำอะไรหรือให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด อาจสามารถทำงานได้ดีขึ้น

ปัญหานี้ไม่ได้หมายความว่าบุคคลไม่มีความสามารถ แต่ความไม่มั่นใจในตนเองอาจทำให้รู้สึกว่าต้องมีคนอื่นคอยกำกับหรือสนับสนุนจึงจะทำได้

ยอมทำสิ่งที่ไม่ต้องการเพื่อรักษาความสัมพันธ์

ความต้องการการดูแลและความกลัวการสูญเสียความสัมพันธ์อาจทำให้บางคนยอมทำสิ่งที่ตนเองไม่สบายใจเพื่อให้อีกฝ่ายยังอยู่กับตนเอง

ในบางกรณีอาจยอมรับการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมเป็นเวลานาน เพราะกลัวว่าหากออกจากความสัมพันธ์แล้วจะไม่สามารถอยู่ได้ด้วยตนเอง

การมี DPD ไม่ได้หมายความว่าบุคคลต้องอยู่ในความสัมพันธ์ที่มีความรุนแรงเสมอไป แต่ความยากในการยืนยันความต้องการและความกลัวการสูญเสียความสัมพันธ์อาจเพิ่มความเปราะบางในบางสถานการณ์

รู้สึกไม่สบายใจเมื่อต้องอยู่คนเดียว

บางคนรู้สึกวิตกกังวลหรือไม่มั่นคงเมื่อไม่มีบุคคลที่ตนเองพึ่งพาอยู่ใกล้ ๆ เพราะกลัวว่าจะไม่สามารถดูแลตนเองหรือรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้

ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “ไม่ชอบอยู่คนเดียว” แต่เป็นความกลัวว่าตนเองจะไม่สามารถจัดการชีวิตได้หากต้องพึ่งตนเอง

เมื่อความสัมพันธ์จบลง รีบหาคนใหม่มาเป็นที่พึ่ง

เมื่อความสัมพันธ์สำคัญสิ้นสุดลง อาจรู้สึกสูญเสียความมั่นคงอย่างมาก และรีบสร้างความสัมพันธ์ใหม่เพื่อให้มีคนคอยดูแล สนับสนุน หรือตัดสินใจร่วมกับตนเอง

กลัวว่าจะถูกทิ้งให้ต้องดูแลตัวเอง

บางคนกังวลอย่างมากว่าคนที่ตนเองพึ่งพาจะจากไป และตนเองจะต้องรับผิดชอบชีวิตเพียงลำพัง

ความกลัวนี้สามารถส่งผลต่อการตัดสินใจ การกำหนดขอบเขต และวิธีปฏิบัติต่ออีกฝ่ายในความสัมพันธ์

อาการของ Dependent Personality Disorder แตกต่างกันในแต่ละคน การมีอาการบางข้อไม่ได้หมายความว่าจะมีความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบพึ่งพิง และไม่ควรใช้รายการอาการนี้เพื่อวินิจฉัยตนเองหรือคนใกล้ตัว

แบบไหนที่อาจเข้าข่ายความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบพึ่งพิง?

สิ่งสำคัญคือการพิจารณาว่าการพึ่งพาเป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในหลายด้านของชีวิต และส่งผลต่อความสามารถในการตัดสินใจ ดูแลตนเอง หรือรักษาขอบเขตในความสัมพันธ์หรือไม่

ตัวอย่างเช่น คนหนึ่งอาจโทรหาคนรักแทบทุกครั้งก่อนตัดสินใจ แม้เป็นเรื่องที่ตนเองสามารถตัดสินใจได้ เมื่อมีความคิดเห็นต่างกันก็ไม่กล้าพูด เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะโกรธหรือเลิกกัน

อีกคนหนึ่งอาจปล่อยให้พ่อแม่หรือคู่ชีวิตตัดสินใจเรื่องสำคัญแทบทั้งหมด เพราะเชื่อว่าตนเองตัดสินใจไม่เก่ง และรู้สึกวิตกกังวลอย่างมากเมื่อจำเป็นต้องจัดการปัญหาด้วยตนเอง

บางคนอาจรู้ว่าความสัมพันธ์กำลังทำให้ตนเองทุกข์ แต่รู้สึกว่า “อย่างน้อยก็ยังมีเขาอยู่” และกลัวการแยกจากมากจนไม่กล้ากำหนดขอบเขตหรือออกจากความสัมพันธ์

หากรูปแบบเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและส่งผลต่อความสัมพันธ์ การทำงาน ความปลอดภัย หรือความสามารถในการใช้ชีวิตด้วยตนเอง การประเมินโดยจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาสามารถช่วยทำความเข้าใจว่าปัญหาเกี่ยวข้องกับ DPD หรือภาวะอื่น

ความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบพึ่งพิง เกิดจากอะไร?

Dependent Personality Disorder ไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว และไม่ควรสรุปว่าเกิดจากการถูกเลี้ยงดูแบบตามใจหรือพ่อแม่ดูแลมากเกินไปเพียงอย่างเดียว

บุคลิกภาพพัฒนาจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างหลายปัจจัย ทั้งพื้นฐานของแต่ละคน ประสบการณ์ในวัยเด็ก ความสัมพันธ์ และสิ่งแวดล้อม

พื้นฐานทางอารมณ์และพัฒนาการ

บางคนอาจมีพื้นฐานที่ทำให้ต้องการความมั่นคงและการสนับสนุนจากคนอื่นมากกว่า หรือมีความไม่มั่นใจเมื่อต้องเผชิญสถานการณ์ด้วยตนเอง

ข้อมูลทางจิตเวชพบว่าผู้ที่มีประวัติการเจ็บป่วยทางกายเรื้อรังในวัยเด็กหรือมี Separation Anxiety Disorder หรือโรควิตกกังวลจากการแยกจาก อาจมีความเปราะบางต่อการพัฒนาลักษณะพึ่งพิงมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่มีประวัติเหล่านี้จะเกิด DPD เสมอไป

ปัจจัยทางจิตใจ

ความเชื่อเกี่ยวกับตนเองอาจมีส่วนสำคัญ เช่น “ฉันตัดสินใจเองไม่ได้” “ถ้าไม่มีคนช่วย ฉันคงจัดการไม่ไหว” หรือ “ถ้าฉันไม่ยอม เขาจะทิ้งฉัน”

เมื่อความเชื่อเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำ การพึ่งพาคนอื่นอาจช่วยลดความกังวลในระยะสั้น แต่ในระยะยาวอาจทำให้บุคคลมีโอกาสน้อยลงในการฝึกตัดสินใจและสร้างความมั่นใจว่าตนเองสามารถรับผิดชอบชีวิตได้

ประสบการณ์และความสัมพันธ์

ประสบการณ์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ การแยกจาก การได้รับหรือสูญเสียการสนับสนุน และโอกาสในการเรียนรู้การตัดสินใจด้วยตนเองอาจมีส่วนต่อรูปแบบบุคลิกภาพ

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อกล่าวโทษพ่อแม่ คู่รัก หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพราะการเกิดความผิดปกติทางบุคลิกภาพมีความซับซ้อนและแตกต่างกันในแต่ละคน

ความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบพึ่งพิง รักษาอย่างไร?

การรักษาจะพิจารณาจากรูปแบบการพึ่งพา ความสามารถในการตัดสินใจและดูแลตนเอง ปัญหาความสัมพันธ์ ความปลอดภัย และภาวะทางจิตเวชที่เกิดร่วม

ผู้ที่มี DPD มีความเสี่ยงที่จะมีภาวะซึมเศร้า โรควิตกกังวล และปัญหาการปรับตัวเกิดร่วมได้ และอาจมีความผิดปกติทางบุคลิกภาพชนิดอื่นร่วมด้วย เช่น แบบหลีกเลี่ยง แบบก้ำกึ่ง หรือแบบต้องการเป็นจุดสนใจ

การประเมินและวินิจฉัย

การประเมินจะดูรูปแบบของการพึ่งพาในระยะยาว ไม่ใช่ดูจากความสัมพันธ์ใดความสัมพันธ์หนึ่งเพียงอย่างเดียว

ผู้เชี่ยวชาญอาจประเมินว่าบุคคลสามารถตัดสินใจด้วยตนเองได้มากเพียงใด มีความกลัวการถูกทอดทิ้งหรือการต้องอยู่คนเดียวอย่างไร สามารถแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างและกำหนดขอบเขตในความสัมพันธ์ได้หรือไม่ และการพึ่งพาส่งผลต่อชีวิตด้านใดบ้าง

ลักษณะพึ่งพาสามารถพบได้ในภาวะอื่น เช่น Borderline Personality Disorder, Histrionic Personality Disorder, โรคแพนิค โรคกลัวที่โล่งหรือสถานการณ์ที่หนีออกได้ยาก และภาวะซึมเศร้า จึงต้องประเมินอาการอื่นร่วมด้วย

จิตบำบัด

จิตบำบัดสามารถช่วยให้บุคคลเข้าใจว่าความกลัวและความเชื่อใดทำให้รู้สึกว่าต้องพึ่งพาผู้อื่น รวมถึงค่อย ๆ พัฒนาความมั่นใจในการตัดสินใจและรับผิดชอบชีวิตของตนเองมากขึ้น

การบำบัดอาจทำงานกับเรื่องการแสดงความคิดเห็นอย่างเหมาะสม การกำหนดขอบเขต การรับมือกับความกลัวการถูกปฏิเสธหรือทอดทิ้ง และการสร้างความสัมพันธ์ที่สามารถพึ่งพากันได้โดยไม่สูญเสียความเป็นตัวเอง

การเปลี่ยนแปลงมักทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป เป้าหมายไม่ใช่การผลักให้บุคคลต้องจัดการทุกอย่างคนเดียว แต่ช่วยให้สามารถเลือกได้ว่าเรื่องใดควรขอความช่วยเหลือ และเรื่องใดสามารถตัดสินใจหรือรับผิดชอบด้วยตนเอง

การรักษาด้วยยา

ไม่มียาที่ใช้เปลี่ยนบุคลิกภาพแบบพึ่งพิงโดยตรง

หากมีภาวะซึมเศร้า โรควิตกกังวล หรือภาวะทางจิตเวชอื่นร่วมด้วย จิตแพทย์อาจพิจารณาการรักษาด้วยยาตามข้อบ่งชี้ของภาวะนั้น โดยพิจารณาอาการ สุขภาพกาย ยาอื่นที่ใช้อยู่ และบริบทของแต่ละคน

ดังนั้น การมี Dependent Personality Disorder ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องรับประทานยา

การดูแลตนเองและการฝึกความเป็นอิสระ

การฝึกสามารถเริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ เช่น ตัดสินใจบางอย่างด้วยตนเองก่อนถามความคิดเห็นคนอื่น สังเกตว่าตนเองต้องการอะไร ฝึกแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างอย่างสุภาพ และรับผิดชอบงานหรือกิจกรรมบางอย่างด้วยตนเอง

เมื่อทำได้ ควรสังเกตด้วยว่าผลลัพธ์ไม่ได้จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ การตัดสินใจผิดบางครั้งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและไม่ได้หมายความว่าเราไม่สามารถดูแลตนเองได้

เป้าหมายคือสร้างประสบการณ์ใหม่ว่าตนเองสามารถตัดสินใจ รับมือกับความไม่แน่นอน และขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นโดยไม่จำเป็นต้องมอบการควบคุมชีวิตทั้งหมดให้อีกฝ่าย

การพึ่งพาคนรักตามปกติ ต่างจาก Dependent Personality Disorder อย่างไร?

ความสัมพันธ์ที่ดีไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องเป็นอิสระจากกันตลอดเวลา

คู่รักสามารถขอคำปรึกษากัน ช่วยตัดสินใจ ดูแลกันในวันที่อ่อนแอ และพึ่งพากันทางอารมณ์ได้ สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของความใกล้ชิดตามปกติ

ความแตกต่างสำคัญคือ ในความสัมพันธ์ที่มีการพึ่งพากันอย่างเหมาะสม แต่ละคนยังสามารถมีความคิดเห็นของตนเอง ปฏิเสธสิ่งที่ไม่ต้องการ ตัดสินใจบางเรื่องด้วยตนเอง รับผิดชอบชีวิตของตน และยอมรับได้ว่าความเห็นไม่ตรงกันไม่ได้หมายความว่าความสัมพันธ์จะต้องจบลง

ใน Dependent Personality Disorder การพึ่งพาอาจมีพื้นฐานจากความรู้สึกว่า “ฉันดูแลตัวเองไม่ได้” หรือ “ถ้าเขาจากไป ฉันคงอยู่ไม่ได้” จนทำให้ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น ปล่อยให้อีกฝ่ายตัดสินใจเรื่องสำคัญ หรือยอมรับสิ่งที่ตนเองไม่ต้องการเพื่อป้องกันการสูญเสียความสัมพันธ์

ดังนั้น การพึ่งพากันไม่ใช่ปัญหาในตัวเอง สิ่งที่ควรพิจารณาคือการพึ่งพานั้นยังเปิดพื้นที่ให้ทั้งสองคนมีความเป็นตัวเองและมีขอบเขตที่ปลอดภัยหรือไม่

ความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบพึ่งพิง ต่างจากความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบหลีกเลี่ยงอย่างไร?

ทั้ง Dependent Personality Disorder และ Avoidant Personality Disorder อาจมีความไม่มั่นใจในตนเองและต้องการการยอมรับจากผู้อื่น จึงอาจดูคล้ายกันได้ และสามารถเกิดร่วมกันได้

ในความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบหลีกเลี่ยง บุคคลมักต้องการความสัมพันธ์แต่หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ เพราะกลัวการถูกวิจารณ์ ปฏิเสธ หรือรู้สึกอับอาย

ส่วนความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบพึ่งพิง ความกลัวสำคัญมักเกี่ยวข้องกับการถูกทอดทิ้ง สูญเสียคนที่พึ่งพา หรือการต้องดูแลตนเองโดยไม่มีอีกฝ่าย จึงมีแนวโน้มยอมตามและรักษาความสัมพันธ์ไว้มากกว่า

อย่างไรก็ตาม ในชีวิตจริงอาการสามารถซ้อนทับกันได้ การแยกสองภาวะจึงควรดูรูปแบบโดยรวมมากกว่าอาการเพียงข้อเดียว

ความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบพึ่งพิง กับการติดแฟนเหมือนกันไหม?

ไม่เหมือนกัน

คำว่า “ติดแฟน” เป็นคำทั่วไปที่อาจหมายถึงชอบใช้เวลาอยู่ด้วยกัน คิดถึงกันบ่อย ติดต่อกันมาก หรือรู้สึกสบายใจเมื่อมีอีกฝ่ายอยู่ใกล้ ๆ ซึ่งไม่ได้เป็นความผิดปกติทางจิตเวชโดยอัตโนมัติ

สิ่งที่น่าพิจารณามากกว่าความถี่ในการอยู่ด้วยกันคือ บุคคลยังสามารถตัดสินใจด้วยตนเองได้หรือไม่ สามารถพูดว่า “ไม่” ได้หรือไม่ กล้าแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างหรือไม่ และสามารถรับผิดชอบชีวิตของตนเองได้หรือไม่

หากความกลัวว่าจะถูกทิ้งทำให้ยอมเสียขอบเขต ยอมให้คนอื่นควบคุมชีวิต หรือรู้สึกว่าตนเองไม่สามารถอยู่ได้หากไม่มีอีกฝ่าย ปัญหานั้นอาจควรได้รับการประเมินเพิ่มเติม

ความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบพึ่งพิงกับความสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย

ผู้ที่มีลักษณะพึ่งพิงมากอาจมีความยากในการออกจากความสัมพันธ์ที่ทำร้ายตนเอง เพราะความกลัวการอยู่คนเดียวหรือสูญเสียบุคคลที่ตนเองพึ่งพาอาจรุนแรงมาก

ข้อมูลทางจิตเวชพบว่าบางคนสามารถทนอยู่กับคู่ที่มีพฤติกรรมทำร้าย นอกใจ หรือมีปัญหาแอลกอฮอล์เป็นเวลานานเพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียความสัมพันธ์

อย่างไรก็ตาม การที่ใครสักคนยังไม่สามารถออกจากความสัมพันธ์ที่มีความรุนแรงไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นมี DPD เพราะการอยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัยมีปัจจัยซับซ้อนมาก ทั้งความกลัว ความปลอดภัย การเงิน ลูก ที่อยู่อาศัย และการควบคุมจากผู้กระทำ

หากมีการข่มขู่ บังคับ ควบคุม หรือใช้ความรุนแรง ความปลอดภัยควรเป็นสิ่งสำคัญก่อนการพยายามหาว่าใครมีความผิดปกติทางบุคลิกภาพหรือไม่

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบพึ่งพิง (FAQ)

ชอบขอคำปรึกษาคนอื่นบ่อย ๆ หมายความว่าเป็น DPD หรือไม่?

ไม่จำเป็น การขอคำแนะนำเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะเมื่อต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญ สิ่งที่ต้องพิจารณาคือบุคคลรู้สึกว่าตนเองไม่สามารถตัดสินใจได้หากไม่มีคนอื่นยืนยันหรือไม่ และรูปแบบนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจนกระทบการใช้ชีวิตหรือไม่

คนที่ติดแฟนมากเป็น Dependent Personality Disorder หรือไม่?

ไม่สามารถสรุปจากการติดแฟนหรืออยากอยู่กับคนรักบ่อย ๆ ได้ การวินิจฉัยต้องดูรูปแบบที่กว้างกว่า เช่น การตัดสินใจ ความรับผิดชอบ ความกลัวการอยู่คนเดียว การไม่กล้าเห็นต่าง และความสามารถในการกำหนดขอบเขต

การพึ่งพาพ่อแม่เมื่อเป็นผู้ใหญ่ผิดปกติหรือไม่?

ไม่จำเป็น ครอบครัวแต่ละแห่งและแต่ละวัฒนธรรมมีรูปแบบการช่วยเหลือกันแตกต่างกัน การประเมินควรดูว่าบุคคลสามารถตัดสินใจ รับผิดชอบชีวิต และมีพื้นที่ของตนเองได้มากเพียงใด ไม่ควรตัดสินจากการอาศัยอยู่กับพ่อแม่หรือขอคำปรึกษาจากครอบครัวเพียงอย่างเดียว

DPD รักษาได้ไหม?

สามารถเข้ารับการรักษาเพื่อพัฒนาความมั่นใจ ความสามารถในการตัดสินใจ การกำหนดขอบเขต และรูปแบบความสัมพันธ์ที่สมดุลขึ้นได้ ข้อมูลทางจิตเวชระบุว่าการพยากรณ์โรคเมื่อได้รับการรักษาสามารถเป็นไปในทางที่ดี แม้ว่ารูปแบบบุคลิกภาพที่เกิดขึ้นมานานมักต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนแปลง

DPD ต้องกินยาหรือไม่?

ไม่จำเป็นสำหรับทุกคน ไม่มียาที่รักษาลักษณะบุคลิกภาพแบบพึ่งพิงโดยตรง แพทย์อาจพิจารณายาหากมีภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล หรือภาวะอื่นที่ควรรักษาร่วม

เมื่อไหร่ควรพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา?

หากความกลัวการถูกทอดทิ้ง ความไม่มั่นใจในการตัดสินใจ หรือการพึ่งพาคนอื่นทำให้คุณไม่สามารถกำหนดขอบเขต เลือกสิ่งที่ต้องการ หรือใช้ชีวิตในแบบของตนเองได้ หรือทำให้ต้องอยู่ในความสัมพันธ์ที่สร้างความทุกข์อย่างต่อเนื่อง สามารถเข้ารับการประเมินได้โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ปัญหารุนแรง

ปรึกษาและรักษาความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบพึ่งพิง ที่ Piti Clinic

หากคุณพบว่าตนเองตัดสินใจได้ยากเมื่อไม่มีคนคอยบอกว่าควรทำอะไร กลัวการถูกทอดทิ้ง ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง หรือยอมทำสิ่งที่ตนเองไม่ต้องการเพราะกลัวว่าจะสูญเสียความสัมพันธ์ คุณไม่จำเป็นต้องรอให้ปัญหารุนแรงก่อนจึงค่อยขอความช่วยเหลือ

หากคุณกำลังกังวลเกี่ยวกับคนรักหรือคนในครอบครัวที่พึ่งพาคุณอย่างมาก การประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญสามารถช่วยทำความเข้าใจว่าเป็นรูปแบบบุคลิกภาพ ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า ปัญหาความสัมพันธ์ หรือมีปัจจัยอื่นร่วมด้วยหรือไม่

ที่ Piti Clinic ทีมจิตแพทย์ นักจิตวิทยา และบุคลากรด้านสุขภาพจิต พร้อมรับฟัง ประเมินปัญหา และวางแนวทางการดูแลที่เหมาะสมกับแต่ละคน โดยคำนึงถึงทั้งอาการ ชีวิตประจำวัน ความสัมพันธ์ และเป้าหมายในการรักษา

การดูแลอาจประกอบด้วยการประเมินทางจิตเวช การประเมินรูปแบบบุคลิกภาพและความสัมพันธ์ จิตบำบัดเพื่อช่วยพัฒนาความมั่นใจในการตัดสินใจ การกำหนดขอบเขต การรับมือกับความกลัวการแยกจาก รวมถึงการรักษาภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล หรือปัญหาสุขภาพจิตอื่นที่เกิดร่วมตามความเหมาะสม

เป้าหมายของการรักษาไม่ใช่การทำให้คุณ “ไม่ต้องพึ่งใครเลย” เพราะการขอความช่วยเหลือและพึ่งพากันเป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ที่ดี แต่เป็นการช่วยให้คุณสามารถมีความสัมพันธ์กับคนอื่นโดยยังคงมีเสียง มีทางเลือก และมีความมั่นใจในการดูแลชีวิตของตนเอง

โทร 090 230 6000นัดผ่าน LINE