ข้ามไปเนื้อหา
โทร 090 230 6000LINE @piticlinic

ปัญหาการดื่มและภาวะติดแอลกอฮอล์ (Alcohol Use Disorder) อาการ สาเหตุ และการรักษา

เนื้อหาโดยทีมแพทย์ปีติ คลินิก · ตรวจทานโดย นพ. พิชญุตม์ เกษมภักดีพงษ์ (จิตแพทย์) · 13 กันยายน 2569

“ตั้งใจว่าจะดื่มแค่แก้วเดียว แต่สุดท้ายหยุดไม่ได้”

“ช่วงนี้ต้องดื่มมากกว่าเดิมถึงจะรู้สึกเหมือนเมื่อก่อน”

“เคยพยายามลดหลายครั้ง แต่กลับมาดื่มเหมือนเดิม”

“ถ้าไม่ได้ดื่มจะหงุดหงิด มือสั่น ใจสั่น หรือนอนไม่หลับ”

“รู้ว่าการดื่มเริ่มกระทบงาน ครอบครัว และสุขภาพ แต่ก็ยังหยุดไม่ได้”

หากการดื่มแอลกอฮอล์เริ่มมีลักษณะเหล่านี้ อาจเป็นสัญญาณของ ปัญหาการดื่มและภาวะติดแอลกอฮอล์ (Alcohol Use Disorder: AUD)

Alcohol Use Disorder ไม่ได้หมายถึงเพียงคนที่ดื่มทุกวันหรือเมาหนักเท่านั้น และไม่ควรตัดสินจากคำว่า “คอแข็ง” หรือ “คออ่อน”

สิ่งสำคัญคือ ความสามารถในการควบคุมการดื่ม ความอยากดื่ม ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อชีวิต และอาการที่เกิดขึ้นเมื่อพยายามลดหรือหยุด

บางคนยังทำงานได้ ยังมีครอบครัว และดูเหมือนใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ภายในอาจกำลังพยายามควบคุมการดื่มซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยไม่สำเร็จ

ปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์เป็น ปัญหาสุขภาพที่สามารถเข้ารับการประเมินและรักษาได้ ไม่ใช่เรื่องของความอ่อนแอหรือการไม่มีวินัยเพียงอย่างเดียว

ภาวะติดแอลกอฮอล์ (Alcohol Use Disorder) คืออะไร?

Alcohol Use Disorder หรือ AUD คือความผิดปกติที่มีรูปแบบการดื่มแอลกอฮอล์จนก่อให้เกิดปัญหาหรือความทุกข์อย่างมีนัยสำคัญ

อาจแสดงออกในหลายด้าน เช่น

  • ควบคุมปริมาณหรือระยะเวลาการดื่มได้ยาก
  • พยายามลดหรือเลิกแต่ทำไม่สำเร็จ
  • มีความอยากดื่มมาก
  • ใช้เวลาไปกับการดื่มหรือฟื้นตัวจากการดื่ม
  • การดื่มเริ่มกระทบงาน การเรียน หรือครอบครัว
  • ยังคงดื่มแม้รู้ว่าเกิดปัญหา
  • ลดกิจกรรมอื่นเพื่อไปดื่ม
  • ดื่มในสถานการณ์ที่เสี่ยง
  • ต้องเพิ่มปริมาณเพื่อให้ได้ผลเหมือนเดิม
  • มีอาการเมื่อหยุดหรือลดการดื่ม

ดังนั้นคำว่า Alcohol Use Disorder จึงครอบคลุมปัญหาได้หลายระดับ ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องมีอาการเหมือนกันหรือรุนแรงเท่ากัน

แบบไหนที่อาจเข้าข่ายปัญหาการดื่มและภาวะติดแอลกอฮอล์?

บางคนอาจคิดว่า

“ผมไม่ได้ดื่มทุกวัน ไม่น่าจะติด”

“ยังไปทำงานได้ แปลว่ายังไม่มีปัญหา”

“ดื่มเฉพาะตอนเย็น ไม่ได้ดื่มตอนเช้า”

แต่การประเมินปัญหาการดื่มไม่ได้ดูเพียงว่าดื่มทุกวันหรือไม่

สิ่งที่ควรสังเกตคือ แอลกอฮอล์เริ่มเข้ามาควบคุมชีวิตมากขึ้นหรือไม่

ตัวอย่างเช่น

ตั้งใจดื่มน้อย แต่หยุดไม่ได้

ก่อนเริ่มดื่มอาจตั้งใจว่า

“วันนี้สองแก้วพอ”

แต่เมื่อเริ่มแล้วกลับดื่มต่อจนมากกว่าที่ตั้งใจเป็นประจำ

เคยพยายามลดหรือเลิกหลายครั้ง

อาจตั้งใจว่าเดือนนี้จะลด วันธรรมดาจะไม่ดื่ม หรือจะหยุดสักระยะ แต่ทำได้ไม่นานก็กลับมาดื่มในรูปแบบเดิม

มีความอยากดื่มมาก

บางช่วงอาจคิดถึงการดื่มบ่อย รู้สึกอยากอย่างรุนแรง หรือเมื่อถึงเวลาและสถานการณ์ที่เคยดื่มจะรู้สึกว่าควบคุมตัวเองได้ยาก

การดื่มเริ่มกระทบชีวิต

เช่น

  • ไปทำงานสายหรือขาดงาน
  • ประสิทธิภาพการทำงานลดลง
  • ทะเลาะกับคู่รักหรือครอบครัว
  • ใช้เงินกับการดื่มมากขึ้น
  • ขับรถหรือทำกิจกรรมเสี่ยงหลังดื่ม
  • สุขภาพเริ่มมีปัญหา
  • มีอาการซึมเศร้า วิตกกังวล หรือนอนไม่หลับมากขึ้น

ยังคงดื่มทั้งที่รู้ว่าเกิดปัญหา

บางคนรู้ว่าแอลกอฮอล์กำลังกระทบตับ ความดัน การนอน อารมณ์ หรือความสัมพันธ์ แต่ยังรู้สึกว่าการหยุดหรือลดทำได้ยาก

ต้องดื่มมากขึ้นกว่าเดิม

อาการนี้เรียกว่า Tolerance หรือภาวะดื้อแอลกอฮอล์

หมายถึงต้องใช้แอลกอฮอล์ในปริมาณมากขึ้นเพื่อให้ได้ผลใกล้เคียงกับที่เคยได้รับจากปริมาณน้อยกว่าเดิม

การ “ดื่มเก่งขึ้น” จึงไม่ได้หมายความว่าร่างกายแข็งแรงขึ้นเสมอไป

มีอาการเมื่อไม่ได้ดื่ม

หากร่างกายเกิดการพึ่งพาแอลกอฮอล์ การลดหรือหยุดดื่มอาจทำให้เกิด Alcohol Withdrawal หรือภาวะถอนแอลกอฮอล์

ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญด้านความปลอดภัยและควรได้รับการประเมินอย่างเหมาะสม

ดื่มเยอะกับ “ติดแอลกอฮอล์” เหมือนกันไหม?

ไม่เหมือนกันทั้งหมด

ปริมาณและรูปแบบการดื่ม มีความสำคัญต่อความเสี่ยงทางสุขภาพ แต่การวินิจฉัย Alcohol Use Disorder ไม่ได้พิจารณาปริมาณเพียงอย่างเดียว

คนหนึ่งอาจดื่มในปริมาณมากและมีความเสี่ยงต่อสุขภาพ แม้ยังไม่เข้าเกณฑ์ Alcohol Use Disorder

ขณะที่อีกคนอาจไม่ได้ดื่มทุกวัน แต่เมื่อเริ่มดื่มแล้วควบคุมไม่ได้ เกิดปัญหาซ้ำ ๆ และพยายามลดหลายครั้งโดยไม่สำเร็จ

ดังนั้นคำถามที่มีประโยชน์มากกว่า

“ดื่มวันละกี่ขวด?”

อาจรวมถึง

“หยุดเมื่ออยากหยุดได้ไหม?”

“เคยพยายามลดแล้วทำไม่ได้หรือไม่?”

“การดื่มกำลังทำให้เสียอะไรในชีวิตบ้าง?”

และ

“ถ้าไม่ได้ดื่ม ร่างกายมีอาการอะไรหรือไม่?”

ตามเกณฑ์ DSM ภาวะติดแอลกอฮอล์วินิจฉัยอย่างไร?

DSM ย่อมาจาก Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders เป็นคู่มือเกณฑ์การวินิจฉัยโรคทางจิตเวชที่จัดทำโดยสมาคมจิตแพทย์อเมริกัน (American Psychiatric Association)

เกณฑ์นี้ใช้ประกอบการประเมินโดยบุคลากรทางการแพทย์ ไม่ใช่แบบทดสอบที่ใช้วินิจฉัยตนเองจากอินเทอร์เน็ต

โดยภาพรวม แพทย์จะประเมินรูปแบบปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วง 12 เดือน เช่น

  • ดื่มมากกว่าหรือนานกว่าที่ตั้งใจ
  • อยากลดหรือเลิกแต่ทำไม่สำเร็จ
  • ใช้เวลาไปกับการหา ดื่ม หรือฟื้นตัวจากแอลกอฮอล์มาก
  • มีความอยากดื่มอย่างมาก
  • การดื่มกระทบหน้าที่สำคัญ
  • ยังคงดื่มแม้เกิดปัญหาความสัมพันธ์
  • ลดหรือเลิกกิจกรรมสำคัญเพราะการดื่ม
  • ดื่มในสถานการณ์ที่เสี่ยง
  • ยังคงดื่มแม้รู้ว่ากระทบสุขภาพกายหรือจิตใจ
  • เกิด Tolerance
  • เกิด Withdrawal

แพทย์จะพิจารณาจำนวนและรูปแบบของอาการเพื่อประเมินระดับความรุนแรง รวมถึงดูสุขภาพร่างกาย สุขภาพจิต และความเสี่ยงจากการถอนแอลกอฮอล์ร่วมกัน

จึงไม่จำเป็นต้องรอจน “ติดหนัก” จึงค่อยมาปรึกษา

ภาวะติดแอลกอฮอล์ เกิดจากอะไร?

ไม่มีสาเหตุเดียวที่ทำให้คนหนึ่งเกิด Alcohol Use Disorder

โดยทั่วไปเป็นผลจากหลายปัจจัยร่วมกัน

ปัจจัยทางชีวภาพ

แอลกอฮอล์มีผลต่อระบบประสาทและระบบรางวัลของสมอง เมื่อใช้ต่อเนื่อง สมองสามารถเกิดการปรับตัว ซึ่งเกี่ยวข้องกับ Tolerance การพึ่งพา และอาการ Withdrawal เมื่อหยุดดื่ม

ความแตกต่างทางพันธุกรรมและชีวภาพของแต่ละคนก็อาจมีส่วนต่อความเสี่ยง

ปัจจัยทางจิตใจ

บางคนเริ่มใช้แอลกอฮอล์เพื่อช่วยรับมือกับ

  • ความเครียด
  • ความเหงา
  • ความวิตกกังวล
  • อารมณ์เศร้า
  • ปัญหาชีวิต
  • ความทรงจำที่กระทบกระเทือนใจ
  • ปัญหาการนอน

ในระยะแรกอาจรู้สึกว่าแอลกอฮอล์ช่วยให้ผ่อนคลาย แต่เมื่อใช้วิธีนี้ซ้ำ ๆ การดื่มอาจค่อย ๆ กลายเป็นรูปแบบการรับมือหลัก และนำไปสู่ปัญหามากขึ้น

ปัจจัยด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม

วัฒนธรรมการดื่ม กลุ่มเพื่อน การเข้าถึงแอลกอฮอล์ ความเครียดจากงาน ปัญหาความสัมพันธ์ และสภาพแวดล้อมล้วนมีส่วนต่อรูปแบบการดื่มได้

แต่การมีปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นจะต้องเกิด Alcohol Use Disorder

แอลกอฮอล์กับสุขภาพจิตเกี่ยวข้องกันอย่างไร?

ปัญหาการดื่มสามารถเกิดร่วมกับโรคทางจิตเวชได้

ตัวอย่างเช่น

  • โรคซึมเศร้า
  • โรควิตกกังวล
  • ปัญหาการนอน
  • โรคอารมณ์สองขั้ว
  • PTSD หรือภาวะผิดปกติหลังเผชิญเหตุการณ์กระทบกระเทือนใจ
  • โรคทางจิตเวชอื่น

บางคนเริ่มดื่มเพราะต้องการลดความเครียดหรือช่วยให้นอนหลับ ขณะที่การดื่มเองก็สามารถทำให้อาการทางอารมณ์ ความวิตกกังวล และการนอนซับซ้อนขึ้นได้

ในบางกรณี อาการทางจิตเวชอาจเกิดจากผลของแอลกอฮอล์หรือการถอนแอลกอฮอล์โดยตรง

จิตแพทย์จึงต้องประเมิน ทั้งปัญหาการดื่มและสุขภาพจิตไปพร้อมกัน แทนที่จะรีบสรุปว่าอาการทุกอย่างเกิดจากโรคใดโรคหนึ่ง

อาการถอนแอลกอฮอล์ (Alcohol Withdrawal) คืออะไร?

หากดื่มแอลกอฮอล์หนักหรือสม่ำเสมอจนร่างกายเกิดการพึ่งพา เมื่อหยุดหรือลดปริมาณอย่างรวดเร็ว ระบบประสาทอาจเกิดการตอบสนองที่เรียกว่า Alcohol Withdrawal หรือภาวะถอนแอลกอฮอล์

อาการอาจประกอบด้วย

  • มือสั่น
  • เหงื่อออก
  • ใจสั่น
  • กระสับกระส่าย
  • วิตกกังวล
  • คลื่นไส้
  • ปวดศีรษะ
  • นอนไม่หลับ
  • หงุดหงิด
  • ประสาทหลอนในบางราย

และในรายที่รุนแรงอาจเกิด

  • ชักจากการถอนแอลกอฮอล์
  • Delirium Tremens (DTs)

Delirium Tremens คือภาวะถอนแอลกอฮอล์รุนแรงที่อาจมีอาการสับสนมาก กระสับกระส่าย ระบบประสาทอัตโนมัติทำงานผิดปกติ และอาจมีประสาทหลอนร่วมด้วย เป็นภาวะที่ต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน

ดังนั้น หากดื่มหนักเป็นประจำหรือเคยมีอาการถอนมาก่อน ไม่ควรหยุดแอลกอฮอล์ทันทีด้วยตนเองโดยไม่ได้รับการประเมิน

เป้าหมายไม่ใช่การบอกว่า “อย่าเลิกดื่ม” แต่คือ เลิกอย่างปลอดภัย

แบบไหนที่ไม่ควรหยุดเหล้าเอง?

ควรปรึกษาแพทย์ก่อนวางแผนหยุด โดยเฉพาะหาก

  • ดื่มหนักหรือดื่มเป็นประจำต่อเนื่อง
  • ต้องดื่มเพื่อให้อาการมือสั่นหรือไม่สบายดีขึ้น
  • เคยมีอาการถอนรุนแรง
  • เคยชักหลังลดหรือหยุดแอลกอฮอล์
  • เคยมี Delirium Tremens
  • เคยมีประสาทหลอนขณะถอน
  • มีโรคทางกายร่วมหลายโรค
  • ใช้ยาหรือสารชนิดอื่นร่วมด้วย

ผู้ป่วยแต่ละคนมีความเสี่ยงไม่เท่ากัน แพทย์จึงต้องประเมินก่อนว่าการหยุดสามารถทำแบบผู้ป่วยนอกได้อย่างปลอดภัยหรือจำเป็นต้องได้รับการดูแลในสถานพยาบาล

ปัญหาการดื่มและภาวะติดแอลกอฮอล์ รักษาอย่างไร?

การรักษาไม่ได้มีเพียงคำว่า

“ต้องใจแข็งแล้วเลิกให้ได้”

Alcohol Use Disorder เป็นปัญหาสุขภาพที่สามารถใช้ทั้งการรักษาทางการแพทย์และการดูแลทางจิตใจร่วมกันได้

แผนการรักษาขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรง รูปแบบการดื่ม ความเสี่ยงจาก Withdrawal โรคทางกาย โรคทางจิตเวชที่เกิดร่วม และเป้าหมายของผู้ป่วย

1. ประเมินรูปแบบการดื่ม

แพทย์อาจถามเรื่อง

  • ดื่มอะไร
  • ปริมาณเท่าใด
  • ดื่มบ่อยแค่ไหน
  • ดื่มมานานเท่าใด
  • เคยพยายามลดหรือหยุดหรือไม่
  • เคยมีอาการถอนหรือไม่
  • เคยชักหรือสับสนจากการถอนหรือไม่
  • ใช้สารเสพติดหรือยาชนิดอื่นร่วมด้วยหรือไม่
  • มีโรคทางกายอะไร
  • มีอาการซึมเศร้า วิตกกังวล นอนไม่หลับ หรืออาการทางจิตเวชอื่นหรือไม่
  • การดื่มส่งผลต่อชีวิตอย่างไร

เป้าหมายของการถามไม่ใช่การตำหนิ แต่เพื่อวางแผนการรักษาให้ปลอดภัย

2. ดูแลอาการถอนแอลกอฮอล์อย่างปลอดภัย

หากมีความเสี่ยงต่อ Alcohol Withdrawal แพทย์จะประเมินระดับความรุนแรงและวางแผนดูแลอย่างเหมาะสม

ในทางการแพทย์มียาที่ใช้รักษาและป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากการถอนแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะในผู้ที่มีความเสี่ยงต่ออาการถอนรุนแรงหรือชัก

การดูแลระยะถอนเป็นเพียง ส่วนแรกของการรักษา ไม่ใช่จุดสิ้นสุด เพราะหลังผ่านช่วงถอนแล้ว ยังต้องดูแลปัจจัยที่ทำให้กลับไปดื่มอีก

3. ยาช่วยรักษา Alcohol Use Disorder

นอกจากยาที่ใช้ดูแลอาการถอนแล้ว ยังมียาบางชนิดที่แพทย์อาจพิจารณาเพื่อช่วยในการรักษาปัญหาการดื่มในระยะต่อเนื่อง

การเลือกใช้ยาขึ้นอยู่กับเป้าหมายการรักษา รูปแบบการดื่ม สุขภาพร่างกาย โรคร่วม และข้อห้ามของยาแต่ละชนิด

จึงควรได้รับการประเมินและติดตามโดยแพทย์ ไม่ควรซื้อยารักษาการติดแอลกอฮอล์มาใช้เอง

4. จิตบำบัดและการปรับพฤติกรรม

การรักษาทางจิตใจสามารถช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจว่า

  • อะไรเป็นตัวกระตุ้นให้ดื่ม
  • ดื่มเพื่อรับมือกับความรู้สึกอะไร
  • สถานการณ์ใดทำให้ควบคุมยาก
  • จะรับมือกับความอยากดื่มอย่างไร
  • จะปฏิเสธการดื่มในสถานการณ์ทางสังคมอย่างไร
  • จะจัดการความเครียดด้วยวิธีอื่นได้อย่างไร
  • จะวางแผนป้องกันการกลับไปดื่มได้อย่างไร

เป้าหมายไม่ใช่การตัดสินว่า “ทำไมไม่เลิกเสียที” แต่คือการทำความเข้าใจรูปแบบของปัญหาและสร้างวิธีรับมือที่ใช้งานได้จริง

5. รักษาโรคทางจิตเวชที่เกิดร่วมกัน

หากผู้ป่วยมีโรคซึมเศร้า วิตกกังวล Bipolar ปัญหาการนอน หรือโรคทางจิตเวชอื่นร่วมด้วย ควรประเมินและวางแผนรักษาไปพร้อมกัน

เพราะหากรักษาเฉพาะการดื่มแต่ปล่อยให้ปัญหาสุขภาพจิตที่เกี่ยวข้องยังคงอยู่ การรักษาอาจยากขึ้น

ถ้ากลับไปดื่มอีก แปลว่าการรักษาล้มเหลวไหม?

ไม่ควรมองการกลับไปดื่มเพียงครั้งหนึ่งว่า

“ทุกอย่างที่ทำมาสูญเปล่า”

หรือ

“รักษาไม่ได้แล้ว”

สิ่งที่มีประโยชน์กว่าคือกลับมาดูว่า

อะไรเกิดขึ้นก่อนกลับไปดื่ม?

อาจเป็นความเครียด การทะเลาะกับคนในครอบครัว ความเหงา การนอนไม่หลับ การกลับไปเจอกลุ่มเพื่อนเดิม ความอยากดื่ม หรือหยุดการรักษา

ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาใช้ปรับแผนป้องกันการกลับไปดื่มครั้งต่อไปได้

การกลับไปดื่มจึงควรเป็นเหตุให้ กลับมาประเมินและปรับแผน ไม่ใช่เหตุผลที่จะรู้สึกว่าตนเองหมดโอกาสรักษา

ครอบครัวควรช่วยคนที่มีปัญหาการดื่มอย่างไร?

ครอบครัวมักอยู่ในสถานการณ์ที่ยาก เพราะทั้งเป็นห่วง โกรธ เหนื่อย และอาจได้รับผลกระทบจากการดื่มโดยตรง

การพูดว่า

“ถ้ารักครอบครัวจริงก็ต้องเลิกได้”

“ไม่มีความรับผิดชอบ”

“ทำไมไม่มีใจแข็งเหมือนคนอื่น”

อาจเพิ่มความรู้สึกผิดและทำให้ผู้ป่วยหลีกเลี่ยงการพูดถึงปัญหา

อาจลองพูดจากสิ่งที่สังเกตเห็น เช่น

“ช่วงนี้เราเห็นว่าคุณพยายามลดหลายครั้งแต่ดูเหมือนจะลำบากมาก”

“เราเป็นห่วงเพราะช่วงที่ไม่ได้ดื่มคุณมีมือสั่นและนอนไม่ได้”

“เราไม่ได้อยากมาตัดสิน แต่อยากพาไปคุยกับหมอว่ามีวิธีช่วยให้ลดหรือหยุดได้ปลอดภัยกว่านี้ไหม”

ขณะเดียวกัน การเข้าใจโรคไม่ได้หมายความว่าครอบครัวต้องยอมรับพฤติกรรมทุกอย่าง

หากมีความรุนแรง ขับรถขณะเมา ใช้เงินจนกระทบครอบครัว หรือมีพฤติกรรมที่ไม่ปลอดภัย ครอบครัวสามารถกำหนดขอบเขตเพื่อปกป้องความปลอดภัยของตนเองและสมาชิกคนอื่นได้

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปัญหาการดื่มและภาวะติดแอลกอฮอล์ (FAQ)

ต้องดื่มทุกวันถึงเรียกว่าติดแอลกอฮอล์ไหม?

ไม่จำเป็น การวินิจฉัย Alcohol Use Disorder พิจารณารูปแบบของปัญหา เช่น การควบคุมการดื่ม ความอยากดื่ม ผลกระทบต่อชีวิต การดื่มต่อแม้เกิดปัญหา Tolerance และ Withdrawal ไม่ได้ดูเพียงว่าดื่มทุกวันหรือไม่

ยังทำงานได้ แปลว่ายังไม่ติดหรือไม่?

ไม่เสมอไป บางคนยังสามารถทำงานหรือดูแลหน้าที่บางอย่างได้ แต่มีปัญหาควบคุมการดื่ม ความสัมพันธ์ สุขภาพ หรือพยายามลดหลายครั้งโดยไม่สำเร็จได้

ดื่มเพื่อช่วยให้นอนหลับได้ไหม?

แอลกอฮอล์อาจทำให้รู้สึกง่วงในช่วงแรก แต่สามารถรบกวนคุณภาพและโครงสร้างของการนอน และเมื่อใช้เป็นวิธีช่วยนอนซ้ำ ๆ อาจทำให้เกิดปัญหาการดื่มตามมาได้ หากต้องพึ่งแอลกอฮอล์เพื่อให้นอนหลับ ควรประเมินทั้งปัญหาการนอนและรูปแบบการดื่ม

อยากเลิกเหล้า สามารถหยุดทันทีได้ไหม?

หากดื่มไม่มากและไม่มีการพึ่งพาทางร่างกาย ความเสี่ยงอาจแตกต่างจากผู้ที่ดื่มหนักต่อเนื่อง แต่ถ้าดื่มหนักเป็นประจำ เคยมีอาการมือสั่นเมื่อไม่ได้ดื่ม เคยชัก เคยสับสนหรือมีประสาทหลอนขณะถอน ไม่ควรหยุดเองโดยไม่ได้รับการประเมินทางการแพทย์ เพราะ Alcohol Withdrawal สามารถรุนแรงและเป็นอันตรายได้

มียาช่วยเลิกแอลกอฮอล์ไหม?

มีการรักษาด้วยยาที่แพทย์สามารถพิจารณาได้ ทั้งยาสำหรับดูแลช่วงถอนและยาบางชนิดที่ใช้ในการรักษาระยะต่อเนื่อง แต่ยาแต่ละชนิดมีข้อบ่งใช้และข้อควรระวังต่างกัน จึงต้องเลือกตามผู้ป่วยแต่ละคน

เมื่อไหร่ควรไปโรงพยาบาลทันที?

หากหลังลดหรือหยุดดื่มมีอาการ ชัก สับสนมาก กระสับกระส่ายรุนแรง ประสาทหลอน หรือระดับความรู้สึกตัวผิดปกติ ควรไปโรงพยาบาลทันที

หากมีความคิดหรือพฤติกรรมทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น หรืออยู่ในภาวะที่ไม่สามารถรักษาความปลอดภัยของตนเองได้ ก็ควรได้รับการประเมินเร่งด่วนเช่นกัน

ปรึกษาปัญหาการดื่มและภาวะติดแอลกอฮอล์ ที่ Piti Clinic

หากคุณเริ่มรู้สึกว่า ควบคุมการดื่มได้ยาก ดื่มมากกว่าที่ตั้งใจ พยายามลดหลายครั้งแต่กลับมาดื่มอีก ต้องดื่มมากขึ้น หรือเริ่มมีอาการเมื่อไม่ได้ดื่ม ไม่จำเป็นต้องรอให้เสียงาน เสียครอบครัว หรือสุขภาพทรุดหนักก่อนมาขอความช่วยเหลือ

และคุณไม่จำเป็นต้องมั่นใจก่อนว่า

“ฉันติดแอลกอฮอล์หรือยัง?”

เพียงรู้สึกว่าการดื่มกำลังสร้างปัญหา ก็เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะเข้ามาประเมินได้

ที่ Piti Clinic จิตแพทย์และทีมสุขภาพจิตสามารถประเมินรูปแบบการดื่ม ความรุนแรงของ Alcohol Use Disorder ความเสี่ยงจากการถอนแอลกอฮอล์ สุขภาพจิตที่เกิดร่วม รวมถึงช่วยวางแผนการรักษาและป้องกันการกลับไปดื่มให้เหมาะกับแต่ละคน

การเข้ามาปรึกษาไม่ใช่การถูกตัดสินว่า “เป็นคนติดเหล้า”

แต่เป็นการเริ่มต้นทำความเข้าใจว่า แอลกอฮอล์กำลังส่งผลต่อชีวิตอย่างไร และเราจะช่วยให้คุณกลับมามีทางเลือกในการใช้ชีวิตมากขึ้นได้อย่างไร

โทร 090 230 6000นัดผ่าน LINE