ปัญหาการดื่มและภาวะติดแอลกอฮอล์ (Alcohol Use Disorder) อาการ สาเหตุ และการรักษา
“ตั้งใจว่าจะดื่มแค่แก้วเดียว แต่สุดท้ายหยุดไม่ได้”
“ช่วงนี้ต้องดื่มมากกว่าเดิมถึงจะรู้สึกเหมือนเมื่อก่อน”
“เคยพยายามลดหลายครั้ง แต่กลับมาดื่มเหมือนเดิม”
“ถ้าไม่ได้ดื่มจะหงุดหงิด มือสั่น ใจสั่น หรือนอนไม่หลับ”
“รู้ว่าการดื่มเริ่มกระทบงาน ครอบครัว และสุขภาพ แต่ก็ยังหยุดไม่ได้”
หากการดื่มแอลกอฮอล์เริ่มมีลักษณะเหล่านี้ อาจเป็นสัญญาณของ ปัญหาการดื่มและภาวะติดแอลกอฮอล์ (Alcohol Use Disorder: AUD)
Alcohol Use Disorder ไม่ได้หมายถึงเพียงคนที่ดื่มทุกวันหรือเมาหนักเท่านั้น และไม่ควรตัดสินจากคำว่า “คอแข็ง” หรือ “คออ่อน”
สิ่งสำคัญคือ ความสามารถในการควบคุมการดื่ม ความอยากดื่ม ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อชีวิต และอาการที่เกิดขึ้นเมื่อพยายามลดหรือหยุด
บางคนยังทำงานได้ ยังมีครอบครัว และดูเหมือนใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ภายในอาจกำลังพยายามควบคุมการดื่มซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยไม่สำเร็จ
ปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์เป็น ปัญหาสุขภาพที่สามารถเข้ารับการประเมินและรักษาได้ ไม่ใช่เรื่องของความอ่อนแอหรือการไม่มีวินัยเพียงอย่างเดียว
ภาวะติดแอลกอฮอล์ (Alcohol Use Disorder) คืออะไร?
Alcohol Use Disorder หรือ AUD คือความผิดปกติที่มีรูปแบบการดื่มแอลกอฮอล์จนก่อให้เกิดปัญหาหรือความทุกข์อย่างมีนัยสำคัญ
อาจแสดงออกในหลายด้าน เช่น
- ควบคุมปริมาณหรือระยะเวลาการดื่มได้ยาก
- พยายามลดหรือเลิกแต่ทำไม่สำเร็จ
- มีความอยากดื่มมาก
- ใช้เวลาไปกับการดื่มหรือฟื้นตัวจากการดื่ม
- การดื่มเริ่มกระทบงาน การเรียน หรือครอบครัว
- ยังคงดื่มแม้รู้ว่าเกิดปัญหา
- ลดกิจกรรมอื่นเพื่อไปดื่ม
- ดื่มในสถานการณ์ที่เสี่ยง
- ต้องเพิ่มปริมาณเพื่อให้ได้ผลเหมือนเดิม
- มีอาการเมื่อหยุดหรือลดการดื่ม
ดังนั้นคำว่า Alcohol Use Disorder จึงครอบคลุมปัญหาได้หลายระดับ ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องมีอาการเหมือนกันหรือรุนแรงเท่ากัน
แบบไหนที่อาจเข้าข่ายปัญหาการดื่มและภาวะติดแอลกอฮอล์?
บางคนอาจคิดว่า
“ผมไม่ได้ดื่มทุกวัน ไม่น่าจะติด”
“ยังไปทำงานได้ แปลว่ายังไม่มีปัญหา”
“ดื่มเฉพาะตอนเย็น ไม่ได้ดื่มตอนเช้า”
แต่การประเมินปัญหาการดื่มไม่ได้ดูเพียงว่าดื่มทุกวันหรือไม่
สิ่งที่ควรสังเกตคือ แอลกอฮอล์เริ่มเข้ามาควบคุมชีวิตมากขึ้นหรือไม่
ตัวอย่างเช่น
ตั้งใจดื่มน้อย แต่หยุดไม่ได้
ก่อนเริ่มดื่มอาจตั้งใจว่า
“วันนี้สองแก้วพอ”
แต่เมื่อเริ่มแล้วกลับดื่มต่อจนมากกว่าที่ตั้งใจเป็นประจำ
เคยพยายามลดหรือเลิกหลายครั้ง
อาจตั้งใจว่าเดือนนี้จะลด วันธรรมดาจะไม่ดื่ม หรือจะหยุดสักระยะ แต่ทำได้ไม่นานก็กลับมาดื่มในรูปแบบเดิม
มีความอยากดื่มมาก
บางช่วงอาจคิดถึงการดื่มบ่อย รู้สึกอยากอย่างรุนแรง หรือเมื่อถึงเวลาและสถานการณ์ที่เคยดื่มจะรู้สึกว่าควบคุมตัวเองได้ยาก
การดื่มเริ่มกระทบชีวิต
เช่น
- ไปทำงานสายหรือขาดงาน
- ประสิทธิภาพการทำงานลดลง
- ทะเลาะกับคู่รักหรือครอบครัว
- ใช้เงินกับการดื่มมากขึ้น
- ขับรถหรือทำกิจกรรมเสี่ยงหลังดื่ม
- สุขภาพเริ่มมีปัญหา
- มีอาการซึมเศร้า วิตกกังวล หรือนอนไม่หลับมากขึ้น
ยังคงดื่มทั้งที่รู้ว่าเกิดปัญหา
บางคนรู้ว่าแอลกอฮอล์กำลังกระทบตับ ความดัน การนอน อารมณ์ หรือความสัมพันธ์ แต่ยังรู้สึกว่าการหยุดหรือลดทำได้ยาก
ต้องดื่มมากขึ้นกว่าเดิม
อาการนี้เรียกว่า Tolerance หรือภาวะดื้อแอลกอฮอล์
หมายถึงต้องใช้แอลกอฮอล์ในปริมาณมากขึ้นเพื่อให้ได้ผลใกล้เคียงกับที่เคยได้รับจากปริมาณน้อยกว่าเดิม
การ “ดื่มเก่งขึ้น” จึงไม่ได้หมายความว่าร่างกายแข็งแรงขึ้นเสมอไป
มีอาการเมื่อไม่ได้ดื่ม
หากร่างกายเกิดการพึ่งพาแอลกอฮอล์ การลดหรือหยุดดื่มอาจทำให้เกิด Alcohol Withdrawal หรือภาวะถอนแอลกอฮอล์
ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญด้านความปลอดภัยและควรได้รับการประเมินอย่างเหมาะสม
ดื่มเยอะกับ “ติดแอลกอฮอล์” เหมือนกันไหม?
ไม่เหมือนกันทั้งหมด
ปริมาณและรูปแบบการดื่ม มีความสำคัญต่อความเสี่ยงทางสุขภาพ แต่การวินิจฉัย Alcohol Use Disorder ไม่ได้พิจารณาปริมาณเพียงอย่างเดียว
คนหนึ่งอาจดื่มในปริมาณมากและมีความเสี่ยงต่อสุขภาพ แม้ยังไม่เข้าเกณฑ์ Alcohol Use Disorder
ขณะที่อีกคนอาจไม่ได้ดื่มทุกวัน แต่เมื่อเริ่มดื่มแล้วควบคุมไม่ได้ เกิดปัญหาซ้ำ ๆ และพยายามลดหลายครั้งโดยไม่สำเร็จ
ดังนั้นคำถามที่มีประโยชน์มากกว่า
“ดื่มวันละกี่ขวด?”
อาจรวมถึง
“หยุดเมื่ออยากหยุดได้ไหม?”
“เคยพยายามลดแล้วทำไม่ได้หรือไม่?”
“การดื่มกำลังทำให้เสียอะไรในชีวิตบ้าง?”
และ
“ถ้าไม่ได้ดื่ม ร่างกายมีอาการอะไรหรือไม่?”
ตามเกณฑ์ DSM ภาวะติดแอลกอฮอล์วินิจฉัยอย่างไร?
DSM ย่อมาจาก Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders เป็นคู่มือเกณฑ์การวินิจฉัยโรคทางจิตเวชที่จัดทำโดยสมาคมจิตแพทย์อเมริกัน (American Psychiatric Association)
เกณฑ์นี้ใช้ประกอบการประเมินโดยบุคลากรทางการแพทย์ ไม่ใช่แบบทดสอบที่ใช้วินิจฉัยตนเองจากอินเทอร์เน็ต
โดยภาพรวม แพทย์จะประเมินรูปแบบปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วง 12 เดือน เช่น
- ดื่มมากกว่าหรือนานกว่าที่ตั้งใจ
- อยากลดหรือเลิกแต่ทำไม่สำเร็จ
- ใช้เวลาไปกับการหา ดื่ม หรือฟื้นตัวจากแอลกอฮอล์มาก
- มีความอยากดื่มอย่างมาก
- การดื่มกระทบหน้าที่สำคัญ
- ยังคงดื่มแม้เกิดปัญหาความสัมพันธ์
- ลดหรือเลิกกิจกรรมสำคัญเพราะการดื่ม
- ดื่มในสถานการณ์ที่เสี่ยง
- ยังคงดื่มแม้รู้ว่ากระทบสุขภาพกายหรือจิตใจ
- เกิด Tolerance
- เกิด Withdrawal
แพทย์จะพิจารณาจำนวนและรูปแบบของอาการเพื่อประเมินระดับความรุนแรง รวมถึงดูสุขภาพร่างกาย สุขภาพจิต และความเสี่ยงจากการถอนแอลกอฮอล์ร่วมกัน
จึงไม่จำเป็นต้องรอจน “ติดหนัก” จึงค่อยมาปรึกษา
ภาวะติดแอลกอฮอล์ เกิดจากอะไร?
ไม่มีสาเหตุเดียวที่ทำให้คนหนึ่งเกิด Alcohol Use Disorder
โดยทั่วไปเป็นผลจากหลายปัจจัยร่วมกัน
ปัจจัยทางชีวภาพ
แอลกอฮอล์มีผลต่อระบบประสาทและระบบรางวัลของสมอง เมื่อใช้ต่อเนื่อง สมองสามารถเกิดการปรับตัว ซึ่งเกี่ยวข้องกับ Tolerance การพึ่งพา และอาการ Withdrawal เมื่อหยุดดื่ม
ความแตกต่างทางพันธุกรรมและชีวภาพของแต่ละคนก็อาจมีส่วนต่อความเสี่ยง
ปัจจัยทางจิตใจ
บางคนเริ่มใช้แอลกอฮอล์เพื่อช่วยรับมือกับ
- ความเครียด
- ความเหงา
- ความวิตกกังวล
- อารมณ์เศร้า
- ปัญหาชีวิต
- ความทรงจำที่กระทบกระเทือนใจ
- ปัญหาการนอน
ในระยะแรกอาจรู้สึกว่าแอลกอฮอล์ช่วยให้ผ่อนคลาย แต่เมื่อใช้วิธีนี้ซ้ำ ๆ การดื่มอาจค่อย ๆ กลายเป็นรูปแบบการรับมือหลัก และนำไปสู่ปัญหามากขึ้น
ปัจจัยด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม
วัฒนธรรมการดื่ม กลุ่มเพื่อน การเข้าถึงแอลกอฮอล์ ความเครียดจากงาน ปัญหาความสัมพันธ์ และสภาพแวดล้อมล้วนมีส่วนต่อรูปแบบการดื่มได้
แต่การมีปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นจะต้องเกิด Alcohol Use Disorder
แอลกอฮอล์กับสุขภาพจิตเกี่ยวข้องกันอย่างไร?
ปัญหาการดื่มสามารถเกิดร่วมกับโรคทางจิตเวชได้
ตัวอย่างเช่น
- โรคซึมเศร้า
- โรควิตกกังวล
- ปัญหาการนอน
- โรคอารมณ์สองขั้ว
- PTSD หรือภาวะผิดปกติหลังเผชิญเหตุการณ์กระทบกระเทือนใจ
- โรคทางจิตเวชอื่น
บางคนเริ่มดื่มเพราะต้องการลดความเครียดหรือช่วยให้นอนหลับ ขณะที่การดื่มเองก็สามารถทำให้อาการทางอารมณ์ ความวิตกกังวล และการนอนซับซ้อนขึ้นได้
ในบางกรณี อาการทางจิตเวชอาจเกิดจากผลของแอลกอฮอล์หรือการถอนแอลกอฮอล์โดยตรง
จิตแพทย์จึงต้องประเมิน ทั้งปัญหาการดื่มและสุขภาพจิตไปพร้อมกัน แทนที่จะรีบสรุปว่าอาการทุกอย่างเกิดจากโรคใดโรคหนึ่ง
อาการถอนแอลกอฮอล์ (Alcohol Withdrawal) คืออะไร?
หากดื่มแอลกอฮอล์หนักหรือสม่ำเสมอจนร่างกายเกิดการพึ่งพา เมื่อหยุดหรือลดปริมาณอย่างรวดเร็ว ระบบประสาทอาจเกิดการตอบสนองที่เรียกว่า Alcohol Withdrawal หรือภาวะถอนแอลกอฮอล์
อาการอาจประกอบด้วย
- มือสั่น
- เหงื่อออก
- ใจสั่น
- กระสับกระส่าย
- วิตกกังวล
- คลื่นไส้
- ปวดศีรษะ
- นอนไม่หลับ
- หงุดหงิด
- ประสาทหลอนในบางราย
และในรายที่รุนแรงอาจเกิด
- ชักจากการถอนแอลกอฮอล์
- Delirium Tremens (DTs)
Delirium Tremens คือภาวะถอนแอลกอฮอล์รุนแรงที่อาจมีอาการสับสนมาก กระสับกระส่าย ระบบประสาทอัตโนมัติทำงานผิดปกติ และอาจมีประสาทหลอนร่วมด้วย เป็นภาวะที่ต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน
ดังนั้น หากดื่มหนักเป็นประจำหรือเคยมีอาการถอนมาก่อน ไม่ควรหยุดแอลกอฮอล์ทันทีด้วยตนเองโดยไม่ได้รับการประเมิน
เป้าหมายไม่ใช่การบอกว่า “อย่าเลิกดื่ม” แต่คือ เลิกอย่างปลอดภัย
แบบไหนที่ไม่ควรหยุดเหล้าเอง?
ควรปรึกษาแพทย์ก่อนวางแผนหยุด โดยเฉพาะหาก
- ดื่มหนักหรือดื่มเป็นประจำต่อเนื่อง
- ต้องดื่มเพื่อให้อาการมือสั่นหรือไม่สบายดีขึ้น
- เคยมีอาการถอนรุนแรง
- เคยชักหลังลดหรือหยุดแอลกอฮอล์
- เคยมี Delirium Tremens
- เคยมีประสาทหลอนขณะถอน
- มีโรคทางกายร่วมหลายโรค
- ใช้ยาหรือสารชนิดอื่นร่วมด้วย
ผู้ป่วยแต่ละคนมีความเสี่ยงไม่เท่ากัน แพทย์จึงต้องประเมินก่อนว่าการหยุดสามารถทำแบบผู้ป่วยนอกได้อย่างปลอดภัยหรือจำเป็นต้องได้รับการดูแลในสถานพยาบาล
ปัญหาการดื่มและภาวะติดแอลกอฮอล์ รักษาอย่างไร?
การรักษาไม่ได้มีเพียงคำว่า
“ต้องใจแข็งแล้วเลิกให้ได้”
Alcohol Use Disorder เป็นปัญหาสุขภาพที่สามารถใช้ทั้งการรักษาทางการแพทย์และการดูแลทางจิตใจร่วมกันได้
แผนการรักษาขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรง รูปแบบการดื่ม ความเสี่ยงจาก Withdrawal โรคทางกาย โรคทางจิตเวชที่เกิดร่วม และเป้าหมายของผู้ป่วย
1. ประเมินรูปแบบการดื่ม
แพทย์อาจถามเรื่อง
- ดื่มอะไร
- ปริมาณเท่าใด
- ดื่มบ่อยแค่ไหน
- ดื่มมานานเท่าใด
- เคยพยายามลดหรือหยุดหรือไม่
- เคยมีอาการถอนหรือไม่
- เคยชักหรือสับสนจากการถอนหรือไม่
- ใช้สารเสพติดหรือยาชนิดอื่นร่วมด้วยหรือไม่
- มีโรคทางกายอะไร
- มีอาการซึมเศร้า วิตกกังวล นอนไม่หลับ หรืออาการทางจิตเวชอื่นหรือไม่
- การดื่มส่งผลต่อชีวิตอย่างไร
เป้าหมายของการถามไม่ใช่การตำหนิ แต่เพื่อวางแผนการรักษาให้ปลอดภัย
2. ดูแลอาการถอนแอลกอฮอล์อย่างปลอดภัย
หากมีความเสี่ยงต่อ Alcohol Withdrawal แพทย์จะประเมินระดับความรุนแรงและวางแผนดูแลอย่างเหมาะสม
ในทางการแพทย์มียาที่ใช้รักษาและป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากการถอนแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะในผู้ที่มีความเสี่ยงต่ออาการถอนรุนแรงหรือชัก
การดูแลระยะถอนเป็นเพียง ส่วนแรกของการรักษา ไม่ใช่จุดสิ้นสุด เพราะหลังผ่านช่วงถอนแล้ว ยังต้องดูแลปัจจัยที่ทำให้กลับไปดื่มอีก
3. ยาช่วยรักษา Alcohol Use Disorder
นอกจากยาที่ใช้ดูแลอาการถอนแล้ว ยังมียาบางชนิดที่แพทย์อาจพิจารณาเพื่อช่วยในการรักษาปัญหาการดื่มในระยะต่อเนื่อง
การเลือกใช้ยาขึ้นอยู่กับเป้าหมายการรักษา รูปแบบการดื่ม สุขภาพร่างกาย โรคร่วม และข้อห้ามของยาแต่ละชนิด
จึงควรได้รับการประเมินและติดตามโดยแพทย์ ไม่ควรซื้อยารักษาการติดแอลกอฮอล์มาใช้เอง
4. จิตบำบัดและการปรับพฤติกรรม
การรักษาทางจิตใจสามารถช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจว่า
- อะไรเป็นตัวกระตุ้นให้ดื่ม
- ดื่มเพื่อรับมือกับความรู้สึกอะไร
- สถานการณ์ใดทำให้ควบคุมยาก
- จะรับมือกับความอยากดื่มอย่างไร
- จะปฏิเสธการดื่มในสถานการณ์ทางสังคมอย่างไร
- จะจัดการความเครียดด้วยวิธีอื่นได้อย่างไร
- จะวางแผนป้องกันการกลับไปดื่มได้อย่างไร
เป้าหมายไม่ใช่การตัดสินว่า “ทำไมไม่เลิกเสียที” แต่คือการทำความเข้าใจรูปแบบของปัญหาและสร้างวิธีรับมือที่ใช้งานได้จริง
5. รักษาโรคทางจิตเวชที่เกิดร่วมกัน
หากผู้ป่วยมีโรคซึมเศร้า วิตกกังวล Bipolar ปัญหาการนอน หรือโรคทางจิตเวชอื่นร่วมด้วย ควรประเมินและวางแผนรักษาไปพร้อมกัน
เพราะหากรักษาเฉพาะการดื่มแต่ปล่อยให้ปัญหาสุขภาพจิตที่เกี่ยวข้องยังคงอยู่ การรักษาอาจยากขึ้น
ถ้ากลับไปดื่มอีก แปลว่าการรักษาล้มเหลวไหม?
ไม่ควรมองการกลับไปดื่มเพียงครั้งหนึ่งว่า
“ทุกอย่างที่ทำมาสูญเปล่า”
หรือ
“รักษาไม่ได้แล้ว”
สิ่งที่มีประโยชน์กว่าคือกลับมาดูว่า
อะไรเกิดขึ้นก่อนกลับไปดื่ม?
อาจเป็นความเครียด การทะเลาะกับคนในครอบครัว ความเหงา การนอนไม่หลับ การกลับไปเจอกลุ่มเพื่อนเดิม ความอยากดื่ม หรือหยุดการรักษา
ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาใช้ปรับแผนป้องกันการกลับไปดื่มครั้งต่อไปได้
การกลับไปดื่มจึงควรเป็นเหตุให้ กลับมาประเมินและปรับแผน ไม่ใช่เหตุผลที่จะรู้สึกว่าตนเองหมดโอกาสรักษา
ครอบครัวควรช่วยคนที่มีปัญหาการดื่มอย่างไร?
ครอบครัวมักอยู่ในสถานการณ์ที่ยาก เพราะทั้งเป็นห่วง โกรธ เหนื่อย และอาจได้รับผลกระทบจากการดื่มโดยตรง
การพูดว่า
“ถ้ารักครอบครัวจริงก็ต้องเลิกได้”
“ไม่มีความรับผิดชอบ”
“ทำไมไม่มีใจแข็งเหมือนคนอื่น”
อาจเพิ่มความรู้สึกผิดและทำให้ผู้ป่วยหลีกเลี่ยงการพูดถึงปัญหา
อาจลองพูดจากสิ่งที่สังเกตเห็น เช่น
“ช่วงนี้เราเห็นว่าคุณพยายามลดหลายครั้งแต่ดูเหมือนจะลำบากมาก”
“เราเป็นห่วงเพราะช่วงที่ไม่ได้ดื่มคุณมีมือสั่นและนอนไม่ได้”
“เราไม่ได้อยากมาตัดสิน แต่อยากพาไปคุยกับหมอว่ามีวิธีช่วยให้ลดหรือหยุดได้ปลอดภัยกว่านี้ไหม”
ขณะเดียวกัน การเข้าใจโรคไม่ได้หมายความว่าครอบครัวต้องยอมรับพฤติกรรมทุกอย่าง
หากมีความรุนแรง ขับรถขณะเมา ใช้เงินจนกระทบครอบครัว หรือมีพฤติกรรมที่ไม่ปลอดภัย ครอบครัวสามารถกำหนดขอบเขตเพื่อปกป้องความปลอดภัยของตนเองและสมาชิกคนอื่นได้
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปัญหาการดื่มและภาวะติดแอลกอฮอล์ (FAQ)
ต้องดื่มทุกวันถึงเรียกว่าติดแอลกอฮอล์ไหม?
ไม่จำเป็น การวินิจฉัย Alcohol Use Disorder พิจารณารูปแบบของปัญหา เช่น การควบคุมการดื่ม ความอยากดื่ม ผลกระทบต่อชีวิต การดื่มต่อแม้เกิดปัญหา Tolerance และ Withdrawal ไม่ได้ดูเพียงว่าดื่มทุกวันหรือไม่
ยังทำงานได้ แปลว่ายังไม่ติดหรือไม่?
ไม่เสมอไป บางคนยังสามารถทำงานหรือดูแลหน้าที่บางอย่างได้ แต่มีปัญหาควบคุมการดื่ม ความสัมพันธ์ สุขภาพ หรือพยายามลดหลายครั้งโดยไม่สำเร็จได้
ดื่มเพื่อช่วยให้นอนหลับได้ไหม?
แอลกอฮอล์อาจทำให้รู้สึกง่วงในช่วงแรก แต่สามารถรบกวนคุณภาพและโครงสร้างของการนอน และเมื่อใช้เป็นวิธีช่วยนอนซ้ำ ๆ อาจทำให้เกิดปัญหาการดื่มตามมาได้ หากต้องพึ่งแอลกอฮอล์เพื่อให้นอนหลับ ควรประเมินทั้งปัญหาการนอนและรูปแบบการดื่ม
อยากเลิกเหล้า สามารถหยุดทันทีได้ไหม?
หากดื่มไม่มากและไม่มีการพึ่งพาทางร่างกาย ความเสี่ยงอาจแตกต่างจากผู้ที่ดื่มหนักต่อเนื่อง แต่ถ้าดื่มหนักเป็นประจำ เคยมีอาการมือสั่นเมื่อไม่ได้ดื่ม เคยชัก เคยสับสนหรือมีประสาทหลอนขณะถอน ไม่ควรหยุดเองโดยไม่ได้รับการประเมินทางการแพทย์ เพราะ Alcohol Withdrawal สามารถรุนแรงและเป็นอันตรายได้
มียาช่วยเลิกแอลกอฮอล์ไหม?
มีการรักษาด้วยยาที่แพทย์สามารถพิจารณาได้ ทั้งยาสำหรับดูแลช่วงถอนและยาบางชนิดที่ใช้ในการรักษาระยะต่อเนื่อง แต่ยาแต่ละชนิดมีข้อบ่งใช้และข้อควรระวังต่างกัน จึงต้องเลือกตามผู้ป่วยแต่ละคน
เมื่อไหร่ควรไปโรงพยาบาลทันที?
หากหลังลดหรือหยุดดื่มมีอาการ ชัก สับสนมาก กระสับกระส่ายรุนแรง ประสาทหลอน หรือระดับความรู้สึกตัวผิดปกติ ควรไปโรงพยาบาลทันที
หากมีความคิดหรือพฤติกรรมทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น หรืออยู่ในภาวะที่ไม่สามารถรักษาความปลอดภัยของตนเองได้ ก็ควรได้รับการประเมินเร่งด่วนเช่นกัน
ปรึกษาปัญหาการดื่มและภาวะติดแอลกอฮอล์ ที่ Piti Clinic
หากคุณเริ่มรู้สึกว่า ควบคุมการดื่มได้ยาก ดื่มมากกว่าที่ตั้งใจ พยายามลดหลายครั้งแต่กลับมาดื่มอีก ต้องดื่มมากขึ้น หรือเริ่มมีอาการเมื่อไม่ได้ดื่ม ไม่จำเป็นต้องรอให้เสียงาน เสียครอบครัว หรือสุขภาพทรุดหนักก่อนมาขอความช่วยเหลือ
และคุณไม่จำเป็นต้องมั่นใจก่อนว่า
“ฉันติดแอลกอฮอล์หรือยัง?”
เพียงรู้สึกว่าการดื่มกำลังสร้างปัญหา ก็เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะเข้ามาประเมินได้
ที่ Piti Clinic จิตแพทย์และทีมสุขภาพจิตสามารถประเมินรูปแบบการดื่ม ความรุนแรงของ Alcohol Use Disorder ความเสี่ยงจากการถอนแอลกอฮอล์ สุขภาพจิตที่เกิดร่วม รวมถึงช่วยวางแผนการรักษาและป้องกันการกลับไปดื่มให้เหมาะกับแต่ละคน
การเข้ามาปรึกษาไม่ใช่การถูกตัดสินว่า “เป็นคนติดเหล้า”
แต่เป็นการเริ่มต้นทำความเข้าใจว่า แอลกอฮอล์กำลังส่งผลต่อชีวิตอย่างไร และเราจะช่วยให้คุณกลับมามีทางเลือกในการใช้ชีวิตมากขึ้นได้อย่างไร