ข้ามไปเนื้อหา
โทร 090 230 6000LINE @piticlinic

โรคแพนิคหรือโรคตื่นตระหนก (Panic Disorder) อาการ สาเหตุ และการรักษา

เนื้อหาโดยทีมแพทย์ปีติ คลินิก · ตรวจทานโดย นพ. พิชญุตม์ เกษมภักดีพงษ์ (จิตแพทย์) · 13 กันยายน 2569

อยู่ ๆ ใจก็เต้นแรง หายใจไม่อิ่ม แน่นหน้าอก มือสั่น เหงื่อออก รู้สึกเหมือนจะเป็นลมหรือควบคุมตัวเองไม่ได้ บางคนกลัวว่าตัวเองกำลังหัวใจวาย กำลังจะตาย หรือจะเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้น ทั้งที่ก่อนหน้านั้นอาจไม่ได้มีสัญญาณเตือนอะไรเลย

อาการลักษณะนี้อาจเกิดขึ้นจาก Panic Attack หรืออาการแพนิค แต่การมี Panic Attack ไม่ได้หมายความว่าจะเป็น โรคแพนิคหรือโรคตื่นตระหนก (Panic Disorder) ทุกคน โรคแพนิคมีลักษณะสำคัญคือเกิด Panic Attack ซ้ำ ๆ แบบที่คาดเดาได้ยาก และหลังจากนั้นยังมีความกังวลว่าจะเกิดอาการอีก หรือเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดอาการ จนเริ่มส่งผลต่อการทำงาน การเดินทาง ความสัมพันธ์ หรือการใช้ชีวิต

โรคแพนิค คืออะไร?

โรคแพนิค (Panic Disorder) เป็นโรคในกลุ่มโรควิตกกังวล มีลักษณะสำคัญคือการเกิด Panic Attack ซ้ำ ๆ โดยเฉพาะอาการที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด

Panic Attack คือช่วงเวลาที่เกิดความกลัวหรือความไม่สบายอย่างรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับอาการทางร่างกายและความคิดหลายอย่าง เช่น ใจสั่น หายใจไม่อิ่ม แน่นหน้าอก เวียนศีรษะ มือสั่น เหงื่อออก หรือกลัวว่าจะตาย

อาการมักเพิ่มความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้ที่กำลังมีอาการรู้สึกเหมือนกำลังเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นกับร่างกายจริง ๆ

หลังจากเคยมีอาการรุนแรง ผู้ป่วยบางคนเริ่มกลัวว่า “ถ้าเกิดขึ้นอีกจะทำอย่างไร” จึงคอยสังเกตการเต้นของหัวใจหรือความรู้สึกในร่างกายอยู่ตลอด หลีกเลี่ยงสถานที่ที่เคยเกิดอาการ ไม่กล้าขับรถ ไม่กล้าเดินทางคนเดียว หรือพยายามอยู่ใกล้โรงพยาบาลเพราะกลัวว่าจะไม่มีคนช่วย

ดังนั้น โรคแพนิคจึงไม่ใช่เพียงการ “ตกใจง่าย” แต่เป็นภาวะที่อาการตื่นตระหนกและความกลัวว่าจะเกิดอาการครั้งต่อไปสามารถสร้างความทุกข์และจำกัดการใช้ชีวิตได้

อาการของโรคแพนิค มีอะไรบ้าง?

อาการแพนิคสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งทางร่างกาย ความคิด และพฤติกรรม โดยแต่ละคนอาจมีอาการแตกต่างกัน

อาการทางร่างกายขณะเกิด Panic Attack

อาจมีอาการใจสั่น หัวใจเต้นแรงหรือเร็ว เหงื่อออก ตัวสั่นหรือมือสั่น หายใจไม่อิ่ม รู้สึกเหมือนหายใจไม่ทัน แน่นหรือเจ็บหน้าอก คลื่นไส้หรือไม่สบายท้อง เวียนศีรษะ มึนงง หรือรู้สึกเหมือนจะเป็นลม

บางคนอาจรู้สึกร้อนวูบวาบหรือหนาวสั่น รวมถึงมีอาการชาหรือรู้สึกเหมือนมีอะไรไต่ตามแขนขา

อาการด้านความรู้สึกและความคิด

ขณะที่ร่างกายกำลังเกิดอาการ ผู้ป่วยอาจรู้สึกกลัวอย่างรุนแรง เช่น

“เรากำลังจะหัวใจวายหรือเปล่า”

“เราจะเป็นลมไหม”

“เรากำลังจะตายหรือเปล่า”

“เราจะควบคุมตัวเองไม่ได้ไหม”

บางคนอาจรู้สึกเหมือนสิ่งรอบตัวไม่จริง หรือรู้สึกแปลกแยกจากตัวเอง ซึ่งสามารถยิ่งเพิ่มความกลัวในขณะนั้น

อาการหลังจากเคยเกิด Panic Attack

สำหรับผู้ที่เป็นโรคแพนิค ปัญหาอาจไม่ได้จบลงเมื่อ Panic Attack หายไป เพราะอาจเกิดความกังวลต่อเนื่องว่าจะมีอาการอีก

บางคนเริ่มตรวจชีพจรบ่อย ๆ คอยสังเกตการหายใจ หลีกเลี่ยงกาแฟหรือการออกกำลังกายเพราะกลัวหัวใจเต้นเร็ว ไม่กล้าอยู่คนเดียว หรือหลีกเลี่ยงสถานที่ที่คิดว่าหากเกิดอาการแล้วจะออกไปหรือขอความช่วยเหลือได้ยาก

อาการของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน และการมี Panic Attack เพียงครั้งเดียวไม่ได้หมายความว่าจะเป็นโรคแพนิคเสมอไป นอกจากนี้ อาการอย่างใจสั่น เจ็บหน้าอก หายใจไม่อิ่ม หรือเวียนศีรษะสามารถเกิดจากโรคทางกายได้เช่นกัน จึงไม่ควรสรุปว่าเป็นแพนิคด้วยตนเองโดยเฉพาะเมื่อเป็นอาการใหม่หรือมีความรุนแรง

แบบไหนที่อาจเข้าข่ายโรคแพนิค?

การพิจารณาว่าอาการอาจเข้าข่ายโรคแพนิคหรือไม่ ควรมองร่วมกันทั้ง ความรุนแรง ระยะเวลา และผลกระทบต่อชีวิต

ตัวอย่างเช่น คนหนึ่งอาจเคยมีอาการใจเต้นแรงและกลัวมากในสถานการณ์ที่กดดัน แต่เมื่อสถานการณ์ผ่านไปก็กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

แต่อีกคนอาจเคยเกิด Panic Attack โดยไม่คาดคิด หลังจากนั้นแม้อาการทางร่างกายจะหายแล้ว แต่กลับใช้เวลาหลายสัปดาห์กังวลว่า “มันจะเกิดอีกเมื่อไหร่”

จากที่เคยนั่งรถไฟฟ้าได้ ก็เริ่มหลีกเลี่ยง จากที่เคยขับรถคนเดียวได้ ก็ต้องให้คนอื่นไปด้วย หรือก่อนออกจากบ้านต้องตรวจสอบก่อนว่าบริเวณนั้นมีโรงพยาบาลอยู่ใกล้หรือไม่

บางคนอาจไม่ได้มี Panic Attack ทุกวัน แต่ชีวิตกลับถูกจัดระเบียบใหม่เพื่อ “ป้องกันไม่ให้แพนิคเกิดขึ้น” จนการเดินทาง การทำงาน การเข้าสังคม หรือการใช้ชีวิตอย่างอิสระลดลง

หากมีอาการตื่นตระหนกเกิดขึ้นซ้ำ ๆ มีความกังวลอย่างต่อเนื่องว่าจะเกิดอาการอีก หรือเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมและหลีกเลี่ยงสิ่งต่าง ๆ เพราะกลัวอาการ สามารถปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาเพื่อรับการประเมินอย่างเหมาะสมได้

โรคแพนิค เกิดจากอะไร?

โรคแพนิคไม่ได้เกิดจากการเป็นคน “ขี้กลัว” หรือ “ไม่เข้มแข็ง” และมักไม่ได้เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับหลายปัจจัยร่วมกัน

ปัจจัยทางชีวภาพ

พันธุกรรมและความเปราะบางทางชีวภาพอาจมีส่วนเกี่ยวข้อง รวมถึงระบบในสมองและร่างกายที่ทำหน้าที่ตรวจจับและตอบสนองต่อภัย

โดยปกติ เมื่อสมองรับรู้ว่ากำลังเผชิญอันตราย ร่างกายจะเข้าสู่ภาวะเตรียมรับมือ เช่น หัวใจเต้นเร็ว หายใจเร็ว กล้ามเนื้อตึง และตื่นตัวมากขึ้น ใน Panic Attack ระบบตอบสนองดังกล่าวอาจเกิดขึ้นอย่างรุนแรงแม้ในขณะนั้นไม่ได้มีภัยอันตรายชัดเจนอยู่ตรงหน้า

ปัจจัยทางจิตใจ

หลังจากเคยมี Panic Attack ครั้งหนึ่ง ความกลัวต่ออาการทางร่างกายอาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของวงจรแพนิค

ตัวอย่างเช่น เมื่อรู้สึกว่าหัวใจเต้นเร็ว ผู้ป่วยอาจตีความว่า “หัวใจเรากำลังมีปัญหา” ความคิดนี้ทำให้กลัวมากขึ้น ร่างกายจึงยิ่งตื่นตัว หัวใจยิ่งเต้นเร็ว และทำให้รู้สึกมั่นใจมากขึ้นว่ากำลังเกิดอันตราย

วงจรระหว่าง ความรู้สึกทางร่างกาย → การตีความว่าเป็นอันตราย → ความกลัวเพิ่มขึ้น → อาการทางร่างกายเพิ่มขึ้น อาจมีส่วนทำให้อาการดำเนินต่อไป

ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเหตุการณ์ในชีวิต

ความเครียดสะสม การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในชีวิต การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือเหตุการณ์ที่สร้างความกดดันอาจมีส่วนกระตุ้นอาการในบางคน

นอกจากนี้ คาเฟอีน สารกระตุ้น แอลกอฮอล์ สารเสพติด ยาบางชนิด หรือโรคทางกายบางอย่างอาจทำให้เกิดอาการคล้าย Panic Attack หรือทำให้อาการรุนแรงขึ้น จึงควรได้รับการประเมินอย่างเหมาะสม

โรคแพนิค รักษาอย่างไร?

แนวทาง รักษาแพนิค ขึ้นอยู่กับความถี่และความรุนแรงของ Panic Attack ระดับความกังวลระหว่างครั้ง ผลกระทบต่อชีวิต โรคทางจิตเวชหรือโรคทางกายที่เกิดร่วมกัน รวมถึงความต้องการและบริบทของแต่ละคน

การประเมินและวินิจฉัย

จิตแพทย์จะประเมินลักษณะของ Panic Attack ว่าเกิดขึ้นอย่างไร มีอาการอะไรบ้าง เกิดบ่อยเพียงใด มีความกังวลหลังเกิดอาการหรือไม่ และผู้ป่วยเริ่มหลีกเลี่ยงหรือเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตเพราะกลัวอาการมากเพียงใด

นอกจากนี้ยังอาจประเมินโรควิตกกังวลอื่น โรคซึมเศร้า การใช้ยา คาเฟอีน แอลกอฮอล์หรือสารต่าง ๆ รวมถึงพิจารณาว่ามีโรคทางกายที่สามารถอธิบายอาการได้หรือไม่

การรักษาด้วยยา

จิตแพทย์อาจพิจารณาการรักษาด้วยยาในผู้ป่วยบางราย โดยเลือกชนิดยาตามอาการ ความรุนแรง โรคร่วม สุขภาพโดยรวม และความเสี่ยงจากผลข้างเคียง

ยาบางกลุ่มใช้เป็นการรักษาระยะยาวและอาจต้องใช้เวลาจึงเริ่มเห็นผล ขณะที่ยาที่ช่วยลดความวิตกกังวลอย่างรวดเร็วบางประเภทมีข้อจำกัดและความเสี่ยงในการใช้ จึงควรใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์

ไม่ควรเพิ่ม ลด หรือหยุดยาด้วยตนเอง

จิตบำบัด

Cognitive Behavioral Therapy (CBT) เป็นแนวทางจิตบำบัดที่มีหลักฐานสนับสนุนสำหรับโรคแพนิค โดยช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจวงจรระหว่างความรู้สึกทางร่างกาย ความคิด ความกลัว และพฤติกรรมหลีกเลี่ยง

ส่วนหนึ่งของการบำบัดอาจเกี่ยวข้องกับการค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะเผชิญกับความรู้สึกทางร่างกายหรือสถานการณ์ที่กลัวอย่างเป็นระบบและปลอดภัย เพื่อช่วยลดการตีความอาการเหล่านั้นว่าเป็นอันตรายและลดพฤติกรรมหลีกเลี่ยง

การบำบัดควรวางแผนตามความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละคน ไม่ควรบังคับตัวเองให้เผชิญสถานการณ์ที่กลัวอย่างรุนแรงโดยไม่มีแผนหรือความเข้าใจที่เหมาะสม

การดูแลตนเองและการปรับพฤติกรรม

การนอนให้เพียงพอ การรับประทานอาหารเป็นเวลา การออกกำลังกายตามความเหมาะสม และการสังเกตว่าคาเฟอีนหรือสารกระตุ้นทำให้อาการเพิ่มขึ้นหรือไม่ สามารถช่วยสนับสนุนการรักษาได้

การฝึกหายใจหรือการผ่อนคลายอาจช่วยลดความตึงเครียดในบางสถานการณ์ แต่เป้าหมายระยะยาวไม่จำเป็นต้องเป็นการควบคุมร่างกายทุกครั้งที่รู้สึกใจเต้นเร็ว เพราะการกลัวความรู้สึกทางร่างกายมากเกินไปอาจเป็นส่วนหนึ่งของวงจรแพนิคได้

แผนการรักษาไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกคน และควรพิจารณาร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ

โรคแพนิคอันตรายไหม รักษาหายไหม?

Panic Attack สามารถทำให้รู้สึกน่ากลัวอย่างมาก เพราะอาการเกิดขึ้นจริงทางร่างกายและอาจคล้ายภาวะฉุกเฉิน เช่น หัวใจเต้นแรง เจ็บหน้าอก หายใจไม่อิ่ม หรือเวียนศีรษะ

สำหรับผู้ที่ได้รับการประเมินแล้วว่าเป็นโรคแพนิค ตัว Panic Attack เองโดยทั่วไปไม่ได้หมายความว่ากำลังหัวใจวายหรือกำลังจะเสียชีวิต และ โรคแพนิคเป็นภาวะที่สามารถรักษาให้อาการดีขึ้นและควบคุมได้

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรเหมารวมว่าอาการเจ็บหน้าอก ใจสั่น หรือหายใจลำบากทุกครั้งเป็นแพนิค โดยเฉพาะอาการที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แตกต่างจากอาการเดิมอย่างชัดเจน หรือมีลักษณะที่น่ากังวล เพราะโรคทางกายหลายชนิดสามารถทำให้เกิดอาการคล้ายกันได้

หากมีอาการเจ็บหรือแน่นหน้าอกรุนแรง หายใจลำบากมาก หมดสติ หรือมีอาการทางร่างกายรุนแรงที่ไม่เคยได้รับการประเมิน ควรเข้ารับการประเมินทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน

หลังจากตัดสาเหตุทางกายที่สำคัญและได้รับการวินิจฉัยอย่างเหมาะสมแล้ว การรักษาด้วยจิตบำบัด ยา หรือทั้งสองแนวทางร่วมกัน สามารถช่วยลดทั้ง Panic Attack ความกลัวว่าจะเกิดอาการครั้งต่อไป และพฤติกรรมหลีกเลี่ยงได้

เป้าหมายสำคัญของการรักษาไม่ใช่เพียง “ทำอย่างไรไม่ให้หัวใจเต้นแรงอีกเลย” แต่คือการช่วยให้ผู้ป่วยค่อย ๆ กลับมาใช้ชีวิตได้โดยไม่ต้องจัดทุกอย่างรอบตัวเพื่อหลีกเลี่ยงแพนิค

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคแพนิค (FAQ)

โรคแพนิครักษาหายไหม?

โรคแพนิคสามารถรักษาให้อาการดีขึ้นและควบคุมได้ การรักษาอาจใช้ CBT ยา หรือทั้งสองวิธีร่วมกันตามความเหมาะสม หลายคนสามารถกลับไปทำกิจกรรมหรือใช้ชีวิตในสถานการณ์ที่เคยหลีกเลี่ยงได้อีกครั้ง

โรคแพนิคต้องกินยาหรือไม่?

ไม่จำเป็นว่าทุกคนต้องได้รับยา แนวทางรักษาขึ้นอยู่กับความถี่และความรุนแรงของอาการ ผลกระทบต่อชีวิต โรคร่วม และความเหมาะสมของแต่ละคน จิตบำบัดโดยเฉพาะ CBT เป็นอีกแนวทางสำคัญในการรักษาโรคแพนิค

แพนิคทำให้หัวใจหยุดเต้นหรือเสียชีวิตได้ไหม?

อาการแพนิคสามารถทำให้หัวใจเต้นเร็ว แน่นหน้าอก และรู้สึกเหมือนกำลังเกิดอันตรายร้ายแรง แต่ไม่ควรวินิจฉัยอาการเหล่านี้ว่าเป็นแพนิคด้วยตนเอง เพราะโรคทางกายสามารถมีอาการคล้ายกันได้ โดยเฉพาะหากเป็นครั้งแรกหรืออาการแตกต่างจากเดิม ควรได้รับการประเมินทางการแพทย์

เมื่อไหร่ควรพบจิตแพทย์?

หากเกิด Panic Attack ซ้ำ ๆ เริ่มกังวลว่าจะเกิดอาการอีก หรือเริ่มหลีกเลี่ยงการเดินทาง การอยู่คนเดียว การออกกำลังกาย หรือกิจกรรมต่าง ๆ จนกระทบชีวิต สามารถปรึกษาจิตแพทย์ได้โดยไม่จำเป็นต้องรอให้อาการรุนแรง

คนใกล้ตัวควรช่วยอย่างไรเวลาผู้ป่วยมีอาการแพนิค?

พยายามอยู่กับผู้ป่วยด้วยท่าทีสงบ รับฟังและช่วยให้รู้สึกปลอดภัย หลีกเลี่ยงการตำหนิว่า “คิดไปเอง” หรือบังคับให้หยุดกลัวทันที หากอาการเป็นครั้งแรก รุนแรงผิดปกติ หรือไม่แน่ใจว่าเกิดจากโรคทางกายหรือไม่ ควรพาไปรับการประเมินทางการแพทย์

โรคแพนิคต่างจากโรควิตกกังวลทั่วไปอย่างไร?

โรคแพนิคมีจุดเด่นคือ Panic Attack ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันและความกังวลหรือพฤติกรรมที่ตามมาหลังเกิดอาการ ส่วนโรควิตกกังวลทั่วไปมักมีความกังวลเกี่ยวกับหลายเรื่องในชีวิตต่อเนื่องและควบคุมได้ยาก อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยสามารถมีมากกว่าหนึ่งภาวะร่วมกันได้

ปรึกษาและรักษาโรคแพนิค ที่ Piti Clinic

หากคุณกำลังมีอาการใจสั่น หายใจไม่อิ่ม แน่นหน้าอก เวียนศีรษะ หรือรู้สึกกลัวอย่างรุนแรงเป็นช่วง ๆ และหลังจากนั้นต้องใช้ชีวิตด้วยความกังวลว่า “เมื่อไหร่มันจะเกิดอีก” คุณไม่จำเป็นต้องรอให้อาการรุนแรงหรือหลีกเลี่ยงการใช้ชีวิตมากขึ้นก่อนจึงค่อยขอความช่วยเหลือ

ที่ Piti Clinic ทีมจิตแพทย์ นักจิตวิทยา และบุคลากรด้านสุขภาพจิต พร้อมรับฟัง ประเมินปัญหา และวางแนวทางการดูแลที่เหมาะสมกับแต่ละคน โดยคำนึงถึงทั้งอาการ ชีวิตประจำวัน ความสัมพันธ์ และเป้าหมายในการรักษา

การดูแลโรคแพนิคอาจประกอบด้วยการประเมินและวินิจฉัยโดยจิตแพทย์ การรักษาด้วยยาตามข้อบ่งชี้ จิตบำบัด รวมถึงการติดตามอาการและปรับแผนการรักษาตามความเหมาะสมของแต่ละคน

โทร 090 230 6000นัดผ่าน LINE