ข้ามไปเนื้อหา
โทร 090 230 6000LINE @piticlinic

ภาวะหมดไฟจากการทำงาน (Burnout) อาการ สาเหตุ และวิธีรับมือ

เนื้อหาโดยทีมแพทย์ปีติ คลินิก · ตรวจทานโดย นพ. พิชญุตม์ เกษมภักดีพงษ์ (จิตแพทย์) · 13 กันยายน 2569

“เมื่อก่อนทำงานหนักกว่านี้ยังไหว แต่ตอนนี้แค่คิดว่าจะเริ่มงานก็เหนื่อยแล้ว”

“วันหยุดก็พัก แต่พอกลับมาทำงานไม่กี่วันก็หมดแรงเหมือนเดิม”

“เริ่มไม่อยากคุยกับคนที่ทำงาน รู้สึกเบื่อและไม่อินกับสิ่งที่เคยตั้งใจทำ”

“รู้ว่ามีงานต้องทำ แต่เหมือนตัวเองไม่มีพลังจะเริ่ม”

“ไม่แน่ใจว่าตัวเองแค่หมดไฟ หรือกำลังเป็นโรคซึมเศร้า”

ภาวะหมดไฟจากการทำงาน (Burnout) เป็นภาวะที่สัมพันธ์กับความเครียดเรื้อรังจากการทำงานที่ไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม จนเริ่มเกิดความเหนื่อยล้า รู้สึกห่างเหินหรือมีความรู้สึกด้านลบต่องาน และรู้สึกว่าความสามารถในการทำงานของตนเองลดลง

Burnout ไม่ได้หมายความว่าคนคนนั้นไม่อดทน ขี้เกียจ หรือไม่เหมาะกับการทำงาน บางคนที่เกิดภาวะหมดไฟอาจเป็นคนที่เคยทุ่มเทและรับผิดชอบกับงานมาก จนพยายามฝืนทำต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่มีโอกาสฟื้นตัวอย่างเพียงพอ

อย่างไรก็ตาม อาการของ Burnout บางส่วนสามารถคล้ายกับโรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล และปัญหาการนอนได้ หากอาการเริ่มรุนแรงหรือกระจายไปยังชีวิตด้านอื่น จึงควรได้รับการประเมินเพิ่มเติม ไม่ควรสรุปว่าอาการทั้งหมดเกิดจากการหมดไฟเพียงอย่างเดียว

ภาวะหมดไฟจากการทำงาน (Burnout) คืออะไร?

Burnout หรือภาวะหมดไฟจากการทำงาน เป็นภาวะที่เกิดขึ้นในบริบทของการทำงาน โดยสัมพันธ์กับความเครียดจากงานที่เกิดขึ้นเรื้อรังและไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม

ลักษณะสำคัญประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่ ความรู้สึกหมดพลังหรือเหนื่อยล้า ความรู้สึกห่างเหินจากงานหรือมีความรู้สึกด้านลบต่องานมากขึ้น และความรู้สึกว่าประสิทธิภาพในการทำงานของตนเองลดลง

ความเหนื่อยหลังจากทำงานหนักในบางช่วงยังไม่จำเป็นต้องหมายถึง Burnout เช่น หากกำลังปิดโปรเจกต์ใหญ่ อาจรู้สึกเหนื่อยและเครียดมาก แต่เมื่อโครงการสิ้นสุดและได้พักอย่างเพียงพอก็สามารถกลับมารู้สึกเป็นปกติได้

ในภาวะหมดไฟ ความเหนื่อยมักสะสมมากขึ้น การพักระยะสั้นอาจช่วยได้ไม่เต็มที่ และความรู้สึกที่มีต่องานอาจเริ่มเปลี่ยนไปจากเดิม

Burnout เป็นโรคทางจิตเวชหรือไม่?

Burnout ไม่ใช่ชื่อโรคทางจิตเวช

องค์การอนามัยโลกกล่าวถึง Burnout ใน ICD-11 ในฐานะปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน โดยเป็นผลจากความเครียดเรื้อรังในสถานที่ทำงานที่ไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม และไม่ได้จัด Burnout เป็นโรคทางการแพทย์

นอกจากนี้ Burnout ใช้กับบริบทของการทำงานโดยเฉพาะ ไม่ควรนำไปใช้แทนความเหนื่อยหรือความเครียดจากทุกด้านของชีวิตโดยอัตโนมัติ

เนื่องจาก Burnout ไม่ใช่การวินิจฉัยโรคทางจิตเวช จึงไม่มีเกณฑ์ DSM สำหรับวินิจฉัย Burnout แบบเดียวกับโรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล หรือโรคทางจิตเวชอื่น

DSM หรือ Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders เป็นคู่มือเกณฑ์การวินิจฉัยโรคทางจิตเวชของสมาคมจิตแพทย์อเมริกัน ซึ่งเป็นเกณฑ์การวินิจฉัยทางจิตเวชที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในระดับสากล

ดังนั้น หากมีแบบประเมิน Burnout ก็ไม่ควรเข้าใจว่าเป็นการวินิจฉัยโรคทางจิตเวชตาม DSM และหากมีอาการที่อาจเข้ากับโรคอื่น จำเป็นต้องประเมินแยกต่างหาก

อาการของภาวะหมดไฟจากการทำงาน มีอะไรบ้าง?

อาการของ Burnout สามารถแตกต่างกันในแต่ละคน และมักเกิดขึ้นหลายด้านพร้อมกัน

รู้สึกหมดพลังและเหนื่อยล้า

บางคนรู้สึกเหนื่อยตั้งแต่ตื่นนอน ต้องใช้พลังมากในการพาตัวเองไปทำงาน หรือรู้สึกว่าหลังเลิกงานไม่มีพลังเหลือสำหรับชีวิตด้านอื่น

วันหยุดอาจหมดไปกับการนอนหรือพยายามพัก แต่เมื่อกลับไปทำงานไม่นาน ความเหนื่อยก็กลับมาอีก

บางคนยังคงทำงานได้ตามปกติในสายตาของคนรอบตัว แต่ภายในรู้สึกว่าต้องใช้พลังมากกว่าเดิมอย่างชัดเจนเพื่อให้ทำสิ่งเดิมได้

รู้สึกห่างเหินจากงานมากขึ้น

งานที่เคยสนใจหรือให้ความสำคัญอาจเริ่มทำให้รู้สึกเบื่อหน่าย ไม่อยากเกี่ยวข้อง หรือรู้สึกว่าตัวเองเพียงต้องการทำให้แต่ละวันผ่านไป

บางคนเริ่มหงุดหงิดกับเพื่อนร่วมงาน หัวหน้า หรือลูกค้าง่ายขึ้น หรือเริ่มมีความรู้สึกด้านลบต่อองค์กรและงานมากกว่าเดิม

รู้สึกว่าประสิทธิภาพในการทำงานลดลง

อาจรู้สึกว่าสมาธิไม่ดีเหมือนเดิม ทำงานช้าลง ลืมง่าย ตัดสินใจยาก ผัดวันประกันพรุ่ง หรือผิดพลาดมากขึ้น

เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น บางคนเริ่มสงสัยในความสามารถของตัวเองและคิดว่า “ทำไมเรื่องที่เมื่อก่อนทำได้ง่าย ตอนนี้ถึงยากขนาดนี้”

มีอาการทางอารมณ์

ความเหนื่อยสะสมอาจทำให้หงุดหงิดง่ายขึ้น ท้อแท้ เบื่อหน่าย วิตกกังวล หรือไวต่อความกดดันมากกว่าเดิม

บางคนพบว่าอารมณ์จากที่ทำงานติดกลับมาที่บ้าน ทำให้ไม่มีความอดทนกับคู่รัก ลูก หรือครอบครัวเหมือนเดิม

มีปัญหาการนอน

แม้จะเหนื่อยมาก แต่บางคนกลับนอนไม่หลับเพราะยังคิดเรื่องงาน

อาจคิดถึงสิ่งที่ทำผิดพลาด กังวลกับงานวันรุ่งขึ้น หรือตื่นกลางดึกแล้วเริ่มคิดถึงรายการงานทันที

เมื่อการนอนแย่ลง ความเหนื่อย สมาธิ และความสามารถในการรับมือกับความเครียดก็อาจแย่ลงตามไปด้วย

มีอาการทางร่างกาย

บางคนอาจมีอาการปวดศีรษะ ปวดตึงคอ บ่า ไหล่ อ่อนเพลีย หรืออาการทางร่างกายอื่นร่วมด้วย

อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้ไม่ได้เกิดจาก Burnout เท่านั้น หากมีอาการทางร่างกายที่รุนแรง เกิดขึ้นใหม่ หรือผิดปกติ ควรได้รับการประเมินทางการแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่เหมาะสม

แบบไหนที่อาจกำลังมีภาวะหมดไฟจากการทำงาน?

สิ่งหนึ่งที่ช่วยสังเกตได้คือการเปรียบเทียบตัวเองกับช่วงก่อน

เมื่อก่อนอาจเหนื่อยหลังทำงานหนัก แต่เมื่อพักแล้วสามารถกลับมามีพลังได้

เมื่อก่อนอาจมีวันที่ไม่อยากทำงาน แต่ยังมีวันที่รู้สึกสนุก ภูมิใจ หรือมีความหมายกับสิ่งที่ทำ

แต่เมื่อเริ่มหมดไฟ ความรู้สึกเหล่านี้อาจเปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง

อาจรู้สึกเหนื่อยตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน รู้สึกว่าต้องฝืนตัวเองทุกวัน ไม่อยากเกี่ยวข้องกับคนในที่ทำงาน รู้สึกว่าความสามารถลดลง และใช้วันหยุดเกือบทั้งหมดเพื่อพยายามฟื้นพลังสำหรับสัปดาห์ต่อไป

บางคนอาจยังทำงานได้และไม่มีใครสังเกตเห็นความผิดปกติ แต่ภายในรู้สึกว่ากำลังใช้พลังทั้งหมดเพื่อประคองตัวเองให้ผ่านแต่ละวัน

อาการบางอย่างเพียงอย่างเดียวไม่ได้ยืนยันว่าเป็น Burnout สิ่งสำคัญคือดูรูปแบบของอาการ ความต่อเนื่อง บริบทของงาน และผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชีวิต

ภาวะหมดไฟจากการทำงาน เกิดจากอะไร?

Burnout มักเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน และปัจจัยสำคัญจำนวนมากเกี่ยวข้องกับลักษณะงานและสภาพแวดล้อมในการทำงาน

ภาระงานมากเกินไปเป็นเวลานาน

การมีช่วงงานหนักเป็นครั้งคราวอาจเกิดขึ้นได้ในหลายอาชีพ แต่หากปริมาณงานสูงเกินทรัพยากรที่มีอยู่อย่างต่อเนื่อง ร่างกายและจิตใจอาจไม่มีเวลาฟื้นตัว

โดยเฉพาะเมื่อทุกงานกลายเป็นเรื่องเร่งด่วน ต้องทำงานนอกเวลาเป็นประจำ หรือพักแล้วรู้สึกผิด

ควบคุมงานของตัวเองได้น้อย

ความเครียดอาจเพิ่มขึ้นเมื่อไม่สามารถกำหนดวิธีทำงาน จัดลำดับความสำคัญ หรือตัดสินใจในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ของตัวเองได้

การได้รับคำสั่งที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หรือไม่รู้ว่าความคาดหวังที่แท้จริงคืออะไร ก็สามารถทำให้รู้สึกว่าทำอย่างไรก็ไม่ถูก

บทบาทและความคาดหวังไม่ชัดเจน

บางคนได้รับงานจากหลายฝ่ายโดยไม่มีการกำหนดว่าอะไรสำคัญที่สุด

บางคนรับผิดชอบงานมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่บทบาทไม่ได้ถูกปรับให้ชัดเจน

การต้องคาดเดาว่าควรทำอะไรและจะถูกประเมินจากอะไร สามารถสร้างความเครียดสะสมได้

ขาดการสนับสนุน

การมีงานยากไม่ได้หมายความว่าจะนำไปสู่ Burnout เสมอไป

แต่หากต้องรับผิดชอบงานหนักโดยไม่มีคนช่วย ไม่มีพื้นที่พูดถึงปัญหา หรือรู้สึกว่าองค์กรไม่รับฟัง ความเหนื่อยสามารถสะสมได้มากขึ้น

ความขัดแย้งในที่ทำงาน

ปัญหากับหัวหน้า เพื่อนร่วมงาน ลูกค้า หรือวัฒนธรรมองค์กรสามารถทำให้การไปทำงานต้องใช้พลังทางอารมณ์มาก

หากมีการกลั่นแกล้ง ดูถูก คุกคาม หรือสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย ปัญหาไม่ควรถูกอธิบายว่าเป็นเพียงเรื่องที่ผู้ป่วยต้อง “ปรับทัศนคติ” ให้ดีขึ้น

ความพยายามกับสิ่งที่ได้รับรู้สึกไม่สมดุล

บางคนทุ่มเทกับงานมาก แต่รู้สึกว่าสิ่งที่ทำไม่ได้รับการเห็นคุณค่า ไม่มีความเป็นธรรม หรือไม่มีโอกาสเติบโต

หากเกิดขึ้นต่อเนื่อง ความรู้สึกผูกพันกับงานอาจค่อย ๆ ลดลง

งานขัดกับคุณค่าของตัวเอง

งานบางประเภทอาจทำให้คนรู้สึกว่าต้องทำสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับคุณค่าหรือสิ่งที่ตนเองเชื่อ

เมื่อเกิดขึ้นเป็นเวลานาน ความรู้สึกว่างานไม่มีความหมายสามารถมีส่วนต่อความหมดไฟได้

ไม่มีพื้นที่ให้ชีวิตนอกงาน

หากเลิกงานแล้วแต่ยังต้องตอบข้อความ เช็กอีเมล หรือพร้อมรับเรื่องงานตลอดเวลา ช่วงเวลาที่ร่างกายและจิตใจได้ออกจากบริบทของงานจริง ๆ อาจเหลือน้อยลงเรื่อย ๆ

Burnout กับความเครียดจากการทำงานต่างกันอย่างไร?

ความเครียดจากการทำงานสามารถเกิดขึ้นในช่วงสั้น ๆ เช่น ช่วงปิดโปรเจกต์ งานเร่ง หรือเมื่อได้รับหน้าที่ใหม่

หากสถานการณ์นั้นผ่านไปและมีเวลาฟื้นตัวเพียงพอ ความเครียดอาจลดลงและกลับมาทำงานได้ตามปกติ

Burnout มักเกี่ยวข้องกับความเครียดจากการทำงานที่สะสมต่อเนื่อง จนไม่ได้มีเพียงความรู้สึกว่า “งานเยอะ” แต่เริ่มเกิดความหมดพลัง ความห่างเหินจากงาน และความรู้สึกว่าประสิทธิภาพของตัวเองลดลง

ในชีวิตจริง ความเครียดจากงานและ Burnout สามารถซ้อนทับกันได้ จึงไม่จำเป็นต้องพยายามแบ่งด้วยตัวเองอย่างเด็ดขาด

หากเริ่มรู้สึกว่าความเครียดไม่ดีขึ้นแม้ได้พัก หรือความรู้สึกที่มีต่อตัวเองและงานเปลี่ยนไปมาก การประเมินเพิ่มเติมอาจช่วยให้เข้าใจปัญหาได้ชัดขึ้น

Burnout กับโรคซึมเศร้าต่างกันอย่างไร?

Burnout กับโรคซึมเศร้ามีอาการบางส่วนที่คล้ายกัน เช่น เหนื่อย ไม่มีแรง สมาธิลดลง นอนไม่ดี หรือรู้สึกหมดกำลังใจ

แต่ทั้งสองอย่างไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

Burnout เกี่ยวข้องกับบริบทของการทำงานเป็นหลัก

ส่วนโรคซึมเศร้า (Major Depressive Disorder) เป็นโรคทางจิตเวชที่สามารถส่งผลต่ออารมณ์ ความสนใจ ความคิด พลังงาน การนอน ความอยากอาหาร และการใช้ชีวิตในหลายบริบท ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเวลาทำงาน

ผู้ที่มี Burnout บางคนอาจรู้สึกเหนื่อยและเบื่อมากเมื่อเกี่ยวข้องกับงาน แต่เมื่อได้ออกจากบริบทงานยังสามารถมีความสุขกับเพื่อน ครอบครัว งานอดิเรก หรือกิจกรรมอื่นได้

ในผู้ที่มีโรคซึมเศร้า ความเศร้า ความหมดความสนใจ หรือการไม่มีพลังอาจเกิดขึ้นในหลายด้านของชีวิต รวมถึงสิ่งที่เคยชอบด้วย

อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถใช้ความแตกต่างนี้เป็นวิธีวินิจฉัยด้วยตัวเอง เพราะ Burnout และโรคซึมเศร้าสามารถเกิดร่วมกันได้ และอาการของแต่ละคนไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด

หากอาการไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเรื่องงาน มีความเศร้าหรือหมดความสนใจอย่างต่อเนื่อง รู้สึกไร้ค่า สิ้นหวัง หรือมีความคิดไม่อยากมีชีวิตอยู่ ควรได้รับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ

Burnout ต่างจากความขี้เกียจอย่างไร?

การรู้สึกไม่มีแรงทำงานไม่ได้หมายความว่าเป็นคนขี้เกียจเสมอไป

คนที่กำลังหมดไฟจำนวนหนึ่งยังอยากทำงานให้ดีและรู้ว่าตัวเองมีหน้าที่อะไร แต่รู้สึกว่าการทำสิ่งเดิมต้องใช้พลังมากกว่าเมื่อก่อน

เมื่อทำงานได้น้อยลง บางคนกลับตำหนิตัวเองและพยายามชดเชยด้วยการทำงานนานขึ้น พักน้อยลง และรู้สึกผิดเมื่อไม่ได้ทำงาน

ผลคือความเหนื่อยอาจสะสมมากกว่าเดิม

แทนที่จะถามตัวเองเพียงว่า “ทำไมช่วงนี้ถึงขี้เกียจ” อาจมีประโยชน์กว่าที่จะสำรวจว่า ช่วงที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นกับงาน การพัก การนอน สุขภาพ และชีวิต จนสิ่งที่เคยทำได้เริ่มต้องใช้พลังมากขึ้น

ทำไมพักแล้ว Burnout ยังไม่หาย?

การพักมีความสำคัญ แต่การพักเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด หากต้นเหตุยังคงอยู่

ตัวอย่างเช่น คนหนึ่งอาจลาพักหนึ่งสัปดาห์และรู้สึกดีขึ้น แต่เมื่อกลับไปทำงานก็กลับไปพบปริมาณงานที่มากเกินไป ต้องทำงานนอกเวลาทุกวัน บทบาทไม่ชัดเจน และต้องพร้อมตอบข้อความตลอดเวลา

ไม่นานความเหนื่อยก็อาจกลับมาอีก

การดูแล Burnout จึงควรพิจารณาทั้งการฟื้นตัวของร่างกายและจิตใจ รวมถึงการปรับปัจจัยที่ทำให้เกิดความเครียดสะสม หากปัจจัยเหล่านั้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้

วิธีรับมือกับ Burnout ทำอย่างไร?

การรับมือกับ Burnout ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงทำให้เราสามารถทนทำงานหนักต่อไปได้ แต่ควรช่วยให้เข้าใจว่าอะไรทำให้หมดไฟ และอะไรสามารถเปลี่ยนแปลงได้

สำรวจต้นเหตุของความหมดไฟ

ลองแยกให้ชัดว่าปัญหาหลักคืออะไร

อาจเป็นปริมาณงาน ความไม่ชัดเจนของบทบาท ความสัมพันธ์กับหัวหน้า การขาดอิสระในการทำงาน ความรู้สึกว่างานไม่มีความหมาย หรือการไม่มีเวลาสำหรับชีวิตด้านอื่น

หากระบุสาเหตุได้ชัดขึ้น จะสามารถวางแผนรับมือได้ตรงกับปัญหามากขึ้น

ให้ความสำคัญกับการฟื้นตัว

การนอน การพัก และการมีเวลาที่ไม่ต้องรับผิดชอบเรื่องงานมีความสำคัญ

หากเป็นไปได้ ควรมีช่วงที่สามารถออกจากบทบาทการทำงานและกลับไปทำกิจกรรมอื่นที่มีความหมาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้เวลากับคนสำคัญ ออกกำลังกาย ทำงานอดิเรก หรือพักโดยไม่ต้องรู้สึกว่าทุกช่วงเวลาต้องมีประสิทธิภาพ

ทบทวนขอบเขตของงาน

บางคนตอบทุกข้อความทันที รับงานเพิ่มทุกครั้ง หรือรู้สึกผิดเมื่อต้องปฏิเสธ

การฝึกสื่อสารเรื่องปริมาณงาน ลำดับความสำคัญ และเวลาที่สามารถทำงานได้ อาจช่วยลดภาระบางส่วน

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกปัญหาจะสามารถแก้ได้ด้วยการตั้งขอบเขตของบุคคล เพราะบางครั้งปัญหาอยู่ที่โครงสร้างและวัฒนธรรมขององค์กรด้วย

พูดคุยกับคนที่เกี่ยวข้อง

หากสถานการณ์เอื้อและปลอดภัย อาจพูดคุยกับหัวหน้า ทีม หรือฝ่ายที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับภาระงาน บทบาท ความคาดหวัง และสิ่งที่จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุน

หากมีการกลั่นแกล้ง คุกคาม หรือสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย อาจต้องพิจารณาช่องทางช่วยเหลืออื่นที่เหมาะกับสถานการณ์ด้วย

กลับมาดูชีวิตนอกงาน

เมื่อทำงานหนักเป็นเวลานาน ชีวิตอาจค่อย ๆ เหลือเพียงงานกับการพักเพื่อให้มีแรงกลับไปทำงาน

การกลับมามีพื้นที่ให้ความสัมพันธ์ สุขภาพ งานอดิเรก และสิ่งที่มีความหมายด้านอื่น สามารถช่วยลดการที่คุณค่าของตัวเองถูกผูกไว้กับผลงานเพียงด้านเดียว

Burnout ต้องลาออกไหม?

ไม่จำเป็นสำหรับทุกคน

บางคนสามารถดีขึ้นได้เมื่อมีการปรับภาระงาน เปลี่ยนบทบาท สื่อสารกับองค์กร สร้างขอบเขต หรือได้รับเวลาฟื้นตัวอย่างเพียงพอ

ในบางสถานการณ์ สภาพแวดล้อมในการทำงานอาจไม่สามารถปรับให้เหมาะสมได้ และการเปลี่ยนงานอาจเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ควรพิจารณา

การตัดสินใจควรดูหลายด้าน เช่น สาเหตุของความหมดไฟ สิ่งที่สามารถเปลี่ยนได้ สถานะทางการเงิน สุขภาพ ความรับผิดชอบในชีวิต และทางเลือกในการทำงาน

ผู้เชี่ยวชาญไม่ได้มีหน้าที่ตัดสินใจแทนว่าควรลาออกหรืออดทนต่อ แต่สามารถช่วยให้มองเห็นปัญหาและทางเลือกชัดขึ้น

ภาวะหมดไฟจากการทำงาน รักษาหรือช่วยเหลืออย่างไร?

เนื่องจาก Burnout ไม่ใช่โรคทางจิตเวช การช่วยเหลือจึงไม่ได้มีสูตรการรักษาเดียวสำหรับทุกคน

ประเมินปัจจัยจากงานและสุขภาพจิต

จิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาสามารถช่วยประเมินว่าอาการเริ่มมานานเพียงใด ปัจจัยใดในงานกำลังสร้างความเครียด และอาการส่งผลต่อการนอน อารมณ์ ความสัมพันธ์ และชีวิตประจำวันอย่างไร

อีกส่วนที่สำคัญคือการประเมินว่ามีโรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล ปัญหาการนอน หรือปัญหาสุขภาพจิตอื่นเกิดร่วมด้วยหรือไม่

การปรึกษาและจิตบำบัด

การพูดคุยกับนักจิตวิทยาหรือผู้เชี่ยวชาญสามารถช่วยสำรวจรูปแบบความคิดและพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับงาน

บางคนรู้สึกว่าต้องทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบ

บางคนรู้สึกว่าต้องรับผิดชอบทุกอย่างด้วยตัวเอง

บางคนไม่สามารถปฏิเสธงานได้เพราะกลัวทำให้คนอื่นผิดหวัง

บางคนรู้สึกว่าการพักหมายถึงการไม่มีความรับผิดชอบ

การทำความเข้าใจรูปแบบเหล่านี้สามารถช่วยให้พัฒนาวิธีรับมือและกำหนดขอบเขตที่เหมาะสมขึ้น

ปรับปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับงาน

หากต้นเหตุสำคัญมาจากงาน การช่วยเหลือไม่ควรมีเพียงการทำให้ผู้ที่หมดไฟ “ทนได้มากขึ้น”

ควรพิจารณาด้วยว่ามีอะไรในภาระงาน บทบาท เวลาทำงาน การสื่อสาร หรือสภาพแวดล้อมที่สามารถปรับได้

การรักษาด้วยยา

ไม่มียาที่ใช้รักษา Burnout โดยตรงเพียงเพราะได้รับการประเมินว่ามีภาวะหมดไฟ

หากพบว่ามีโรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล ปัญหาการนอน หรือโรคทางจิตเวชอื่นร่วมด้วย จิตแพทย์อาจพิจารณาการรักษาด้วยยาตามข้อบ่งชี้ของภาวะนั้น

การมาพบจิตแพทย์เพราะรู้สึกหมดไฟจึงไม่ได้หมายความว่าจะต้องได้รับยาทุกคน

เมื่อไหร่ควรปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา?

ไม่จำเป็นต้องรอจนทำงานต่อไม่ไหวจึงค่อยมาปรึกษา

อาจพิจารณาขอความช่วยเหลือเมื่อความเหนื่อยเกิดขึ้นต่อเนื่อง พักแล้วไม่ค่อยดีขึ้น เริ่มไม่อยากไปทำงาน สมาธิหรือประสิทธิภาพลดลง รู้สึกห่างเหินจากงานมากขึ้น หรือความเครียดจากงานเริ่มกระทบการนอน ความสัมพันธ์ และชีวิตนอกเวลางาน

ควรได้รับการประเมินเพิ่มเติมหากเริ่มมีความเศร้าอย่างต่อเนื่อง หมดความสนใจในกิจกรรมอื่น รู้สึกไร้ค่า สิ้นหวัง มีอาการวิตกกังวลรุนแรง มีอาการแพนิค หรือเริ่มใช้แอลกอฮอล์ ยานอนหลับ หรือสารอื่นเพื่อให้สามารถผ่านแต่ละวันไปได้

หากมีความคิดไม่อยากมีชีวิตอยู่ มีความคิดหรือแผนทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น หรือไม่สามารถรักษาความปลอดภัยของตนเองได้ ควรได้รับการประเมินฉุกเฉินทันที

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาวะหมดไฟจากการทำงาน (FAQ)

Burnout คือโรคซึมเศร้าหรือไม่?

ไม่ใช่ Burnout และโรคซึมเศร้าเป็นคนละภาวะ แม้จะมีอาการบางอย่างคล้ายกัน และสามารถเกิดร่วมกันได้ หากอาการกระจายไปหลายด้านของชีวิตหรือมีอาการซึมเศร้าชัดเจน ควรได้รับการประเมิน

Burnout เป็นโรคทางจิตเวชไหม?

ไม่ใช่ Burnout เป็นปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับบริบทการทำงาน ไม่ได้จัดเป็นโรคทางจิตเวช

หมดไฟเพราะทำงาน แปลว่าต้องลาออกไหม?

ไม่จำเป็น ต้องพิจารณาก่อนว่าสาเหตุคืออะไรและมีส่วนใดสามารถปรับได้ บางคนอาจดีขึ้นจากการเปลี่ยนภาระงาน บทบาท ขอบเขต หรือวิธีทำงาน ขณะที่บางคนอาจพิจารณาเปลี่ยนงานตามบริบทของตนเอง

พักร้อนแล้วทำไมยังรู้สึกหมดไฟ?

หากต้นเหตุของความเครียดจากงานยังคงเหมือนเดิม การพักระยะสั้นอาจช่วยให้ดีขึ้นชั่วคราว แต่เมื่อกลับเข้าสู่สภาพเดิมอาการสามารถกลับมาได้

Burnout ต้องกินยาไหม?

Burnout ไม่ได้จำเป็นต้องรักษาด้วยยา หากมีโรคซึมเศร้า วิตกกังวล ปัญหาการนอน หรือโรคทางจิตเวชอื่นร่วมด้วย จิตแพทย์จึงจะพิจารณาว่ามีข้อบ่งชี้ในการใช้ยาหรือไม่

หมดไฟแต่ยังทำงานได้ ควรมาปรึกษาไหม?

ได้ ไม่จำเป็นต้องรอจนทำงานไม่ได้ หากรู้สึกว่าต้องฝืนตัวเองมากขึ้นเรื่อย ๆ ความเหนื่อยไม่ฟื้น หรือชีวิตนอกงานเริ่มได้รับผลกระทบ สามารถมาปรึกษาได้

ปรึกษาภาวะหมดไฟจากการทำงาน ที่ Piti Clinic

หากคุณเคยเป็นคนที่ทำงานได้ดี แต่ช่วงนี้กลับรู้สึกว่าต้องใช้พลังมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อทำสิ่งเดิม

หากวันหยุดกลายเป็นเพียงเวลาสำหรับฟื้นตัวเพื่อกลับไปทำงาน

หากงานที่เคยมีความหมายเริ่มทำให้รู้สึกเฉยชา เบื่อหน่าย หรืออยากหลีกเลี่ยง

หรือหากไม่แน่ใจว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเป็นความเครียดจากงาน Burnout โรคซึมเศร้า หรือปัญหาสุขภาพจิตอื่น

คุณสามารถเข้ามาปรึกษาได้โดยไม่จำเป็นต้องรอให้อาการรุนแรง

ที่ Piti Clinic จิตแพทย์ นักจิตวิทยา และทีมสุขภาพจิตสามารถช่วยประเมินทั้งปัจจัยจากการทำงาน ความคิด อารมณ์ การนอน ความสัมพันธ์ และสุขภาพจิตโดยรวม เพื่อทำความเข้าใจว่าอะไรทำให้คุณรู้สึกหมดพลัง และวางแนวทางดูแลที่เหมาะกับสถานการณ์ของแต่ละคน

เป้าหมายไม่ใช่การทำให้คุณกลับไปทนกับงานได้มากกว่าเดิม แต่คือการช่วยให้เข้าใจว่าอะไรจำเป็นต้องฟื้นฟู อะไรสามารถปรับเปลี่ยนได้ และจะดูแลทั้งงานและชีวิตของตัวเองอย่างเหมาะสมได้อย่างไร

โทร 090 230 6000นัดผ่าน LINE