ข้ามไปเนื้อหา
โทร 090 230 6000LINE @piticlinic

โรคจิตแบบอารมณ์แปรปรวน หรือ โรคสคิทโซแอฟเฟกทีฟ (Schizoaffective Disorder) อาการ สาเหตุ และการรักษา

เนื้อหาโดยทีมแพทย์ปีติ คลินิก · ตรวจทานโดย นพ. พิชญุตม์ เกษมภักดีพงษ์ (จิตแพทย์) · 13 กันยายน 2569

บางคนอาจมีช่วงที่ หูแว่ว หลงผิด หวาดระแวง ขณะเดียวกันก็มีช่วงที่อารมณ์เปลี่ยนแปลงอย่างมาก เช่น ซึมเศร้ารุนแรง หรือมีอารมณ์คึกคักผิดปกติ นอนน้อยแต่ไม่เพลีย พูดมาก ความคิดแล่นเร็ว และทำกิจกรรมต่าง ๆ มากกว่าปกติ

เมื่อมีทั้ง “อาการทางจิต” และ “อาการทางอารมณ์” เกิดขึ้น หลายคนอาจสงสัยว่าเป็นโรคจิตเภท (Schizophrenia) หรือโรคอารมณ์สองขั้ว (Bipolar Disorder)

แต่ยังมีอีกโรคหนึ่งที่จิตแพทย์ต้องพิจารณา คือ โรคจิตแบบอารมณ์แปรปรวน หรือ โรคสคิทโซแอฟเฟกทีฟ (Schizoaffective Disorder)

โรคนี้มีทั้งอาการทางจิต เช่น หลงผิดหรือประสาทหลอน และมีช่วงที่มีอาการทางอารมณ์อย่างชัดเจน เช่น Mania หรือภาวะแมเนีย และ Major Depressive Episode หรือช่วงซึมเศร้ารุนแรง

อย่างไรก็ตาม การมีทั้งอาการทางจิตและอารมณ์แปรปรวน ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นโรคสคิทโซแอฟเฟกทีฟเสมอไป

เพราะ Bipolar Disorder และ Schizophrenia ก็สามารถมีอาการบางอย่างที่คล้ายกันได้

สิ่งสำคัญในการวินิจฉัยจึงอยู่ที่ว่า อาการทางจิตและอาการทางอารมณ์เกิดขึ้นช่วงไหน เกิดพร้อมกันหรือแยกจากกัน เป็นอยู่นานเท่าใด และมีความสัมพันธ์กันอย่างไรตลอดช่วงการเจ็บป่วย

จึงควรได้รับการประเมินจากจิตแพทย์เพื่อให้วินิจฉัยและรักษาได้ถูกต้อง

โรคจิตแบบอารมณ์แปรปรวน หรือ โรคสคิทโซแอฟเฟกทีฟ คืออะไร?

โรคจิตแบบอารมณ์แปรปรวน หรือ โรคสคิทโซแอฟเฟกทีฟ (Schizoaffective Disorder) เป็นโรคทางจิตเวชที่มีอาการสำคัญอยู่ 2 กลุ่ม ได้แก่

1. อาการทางจิต (Psychosis)

เช่น หลงผิด ประสาทหลอน หรือมีความคิดและคำพูดไม่เป็นระเบียบ

2. อาการทางอารมณ์ (Mood Episode)

คือมีช่วงที่อารมณ์ผิดปกติอย่างชัดเจน เช่น Mania หรือ Major Depressive Episode

แต่การวินิจฉัยไม่ได้ดูเพียงว่า “มีอาการทั้งสองกลุ่มหรือไม่”

สิ่งสำคัญมากคือ ช่วงเวลาและลำดับการเกิดอาการ

จิตแพทย์ต้องดูว่า ผู้ป่วยเคยมีช่วงที่อาการทางจิตเกิดขึ้นโดยไม่มีอาการทางอารมณ์รุนแรงร่วมด้วยหรือไม่ และอาการทางอารมณ์เกิดขึ้นเป็นสัดส่วนมากน้อยเพียงใดตลอดช่วงที่เจ็บป่วย

ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญในการแยกโรคสคิทโซแอฟเฟกทีฟออกจาก Bipolar Disorder ที่มีอาการทางจิต และ Schizophrenia

อาการของโรคจิตแบบอารมณ์แปรปรวน มีอะไรบ้าง?

อาการสามารถแบ่งให้เข้าใจง่ายเป็น อาการทางจิต และ อาการทางอารมณ์

1. อาการทางจิต (Psychosis)

Psychosis หรืออาการทางจิต เป็นคำที่ใช้อธิบายกลุ่มอาการ ไม่ใช่ชื่อโรค

อาการที่พบได้ เช่น

อาการหลงผิด (Delusions)

Delusion หรืออาการหลงผิด คือการมีความเชื่อบางอย่างอย่างมั่นคง แม้มีข้อมูลหรือหลักฐานที่ไม่สอดคล้องกับความเชื่อนั้น

ตัวอย่างเช่น

  • เชื่อว่ามีคนกำลังติดตาม
  • เชื่อว่ามีคนต้องการทำร้ายหรือวางยาพิษ
  • เชื่อว่ามีคนแอบติดกล้องเพื่อเฝ้าดู
  • เชื่อว่าข่าวหรือรายการโทรทัศน์กำลังส่งข้อความถึงตนเอง
  • เชื่อว่าตนเองมีอำนาจหรือความสามารถพิเศษอย่างไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง

สำหรับผู้ป่วย ความเชื่อเหล่านี้อาจรู้สึกเป็นเรื่องจริงมาก ไม่ใช่การตั้งใจแต่งเรื่องหรือเพียงแค่ “คิดมาก”

ประสาทหลอน (Hallucinations)

Hallucination หรือประสาทหลอน คือการรับรู้บางสิ่งในลักษณะคล้ายการรับรู้จริง ทั้งที่ไม่มีสิ่งเร้าภายนอกที่สอดคล้องกับการรับรู้นั้น

ตัวอย่างที่พบบ่อยคือ หูแว่ว เช่น

  • ได้ยินเสียงเรียกชื่อ
  • ได้ยินเสียงคนพูดถึงตนเอง
  • ได้ยินเสียงวิจารณ์ตนเอง
  • ได้ยินเสียงคนพูดคุยกัน
  • ได้ยินเสียงสั่งให้ทำบางสิ่ง

นอกจากนี้ยังสามารถพบการเห็นภาพหลอนหรือประสาทหลอนผ่านการรับรู้ด้านอื่นได้

ความคิดหรือคำพูดไม่เป็นระเบียบ

ผู้ป่วยบางรายอาจพูดเปลี่ยนเรื่องไปมาจนคนฟังตามไม่ทัน ตอบไม่ตรงคำถาม หรือเชื่อมโยงเรื่องต่าง ๆ จนคนรอบข้างเข้าใจได้ยาก

ครอบครัวอาจสังเกตว่า “เมื่อก่อนคุยรู้เรื่อง แต่ช่วงนี้พูดสับสนหรือจับใจความได้ยากขึ้น”

2. อาการทางอารมณ์

ผู้ป่วยโรคสคิทโซแอฟเฟกทีฟจะมีช่วงที่มีความผิดปกติของอารมณ์อย่างชัดเจน ซึ่งอาจเป็น Mania หรือ Major Depressive Episode

Mania หรือภาวะแมเนีย คืออะไร?

Mania คือช่วงที่มีอารมณ์คึกคัก ครื้นเครง หรือหงุดหงิดมากผิดปกติ ร่วมกับพลังงานหรือการทำกิจกรรมที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ

อาจมีอาการ เช่น

  • นอนน้อยมากแต่ไม่รู้สึกเพลีย
  • พูดมากหรือพูดเร็วกว่าปกติ
  • ความคิดแล่นเร็ว
  • มั่นใจในตัวเองมากผิดปกติ
  • รู้สึกว่าตนเองมีความสามารถสูงเป็นพิเศษ
  • ทำกิจกรรมหลายอย่างพร้อมกัน
  • วอกแวกง่าย
  • ใช้เงินมากผิดปกติ
  • ตัดสินใจหรือทำพฤติกรรมเสี่ยงโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบ

Mania จึงไม่ใช่เพียงการ “อารมณ์ดี” หรือ “มีพลังเยอะ” แต่เป็นความผิดปกติทางอารมณ์ที่สามารถส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจ ความสัมพันธ์ การเงิน การทำงาน และความปลอดภัยได้

Major Depressive Episode หรือช่วงซึมเศร้ารุนแรง คืออะไร?

Major Depressive Episode คือช่วงที่มีอาการซึมเศร้าอย่างชัดเจนและมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น

  • รู้สึกเศร้า หดหู่
  • เบื่อหรือไม่สนใจสิ่งที่เคยชอบ
  • นอนไม่หลับหรือนอนมากผิดปกติ
  • ความอยากอาหารหรือน้ำหนักเปลี่ยนแปลง
  • ไม่มีแรง
  • สมาธิลดลง
  • รู้สึกไร้ค่า
  • รู้สึกผิดมากผิดปกติ
  • คิดหรือเคลื่อนไหวช้าลง หรือกระสับกระส่าย
  • มีความคิดเกี่ยวกับความตายหรือการทำร้ายตนเอง

การรู้สึกเศร้าหรือเครียดเป็นบางช่วงไม่ได้หมายความว่าจะเป็น Major Depressive Episode แพทย์ต้องพิจารณาจำนวนอาการ ระยะเวลา ความรุนแรง และผลกระทบต่อชีวิตร่วมกัน

แบบไหนที่อาจเข้าข่ายโรคสคิทโซแอฟเฟกทีฟ?

ลองนึกถึงตัวอย่างของผู้ป่วยคนหนึ่งที่มีช่วง ซึมเศร้ารุนแรงและมีอาการหูแว่ว หลงผิดร่วมด้วย

ต่อมาอาการซึมเศร้าดีขึ้น แต่ในบางช่วงผู้ป่วยยังคงมีอาการหูแว่วหรือหลงผิดอยู่

จากนั้นอาจกลับมามีช่วงอาการทางอารมณ์อีกครั้ง

รูปแบบเช่นนี้ทำให้จิตแพทย์ต้องพิจารณาว่า อาการทางจิตและอาการทางอารมณ์สัมพันธ์กันอย่างไรตลอดการเจ็บป่วย

อย่างไรก็ตาม ตัวอย่างนี้ไม่ใช่แบบทดสอบสำหรับวินิจฉัยตนเอง เพราะ Bipolar Disorder, Schizophrenia และโรคอื่นสามารถมีอาการบางช่วงคล้ายกันได้

ตามเกณฑ์ DSM โรคสคิทโซแอฟเฟกทีฟวินิจฉัยอย่างไร?

DSM คืออะไร?

DSM ย่อมาจาก Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders เป็นคู่มือที่รวบรวมเกณฑ์การวินิจฉัยโรคทางจิตเวช จัดทำโดยสมาคมจิตแพทย์อเมริกัน (American Psychiatric Association)

จิตแพทย์ใช้เกณฑ์ DSM ประกอบกับการซักประวัติ การตรวจอาการ การประเมินการดำเนินโรค และข้อมูลทางการแพทย์อื่น ๆ

จึงไม่ใช่แบบเช็กลิสต์ที่ใช้วินิจฉัยโรคด้วยตนเอง

สำหรับ Schizoaffective Disorder ประเด็นสำคัญตามเกณฑ์ DSM ได้แก่

ผู้ป่วยมีช่วงที่มีอาการทางอารมณ์รุนแรง หรือ Major Mood Episode เกิดขึ้นพร้อมกับอาการที่เข้าเกณฑ์ของ Schizophrenia

และจุดสำคัญมากในการวินิจฉัยคือ ผู้ป่วยต้องเคยมีช่วงเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ที่มีอาการหลงผิดหรือประสาทหลอน โดยไม่มี Major Mood Episode เกิดร่วมอยู่ในช่วงนั้น

นอกจากนี้ อาการทางอารมณ์ต้องเกิดอยู่เป็นส่วนใหญ่ของระยะเวลาการเจ็บป่วยทั้งหมด และอาการไม่สามารถอธิบายได้ดีกว่าด้วยสารเสพติด ยา หรือโรคทางกาย

ดังนั้น

“มีอาการทางจิต + มีอารมณ์แปรปรวน” ไม่ได้เท่ากับ Schizoaffective Disorder โดยอัตโนมัติ

จิตแพทย์ต้องดู ลำดับเวลา ระยะเวลา และความสัมพันธ์ของอาการ ตลอดช่วงการเจ็บป่วยก่อนวินิจฉัย

โรคจิตแบบอารมณ์แปรปรวน มีกี่ชนิด?

ตามเกณฑ์ DSM แบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลักตามลักษณะของอาการทางอารมณ์

Bipolar Type

Bipolar Type หมายถึง มี Manic Episode หรือช่วง Mania เป็นส่วนหนึ่งของการเจ็บป่วย และอาจมี Major Depressive Episode ร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้

พูดง่าย ๆ คือ ในประวัติการเจ็บป่วยต้องมีช่วง Mania เกิดขึ้น

Depressive Type

Depressive Type หมายถึง มีเฉพาะ Major Depressive Episode หรือช่วงซึมเศร้ารุนแรง ร่วมกับอาการทางจิต โดยไม่มีประวัติ Manic Episode

โรคสคิทโซแอฟเฟกทีฟ ต่างจาก Bipolar อย่างไร?

นี่เป็นคำถามสำคัญ เพราะทั้งสองโรคสามารถมี อาการทางอารมณ์และอาการทางจิต ได้เหมือนกัน

ผู้ป่วย Bipolar Disorder with Psychotic Features หรือโรคอารมณ์สองขั้วที่มีอาการทางจิต สามารถมีอาการหูแว่วหรือหลงผิดร่วมกับช่วงที่มีอาการทางอารมณ์รุนแรงได้

ส่วนการวินิจฉัย Schizoaffective Disorder มีจุดสำคัญคือ ต้องเคยมีช่วงที่ อาการหลงผิดหรือประสาทหลอนดำเนินอยู่โดยไม่มี Major Mood Episode ร่วมด้วยอย่างน้อย 2 สัปดาห์

เพราะฉะนั้น การถามเพียงว่า

“เคยหูแว่วไหม?”

หรือ

“เคยมี Mania ไหม?”

ยังไม่เพียงพอที่จะบอกว่าเป็นโรคใด

ต้องดูว่า อาการเหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อใด และสัมพันธ์กันอย่างไร

โรคสคิทโซแอฟเฟกทีฟ ต่างจากโรคจิตเภทอย่างไร?

โรคจิตเภท (Schizophrenia) เป็นโรคทางจิตเวชที่มีอาการทางจิตเป็นองค์ประกอบสำคัญ เช่น หลงผิด ประสาทหลอน ความคิดหรือคำพูดไม่เป็นระเบียบ รวมถึงอาการด้านลบในผู้ป่วยบางราย

อาการด้านลบ (Negative Symptoms) หมายถึงความสามารถหรือการแสดงออกบางอย่างที่ลดลง เช่น แสดงอารมณ์ทางสีหน้าลดลง พูดน้อยลง หรือขาดแรงจูงใจในการทำกิจกรรมต่าง ๆ

ผู้ป่วย Schizophrenia สามารถมีอาการซึมเศร้าหรืออาการทางอารมณ์เกิดร่วมด้วยได้

แต่สำหรับ Schizoaffective Disorder อาการทางอารมณ์ที่เข้าเกณฑ์ต้องเกิดอยู่เป็นส่วนใหญ่ของระยะเวลาการเจ็บป่วย

ดังนั้น ความแตกต่างไม่ได้อยู่เพียงว่า

“มีอาการทางอารมณ์หรือไม่?”

แต่ต้องดูว่า

“อาการทางอารมณ์เกิดขึ้นมากน้อยเพียงใด เมื่อเทียบกับอาการทางจิตตลอดการดำเนินโรค?”

ทำไมโรคสคิทโซแอฟเฟกทีฟจึงวินิจฉัยได้ยาก?

เพราะในการพบจิตแพทย์ครั้งหนึ่ง แพทย์อาจเห็นเพียง “ภาพหนึ่งช่วง” ของโรค

สมมติว่าวันนี้ผู้ป่วยมีอาการซึมเศร้าและหูแว่ว

เพียงข้อมูลนี้ยังไม่เพียงพอ

จิตแพทย์อาจต้องทราบเพิ่มเติมว่า

  • ก่อนหน้านี้เคยมี Mania หรือไม่
  • เคยมีช่วงที่หูแว่วหรือหลงผิดโดยไม่มีอาการทางอารมณ์หรือไม่
  • อาการทางจิตเริ่มขึ้นก่อนหรือหลังอาการทางอารมณ์
  • ช่วง Mania หรือซึมเศร้าเป็นอยู่นานเท่าใด
  • เมื่อเทียบกับช่วงที่ป่วยทั้งหมด มีอาการทางอารมณ์อยู่มากน้อยเพียงใด
  • เคยใช้สารเสพติดหรือไม่
  • มียาหรือโรคทางกายที่อาจเกี่ยวข้องกับอาการหรือไม่

ข้อมูลจากครอบครัวหรือคนใกล้ตัวจึงอาจมีประโยชน์ โดยเฉพาะการช่วยเล่าว่า “อาการอะไรเกิดก่อน อาการอะไรเกิดหลัง และแต่ละช่วงกินเวลาประมาณเท่าใด”

บางครั้งจิตแพทย์อาจยังไม่สามารถสรุปการวินิจฉัยสุดท้ายในการพบกันครั้งแรก และจำเป็นต้องรักษาอาการที่กำลังเกิดขึ้นพร้อมกับติดตามการดำเนินโรค

โรคจิตแบบอารมณ์แปรปรวน เกิดจากอะไร?

ปัจจุบันยังไม่สามารถอธิบายสาเหตุของ Schizoaffective Disorder ด้วยปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเพียงอย่างเดียว

การเกิดโรคอาจเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัยร่วมกัน รวมถึงปัจจัยทางชีวภาพและพันธุกรรมที่มีความเกี่ยวข้องหรือทับซ้อนกับทั้งโรคในกลุ่ม Schizophrenia และโรคทางอารมณ์

ปัจจัยด้านความเครียดและเหตุการณ์ในชีวิตอาจเกี่ยวข้องกับการเกิดหรือกำเริบของอาการในผู้ป่วยบางราย แต่ไม่ควรสรุปว่าโรคเกิดจาก

“คิดมากเกินไป”

“จิตใจไม่เข้มแข็ง”

หรือ

“ครอบครัวเลี้ยงดูไม่ดี”

โรคทางจิตเวชเกิดจากปัจจัยที่ซับซ้อน และการกล่าวโทษผู้ป่วยหรือครอบครัวไม่ได้ช่วยให้การรักษาดีขึ้น

โรคจิตแบบอารมณ์แปรปรวน รักษาอย่างไร?

การรักษา โรคจิตแบบอารมณ์แปรปรวน หรือ โรคสคิทโซแอฟเฟกทีฟ ต้องดูแลทั้งอาการทางจิตและอาการทางอารมณ์ โดยแผนการรักษาของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน

การประเมินและวินิจฉัย

ขั้นแรกคือการประเมินให้ชัดเจนว่าอาการอะไรเกิดขึ้น และเกิดในช่วงเวลาใด

จิตแพทย์อาจประเมินทั้ง

  • หูแว่วหรือประสาทหลอน
  • อาการหลงผิด
  • ความคิดและคำพูด
  • อาการ Mania
  • อาการซึมเศร้า
  • การนอนหลับ
  • การเรียน การทำงาน และการใช้ชีวิต
  • ประวัติการรักษาที่ผ่านมา
  • การใช้สารเสพติด
  • ยาที่กำลังใช้อยู่
  • สุขภาพร่างกาย
  • ความเสี่ยงต่อการทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น

ยาต้านโรคจิต (Antipsychotic Medication)

ยาต้านโรคจิต คือยาที่ใช้รักษาอาการทางจิต เช่น หลงผิด ประสาทหลอน และความผิดปกติทางความคิดบางประเภท และเป็นส่วนสำคัญของการรักษา Schizoaffective Disorder

การเลือกชนิดยา ขนาดยา และระยะเวลาการรักษาขึ้นอยู่กับอาการ สุขภาพร่างกาย ผลข้างเคียง และประวัติการตอบสนองต่อยาของผู้ป่วยแต่ละคน

ไม่ควรซื้อยา ปรับยา หรือลดยาหรือหยุดยาด้วยตนเอง

การรักษาอาการทางอารมณ์

หากมี Mania จิตแพทย์อาจพิจารณายาที่ช่วยควบคุมอารมณ์ร่วมกับยาต้านโรคจิตตามความเหมาะสม

หากมีอาการซึมเศร้า การเลือกวิธีรักษาต้องพิจารณารูปแบบของโรค อาการอื่นที่เกิดร่วม และประวัติของผู้ป่วยแต่ละคน

จึงไม่ควรนำสูตรยาของผู้ป่วยคนหนึ่งไปใช้กับอีกคน แม้ว่าจะได้รับการวินิจฉัยโรคเดียวกัน

การดูแลทางจิตใจและสังคม

เมื่ออาการเฉียบพลันได้รับการควบคุมแล้ว การดูแลด้านจิตใจและสังคมสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการรักษา เช่น

  • ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคแก่ผู้ป่วยและครอบครัว
  • ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจอาการและสัญญาณเตือน
  • วางแผนรับมือเมื่อเริ่มมีอาการกลับมา
  • ช่วยจัดการความเครียด
  • สนับสนุนการกลับไปเรียน ทำงาน และใช้ชีวิตประจำวัน
  • ช่วยให้ครอบครัวสื่อสารและดูแลผู้ป่วยได้เหมาะสมขึ้น

การรักษาควรวางแผนให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละคน ไม่ใช่ใช้แนวทางเดียวกับทุกคน

ครอบครัวควรดูแลอย่างไรเมื่อผู้ป่วยมีอาการ?

เมื่อผู้ป่วยกำลังมีอาการหูแว่ว หลงผิด หรือหวาดระแวง สิ่งที่ผู้ป่วยรับรู้อาจรู้สึกเป็นเรื่องจริงสำหรับเขา

การพูดว่า

“คิดไปเอง”

“ไม่มีอะไรทั้งนั้น”

“เลิกเพ้อได้แล้ว”

อาจไม่ได้ทำให้อาการหายไป และอาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าไม่มีใครเข้าใจหรือไม่ไว้วางใจคนรอบข้างมากขึ้น

ในขณะเดียวกัน ครอบครัวก็ไม่จำเป็นต้องยืนยันว่าความหลงผิดนั้นเป็นเรื่องจริง

อาจตอบสนองต่อความรู้สึกของผู้ป่วย เช่น

“เราเห็นว่าตอนนี้คุณกลัวมาก”

“เราอาจไม่ได้รับรู้เหมือนกัน แต่เราเข้าใจว่ามันทำให้คุณไม่สบายใจ”

“เราอยากพาไปพบจิตแพทย์ เพื่อช่วยดูว่าเกิดอะไรขึ้นและจะช่วยให้อาการดีขึ้นอย่างไร”

อีกสิ่งหนึ่งที่ครอบครัวสามารถช่วยได้คือ จดลำดับเวลาอาการ

เช่น เริ่มนอนไม่หลับเมื่อใด เริ่มพูดมากหรือคึกคักผิดปกติเมื่อใด เริ่มหูแว่วเมื่อใด ช่วงไหนอารมณ์กลับมาปกติ และในช่วงที่อารมณ์ปกติยังมีอาการทางจิตอยู่หรือไม่

ข้อมูลเหล่านี้สามารถมีประโยชน์อย่างมากต่อการวินิจฉัย

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคจิตแบบอารมณ์แปรปรวน หรือ โรคสคิทโซแอฟเฟกทีฟ (FAQ)

โรคสคิทโซแอฟเฟกทีฟ คือโรคจิตเภทกับ Bipolar รวมกันหรือไม่?

ไม่ควรเข้าใจว่าเป็นเพียงการนำสองโรคมารวมกัน Schizoaffective Disorder มีเกณฑ์การวินิจฉัยของตนเอง โดยต้องพิจารณาทั้งอาการทางจิต อาการทางอารมณ์ และช่วงเวลาที่อาการเหล่านั้นเกิดขึ้นตลอดการเจ็บป่วย

มีทั้งหูแว่วและอารมณ์แปรปรวน แปลว่าเป็นโรคนี้หรือไม่?

ยังสรุปไม่ได้ เพราะอาการลักษณะเดียวกันสามารถพบได้ใน Bipolar Disorder, Schizophrenia และโรคอื่น จิตแพทย์ต้องประเมินลำดับเวลาและระยะเวลาของอาการก่อนวินิจฉัย

ทำไมต้องรู้ว่าหูแว่วตอนที่อารมณ์ปกติหรือไม่?

เพราะความสัมพันธ์ระหว่าง อาการทางจิตกับอาการทางอารมณ์ เป็นส่วนสำคัญในการแยก Schizoaffective Disorder ออกจากโรคทางอารมณ์ที่มีอาการทางจิต ตามเกณฑ์ DSM มีรายละเอียดเกี่ยวกับช่วงที่มีอาการหลงผิดหรือประสาทหลอนโดยไม่มี Major Mood Episode ร่วมด้วย

โรคสคิทโซแอฟเฟกทีฟต้องกินยาหรือไม่?

ยาต้านโรคจิตเป็นส่วนสำคัญของการรักษา และผู้ป่วยบางรายอาจต้องได้รับยาสำหรับอาการทางอารมณ์ร่วมด้วย การเลือกยาและระยะเวลาการรักษาควรได้รับการประเมินโดยจิตแพทย์เป็นรายบุคคล

โรคนี้รักษาหายไหม?

การดำเนินโรคแตกต่างกันในแต่ละคน ผู้ป่วยบางรายตอบสนองต่อการรักษาและสามารถกลับไปทำกิจวัตรหรือบทบาทต่าง ๆ ได้ดี ขณะที่บางรายจำเป็นต้องรักษาและติดตามต่อเนื่อง เป้าหมายคือควบคุมอาการ ลดการกลับเป็นซ้ำ และช่วยให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้ดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

อาการแบบไหนควรพาไปโรงพยาบาลทันที?

หากมีอาการรุนแรง เช่น มีความคิดหรือพฤติกรรมทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น ได้ยินเสียงสั่งให้ทำสิ่งอันตราย ก้าวร้าวหรือควบคุมตนเองไม่ได้ สับสนอย่างมาก หรือไม่สามารถดูแลความปลอดภัยพื้นฐานของตนเอง ควรพาไปโรงพยาบาลเพื่อรับการประเมินโดยเร็ว

ปรึกษาและรักษาโรคจิตแบบอารมณ์แปรปรวน หรือ โรคสคิทโซแอฟเฟกทีฟ ที่ Piti Clinic

หากคุณหรือคนใกล้ตัวมีทั้ง อาการทางจิต เช่น หูแว่ว หลงผิด หวาดระแวง และมีช่วงที่ อารมณ์เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน เช่น Mania หรือซึมเศร้ารุนแรง ไม่จำเป็นต้องพยายามวินิจฉัยด้วยตนเองว่าเป็น Schizoaffective Disorder, Bipolar Disorder หรือ Schizophrenia

โรคเหล่านี้สามารถมีอาการบางส่วนคล้ายกันมาก แต่แนวทางการวินิจฉัยและการรักษาแตกต่างกัน

สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงว่าผู้ป่วย “มีอาการอะไร” แต่ต้องดูด้วยว่า “อาการอะไรเกิดขึ้นเมื่อใด เป็นอยู่นานเท่าใด และสัมพันธ์กับอาการอื่นอย่างไร”

ที่ Piti Clinic จิตแพทย์สามารถประเมินรูปแบบและลำดับเวลาของอาการ ประวัติการเจ็บป่วย อาการทางอารมณ์ อาการทางจิต การนอน การใช้สารเสพติดหรือยา สุขภาพร่างกาย และผลกระทบต่อชีวิต เพื่อช่วยวินิจฉัยและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคน

หากเป็นคนในครอบครัวที่สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลง สามารถเข้ามาปรึกษาเพื่อทำความเข้าใจอาการและแนวทางพาผู้ป่วยเข้าสู่การรักษาได้เช่นกัน

โทร 090 230 6000นัดผ่าน LINE