ข้ามไปเนื้อหา
โทร 090 230 6000LINE @piticlinic

ปัญหาการใช้และภาวะติดสารเสพติด (Substance Use Disorder) อาการ สาเหตุ และการรักษา

เนื้อหาโดยทีมแพทย์ปีติ คลินิก · ตรวจทานโดย นพ. พิชญุตม์ เกษมภักดีพงษ์ (จิตแพทย์) · 13 กันยายน 2569

จากที่เคยใช้เฉพาะเวลาเที่ยวหรือเข้าสังคม กลายเป็นเริ่มใช้บ่อยขึ้น จากที่เคยคิดว่าจะหยุดเมื่อไรก็ได้ กลับพบว่าพอพยายามหยุดจริง ๆ ทำได้ยากกว่าที่คิด บางคนต้องเพิ่มปริมาณมากขึ้น มีความอยากใช้สารบ่อย หรือกลับไปใช้ซ้ำแม้รู้ว่าสารกำลังสร้างปัญหาให้กับสุขภาพ งาน เงิน และความสัมพันธ์

อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของปัญหาการใช้และภาวะติดสารเสพติด (Substance Use Disorder: SUD)

Substance Use Disorder ไม่ได้หมายถึงเฉพาะคนที่ใช้สารทุกวันหรือใช้ในปริมาณมาก และการติดสารเสพติดไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงเรื่องของความอ่อนแอ ไม่มีวินัย หรือไม่รักครอบครัว

ในทางการแพทย์ เราพิจารณารูปแบบการใช้สารหลายด้าน เช่น ควบคุมการใช้ได้หรือไม่ มีความอยากใช้มากเพียงใด พยายามลดหรือเลิกแล้วทำได้หรือไม่ การใช้สารส่งผลต่อชีวิตอย่างไร รวมถึงมีภาวะดื้อสารหรืออาการถอนสารหรือไม่

ปัญหาการใช้สารเสพติดเป็นปัญหาสุขภาพที่สามารถเข้ารับการประเมินและรักษาได้ และไม่จำเป็นต้องรอจนปัญหารุนแรงจึงค่อยมาขอความช่วยเหลือ

ภาวะติดสารเสพติด (Substance Use Disorder) คืออะไร?

Substance Use Disorder หรือ SUD คือความผิดปกติที่มีรูปแบบการใช้สารอย่างต่อเนื่องจนก่อให้เกิดปัญหาหรือความทุกข์อย่างมีนัยสำคัญ

ผู้ที่มีปัญหาอาจเริ่มพบว่า

  • ใช้สารมากกว่าหรือนานกว่าที่ตั้งใจ
  • อยากลดหรือเลิก แต่พยายามแล้วไม่สำเร็จ
  • ใช้เวลาไปกับการหา ใช้ หรือฟื้นตัวจากสารมากขึ้น
  • มีความอยากใช้สารอย่างมาก
  • การใช้สารเริ่มกระทบการเรียนหรือการทำงาน
  • เกิดปัญหากับคู่รัก ครอบครัว หรือคนรอบตัว
  • ลดหรือเลิกกิจกรรมสำคัญเพราะการใช้สาร
  • ใช้สารในสถานการณ์ที่เสี่ยง
  • ยังคงใช้แม้รู้ว่าสารกำลังส่งผลเสียต่อสุขภาพกายหรือสุขภาพจิต
  • ต้องเพิ่มปริมาณเพื่อให้ได้ผลใกล้เคียงกับเดิม
  • สารบางประเภทอาจทำให้เกิดอาการถอนเมื่อลดหรือหยุดใช้

ผู้ป่วยแต่ละคนไม่จำเป็นต้องมีอาการเหมือนกันทั้งหมด และสารแต่ละชนิดก็มีรูปแบบการออกฤทธิ์ ความเสี่ยง และอาการถอนแตกต่างกัน

สารเสพติดมีอะไรบ้าง?

คำว่า “สารเสพติด” ครอบคลุมสารหลายประเภท ในชีวิตประจำวันคนมักเรียกตามชื่อสารหรือชื่อที่ใช้กันทั่วไป ขณะที่ในทางการแพทย์อาจจัดสารเหล่านั้นเป็นกลุ่มตามลักษณะการออกฤทธิ์

ตัวอย่างสารสำคัญที่พบในปัญหาการใช้สารและการรักษาภาวะติดสารเสพติด ได้แก่

1. ยาบ้า ยาไอซ์ แอมเฟตามีน และเมทแอมเฟตามีน

ยาบ้าและยาไอซ์เกี่ยวข้องกับสารในกลุ่มแอมเฟตามีนและเมทแอมเฟตามีน ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มสารกระตุ้นระบบประสาท (Stimulants)

ชื่อที่อาจพบ ได้แก่

  • ยาบ้า
  • ยาไอซ์
  • Ice
  • Crystal Meth
  • Meth
  • Methamphetamine
  • Amphetamine

สารกลุ่มนี้สามารถทำให้รู้สึกตื่นตัว มีพลัง พูดมาก หรือนอนน้อยลง แต่การใช้ในปริมาณสูงหรือใช้ต่อเนื่องสามารถสัมพันธ์กับความวิตกกังวล กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ หวาดระแวง หูแว่ว หลงผิด และอาการทางจิตได้

ผู้ที่มีปัญหาจากสารกระตุ้นอาจมีความอยากใช้มาก ควบคุมการใช้ได้ยาก และกลับไปใช้ซ้ำแม้ทราบว่ากำลังเกิดผลเสีย

2. โคเคน (Cocaine)

โคเคนเป็นสารกระตุ้นระบบประสาทอีกประเภทหนึ่ง สามารถทำให้รู้สึกตื่นตัว มีพลัง หรือมั่นใจมากขึ้นในช่วงที่สารออกฤทธิ์

การใช้ซ้ำสามารถนำไปสู่ความอยากใช้และรูปแบบการใช้ที่ควบคุมได้ยาก รวมถึงปัญหาทั้งทางร่างกายและจิตใจ

ในบางรายอาจเกิดอาการกระสับกระส่าย วิตกกังวล หวาดระแวง หรืออาการทางจิต โดยเฉพาะเมื่อใช้ในปริมาณมากหรือใช้ต่อเนื่อง

3. ยาอี หรือ MDMA

MDMA หรือ 3,4-methylenedioxymethamphetamine เป็นสารที่หลายคนรู้จักในชื่อ

  • ยาอี
  • Ecstasy
  • Molly
  • MDMA

MDMA มีผลต่อระบบประสาทและสามารถทำให้การรับรู้ อารมณ์ และความรู้สึกต่อผู้อื่นเปลี่ยนแปลง

ความเสี่ยงอีกประการหนึ่งของสารที่จำหน่ายนอกระบบการแพทย์คือ ผู้ใช้อาจไม่ทราบว่าสิ่งที่ได้รับมีส่วนประกอบอะไร มีความเข้มข้นเท่าใด หรือมีสารชนิดอื่นผสมอยู่ด้วยหรือไม่

4. เฮโรอีน ฝิ่น และสารกลุ่มโอปิออยด์ (Opioids)

Opioids เป็นกลุ่มสารที่ออกฤทธิ์ต่อระบบ opioid ของร่างกาย ตัวอย่างที่สำคัญ ได้แก่

  • เฮโรอีน (Heroin)
  • ฝิ่น (Opium)
  • มอร์ฟีน (Morphine)
  • โคเดอีน (Codeine)
  • เฟนทานิล (Fentanyl)
  • ยาแก้ปวดกลุ่ม opioid บางชนิด

สารกลุ่ม opioid สามารถทำให้เกิดการพึ่งพาและอาการถอนเมื่อหยุดใช้ได้

หนึ่งในความเสี่ยงสำคัญคือ opioid overdose หรือการได้รับสารกลุ่ม opioid มากเกินไป ซึ่งสามารถกดการหายใจ หมดสติ และเป็นอันตรายถึงชีวิต

5. กัญชาและสารกลุ่มแคนนาบินอยด์ (Cannabis/Cannabinoids)

สารในกลุ่มนี้ ได้แก่

  • กัญชา (Cannabis / Marijuana)
  • ผลิตภัณฑ์ที่มี THC
  • สารสกัดกัญชาที่มีฤทธิ์ต่อจิตประสาท
  • สาร cannabinoid อื่นตามลักษณะของผลิตภัณฑ์

แม้บางคนจะมีความเข้าใจว่า “กัญชาไม่ติด” แต่ในทางการแพทย์มีการวินิจฉัย Cannabis Use Disorder หรือความผิดปกติจากการใช้กัญชา

ผู้ใช้บางรายอาจพบว่าควบคุมการใช้ได้ยาก ใช้มากกว่าที่ตั้งใจ พยายามลดแล้วทำไม่ได้ หรือการใช้เริ่มส่งผลต่อการเรียน งาน ความสัมพันธ์ และสุขภาพจิต

กัญชายังสามารถสัมพันธ์กับความวิตกกังวล ความหวาดระแวง และอาการทางจิตในบางคน โดยความเสี่ยงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย รวมถึงปริมาณ THC รูปแบบการใช้ และความเปราะบางของแต่ละบุคคล

6. เคตามีน หรือยาเค (Ketamine)

Ketamine หรือเคตามีน เป็นยาที่มีการใช้ทางการแพทย์ภายใต้ข้อบ่งใช้และการดูแลที่เหมาะสม แต่สามารถถูกนำไปใช้เพื่อความมึนเมาได้เช่นกัน

ชื่อที่อาจพบ เช่น

  • ยาเค
  • K
  • Ketamine

การใช้ ketamine ซ้ำจนควบคุมไม่ได้สามารถนำไปสู่ปัญหาทางสุขภาพและการใช้ชีวิตได้

การใช้ ketamine ภายใต้การรักษาและติดตามของแพทย์ตามข้อบ่งใช้ ไม่ควรถูกนำไปเทียบโดยตรงกับการนำสารไปใช้เองเพื่อความมึนเมา

7. LSD ไซโลไซบิน และสารหลอนประสาท (Hallucinogens)

Hallucinogens หรือสารหลอนประสาท เป็นกลุ่มสารที่สามารถเปลี่ยนแปลงการรับรู้ ความคิด อารมณ์ และประสบการณ์ต่อสิ่งแวดล้อม

ตัวอย่าง ได้แก่

  • LSD
  • Acid
  • Psilocybin
  • เห็ดที่มีสารไซโลไซบิน
  • เห็ดเมา หรือชื่อที่บางคนใช้เรียกว่าเห็ดขี้ควาย
  • สารหลอนประสาทชนิดอื่น

ผลและความเสี่ยงแตกต่างกันตามชนิด ปริมาณ สภาพร่างกายและจิตใจของผู้ใช้ รวมถึงการใช้สารอื่นร่วมกัน

8. ยานอนหลับ ยาคลายกังวล และยากดประสาทบางชนิด

ในทางการแพทย์มีการวินิจฉัย Sedative, Hypnotic or Anxiolytic Use Disorder ซึ่งหมายถึงความผิดปกติจากการใช้สารหรือยาที่มีฤทธิ์กดประสาท ช่วยให้นอนหลับ หรือลดความวิตกกังวลบางประเภท

ตัวอย่างสำคัญคือยากลุ่ม Benzodiazepines ซึ่งมียาที่ใช้ทางการแพทย์สำหรับข้อบ่งใช้บางอย่าง เช่น ความวิตกกังวลหรือปัญหาการนอน

ยากลุ่มนี้มีประโยชน์เมื่อใช้ตามข้อบ่งใช้และได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม แต่การใช้ต่อเนื่องบางรูปแบบสามารถทำให้เกิดการพึ่งพาได้

ผู้ที่ใช้ benzodiazepines ต่อเนื่องจนร่างกายเกิดการพึ่งพา ไม่ควรหยุดยาอย่างกะทันหันด้วยตนเอง เพราะอาการถอนบางกรณีอาจรุนแรงและมีความเสี่ยงต่อการชัก ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนลดอย่างปลอดภัย

9. สารระเหย (Inhalants)

Inhalants หรือสารระเหย หมายถึงสารที่ถูกสูดดมเพื่อให้เกิดผลต่อระบบประสาท ตัวอย่างอาจเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ที่มีสารระเหย เช่น

  • กาวบางชนิด
  • ทินเนอร์
  • ตัวทำละลาย
  • สเปรย์บางประเภท
  • ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่มีสารระเหยบางชนิด

สารกลุ่มนี้สามารถส่งผลต่อสมอง ระบบประสาท และอวัยวะอื่นของร่างกาย และบางชนิดสามารถก่อให้เกิดอันตรายรุนแรงได้

10. สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทชนิดใหม่และสารสังเคราะห์

สารสังเคราะห์และสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทชนิดใหม่อาจถูกจำหน่ายภายใต้ชื่อที่แตกต่างกันไป และส่วนประกอบสามารถเปลี่ยนแปลงได้

ปัญหาสำคัญคือผู้ใช้อาจไม่ทราบแน่ชัดว่าสิ่งที่ได้รับมีสารอะไร มีความเข้มข้นเท่าใด หรือผสมสารอื่นมาด้วยหรือไม่

หากเกิดอาการผิดปกติหลังใช้สารที่ไม่ทราบชนิด ไม่จำเป็นต้องรู้ชื่อสารให้ได้ก่อนจึงจะมารักษา ควรแจ้งแพทย์ตามข้อมูลที่ทราบและนำข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์มาด้วยหากสามารถทำได้อย่างปลอดภัย

แอลกอฮอล์และบุหรี่อยู่ในกลุ่ม Substance Use Disorder หรือไม่?

ในระบบการวินิจฉัยทางจิตเวช ความผิดปกติจากการใช้แอลกอฮอล์และยาสูบก็อยู่ในกลุ่มความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับสารและการเสพติด

สำหรับเว็บไซต์ Piti Clinic สามารถแยก Alcohol Use Disorder เป็นบทความเฉพาะ เนื่องจากปัญหาการดื่มและภาวะถอนแอลกอฮอล์มีรายละเอียดด้านการประเมินและความปลอดภัยที่ควรอธิบายแยกต่างหาก

ใช้สารแค่บางครั้ง ถือว่าติดสารเสพติดหรือไม่?

ไม่สามารถตัดสินจากจำนวนครั้งที่ใช้เพียงอย่างเดียว

การเคยใช้สารไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นมี Substance Use Disorder โดยอัตโนมัติ ขณะเดียวกัน การไม่ได้ใช้ทุกวันก็ไม่ได้ยืนยันว่าไม่มีปัญหา

สิ่งที่ควรพิจารณาคือรูปแบบการใช้และผลกระทบ เช่น เริ่มใช้มากกว่าที่ตั้งใจหรือไม่ หยุดเมื่ออยากหยุดได้หรือไม่ มีความอยากใช้มากขึ้นหรือไม่ เคยพยายามเลิกแล้วกลับไปใช้ซ้ำหรือไม่ และการใช้สารกำลังสร้างปัญหากับสุขภาพ งาน การเรียน เงิน หรือความสัมพันธ์หรือไม่

ตามเกณฑ์ DSM ภาวะติดสารเสพติดวินิจฉัยอย่างไร?

DSM ย่อมาจาก Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders เป็นคู่มือเกณฑ์การวินิจฉัยโรคทางจิตเวชของสมาคมจิตแพทย์อเมริกัน (American Psychiatric Association)

ตามแนวทางของ DSM การประเมิน Substance Use Disorder จะพิจารณารูปแบบของปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงประมาณ 12 เดือน โดยดูหลายด้าน เช่น

  • ใช้สารมากกว่าหรือนานกว่าที่ตั้งใจ
  • อยากลดหรือหยุดแต่ทำไม่สำเร็จ
  • ใช้เวลามากกับการหา ใช้ หรือฟื้นตัวจากสาร
  • มี Craving หรือความอยากใช้สารอย่างมาก
  • การใช้สารกระทบหน้าที่สำคัญ
  • ยังคงใช้แม้เกิดปัญหาความสัมพันธ์
  • ลดหรือเลิกกิจกรรมสำคัญเพราะการใช้สาร
  • ใช้ในสถานการณ์ที่เสี่ยง
  • ยังคงใช้แม้ทราบว่าสารกำลังทำให้ปัญหาสุขภาพกายหรือสุขภาพจิตแย่ลง
  • มี Tolerance
  • มี Withdrawal ในสารที่มีอาการถอนตามลักษณะของสารนั้น

Tolerance หรือภาวะดื้อสาร หมายถึงการต้องใช้สารในปริมาณมากขึ้นเพื่อให้เกิดผลใกล้เคียงกับเดิม หรือปริมาณเดิมให้ผลลดลง

Withdrawal หรือภาวะถอนสาร หมายถึงกลุ่มอาการที่เกิดหลังลดหรือหยุดสารบางชนิดเมื่อร่างกายเกิดการปรับตัวจากการใช้ต่อเนื่อง

สารแต่ละชนิดไม่ได้มีรูปแบบของ Tolerance และ Withdrawal เหมือนกัน จึงไม่ควรใช้เพียงอาการสองอย่างนี้ในการวินิจฉัยตนเอง

ภาวะติดสารเสพติด เกิดจากอะไร?

Substance Use Disorder ไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่เกิดจากปัจจัยหลายด้านที่มีความสัมพันธ์กัน

ปัจจัยทางสมองและชีวภาพ

สารเสพติดสามารถออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทและวงจรสมองที่เกี่ยวข้องกับรางวัล แรงจูงใจ การเรียนรู้ ความอยาก และการควบคุมพฤติกรรม

เมื่อมีการใช้ซ้ำ สมองสามารถเกิดการปรับตัว ซึ่งอาจทำให้รูปแบบการใช้ค่อย ๆ เปลี่ยนไปและควบคุมได้ยากขึ้นในบางคน

ปัจจัยทางพันธุกรรมและความแตกต่างทางชีวภาพของแต่ละคนก็สามารถมีส่วนต่อความเสี่ยงได้

ปัจจัยทางจิตใจ

บางคนเริ่มใช้สารเพื่อรับมือกับความเครียด ความวิตกกังวล ความซึมเศร้า ความเหงา ปัญหาความสัมพันธ์ เหตุการณ์กระทบกระเทือนใจ หรือปัญหาการนอน

ในระยะแรก ผู้ใช้อาจรู้สึกว่าสารช่วยให้ความทุกข์ลดลงชั่วคราว เมื่อเกิดรูปแบบนี้ซ้ำ ๆ การใช้สารอาจค่อย ๆ กลายเป็นวิธีหลักในการรับมือกับอารมณ์และปัญหาชีวิต

ปัจจัยด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม

การเข้าถึงสาร กลุ่มเพื่อน สภาพแวดล้อม ความเครียดจากงาน ปัญหาทางการเงิน ความสัมพันธ์ และบริบททางสังคม ล้วนสามารถมีส่วนต่อการเริ่มใช้ การใช้ต่อเนื่อง และการกลับไปใช้ซ้ำ

การรักษาจึงไม่ควรมองเฉพาะว่า “ใช้สารอะไร” แต่ควรทำความเข้าใจด้วยว่าสารนั้นเข้ามามีบทบาทอะไรในชีวิตของผู้ป่วย

สารเสพติดกับโรคทางจิตเวชเกี่ยวข้องกันอย่างไร?

ผู้ที่มี Substance Use Disorder สามารถมีปัญหาสุขภาพจิตหรือโรคทางจิตเวชเกิดร่วมกันได้ เช่น

  • โรคซึมเศร้า
  • โรควิตกกังวล
  • โรคอารมณ์สองขั้ว
  • โรคสมาธิสั้น
  • PTSD หรือภาวะผิดปกติหลังเผชิญเหตุการณ์กระทบกระเทือนใจ
  • ปัญหาการนอน
  • โรคทางจิตเวชอื่น

ในอีกด้านหนึ่ง การใช้สาร ภาวะเมาสาร หรือภาวะถอนสารก็สามารถทำให้เกิดอาการทางจิตเวชได้ เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวล หงุดหงิด นอนไม่หลับ หวาดระแวง หูแว่ว หลงผิด หรืออาการทางจิต

จึงมีคำถามสำคัญในการประเมินว่า อาการทางจิตเวชเป็นโรคที่เกิดขึ้นเอง เป็นผลจากสาร หรือมีทั้งสองปัญหาเกิดร่วมกัน

บางครั้งยังไม่สามารถสรุปได้จากการพบแพทย์ครั้งแรก จำเป็นต้องอาศัยลำดับเวลาของอาการ ประวัติการใช้สาร การติดตามอาการ และข้อมูลจากคนใกล้ชิดร่วมกัน

ภาวะเมาสาร (Intoxication) และภาวะถอนสาร (Withdrawal) คืออะไร?

Intoxication หรือภาวะเมาสาร คือกลุ่มอาการที่เกิดขึ้นระหว่างหรือหลังได้รับสาร ซึ่งลักษณะอาการแตกต่างกันตามชนิดของสาร

Withdrawal หรือภาวะถอนสาร คือกลุ่มอาการที่เกิดหลังลดหรือหยุดสารบางชนิด หลังจากร่างกายเกิดการปรับตัวกับการใช้ต่อเนื่อง

ตัวอย่างเช่น ผู้ที่ใช้สารกระตุ้นอาจมีอาการระหว่างใช้และหลังหยุดแตกต่างจากผู้ที่ใช้ opioid หรือยากลุ่มกดประสาท

จึงไม่มีอาการถอนแบบเดียวที่ใช้กับสารเสพติดทุกประเภท

อยากเลิกสารเสพติด ควรหยุดทันทีเองหรือไม่?

ขึ้นอยู่กับชนิดของสาร ปริมาณ ความถี่ ระยะเวลาที่ใช้ สุขภาพร่างกาย และสารหรือยาอื่นที่ใช้ร่วมกัน

สารบางชนิดอาจทำให้เกิดความอยากและอาการไม่สบายหลังหยุด ขณะที่สารหรือยากดประสาทบางประเภทสามารถมีอาการถอนที่เป็นอันตรายได้

โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ benzodiazepines หรือยากดประสาทบางชนิดต่อเนื่องจนเกิดการพึ่งพา ไม่ควรหยุดอย่างกะทันหันด้วยตนเอง เนื่องจากอาจเกิดอาการถอนรุนแรง รวมถึงอาการชัก

หากใช้หลายสารร่วมกัน ใช้แอลกอฮอล์ร่วมด้วย หรือไม่แน่ใจว่าสารที่ใช้อยู่คืออะไร ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินวิธีลดหรือหยุดที่ปลอดภัย

ภาวะติดสารเสพติด รักษาอย่างไร?

การรักษา Substance Use Disorder ไม่ได้มีเพียงการทำให้สารออกจากร่างกาย แต่ควรดูแลทั้งความปลอดภัยในช่วงหยุดสาร ความอยากใช้ ปัจจัยกระตุ้น โรคทางจิตเวชที่เกิดร่วม สภาพแวดล้อม และการป้องกันการกลับไปใช้ซ้ำ

การประเมินชนิดและรูปแบบการใช้สาร

แพทย์อาจประเมินว่าสารที่ใช้คืออะไร ใช้กี่ชนิด ปริมาณและความถี่เท่าใด ใช้ครั้งล่าสุดเมื่อใด เคยพยายามหยุดหรือไม่ และเคยมีอาการถอนหรือภาวะฉุกเฉินจากการใช้สารหรือไม่

นอกจากนี้ยังต้องประเมินสุขภาพร่างกาย ยาที่ใช้อยู่ การดื่มแอลกอฮอล์ และอาการทางจิตเวช เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวล นอนไม่หลับ หูแว่ว หลงผิด หรือความคิดทำร้ายตนเอง

เป้าหมายของการถามประวัติเหล่านี้คือการวางแผนรักษาให้ปลอดภัย ไม่ใช่การตำหนิหรือตัดสินผู้ป่วย

การดูแลภาวะถอนสาร

วิธีดูแลขึ้นอยู่กับสารแต่ละประเภทและความรุนแรงของอาการ

ผู้ป่วยบางรายสามารถรับการรักษาแบบผู้ป่วยนอกได้ ขณะที่บางรายอาจจำเป็นต้องได้รับการดูแลใกล้ชิดหรือรักษาในโรงพยาบาล โดยเฉพาะเมื่อมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนทางร่างกายหรือจิตเวช

การรักษาด้วยยา

Substance Use Disorder บางประเภทมีการรักษาด้วยยาที่มีหลักฐานสนับสนุน ตัวอย่างที่สำคัญคือการรักษา Opioid Use Disorder รวมถึงการใช้ยาสำหรับจัดการอาการหรือภาวะแทรกซ้อนบางอย่างในกระบวนการรักษา

อย่างไรก็ตาม ไม่มียาตัวเดียวที่ใช้รักษาการติดสารทุกประเภท

การเลือกใช้ยาจึงต้องพิจารณาตามชนิดของสาร สุขภาพร่างกาย โรคทางจิตเวชที่เกิดร่วม และเป้าหมายการรักษาของแต่ละคน

จิตบำบัดและการปรับพฤติกรรม

การรักษาทางจิตใจสามารถช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจตัวกระตุ้นที่ทำให้อยากใช้สาร เรียนรู้วิธีรับมือกับ Craving จัดการความเครียดโดยไม่พึ่งสาร และวางแผนรับมือกับสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงต่อการกลับไปใช้

นอกจากนี้ยังสามารถช่วยเรื่องความสัมพันธ์ การกลับไปเรียนหรือทำงาน และการสร้างรูปแบบชีวิตที่สนับสนุนการฟื้นตัวในระยะยาว

การรักษาโรคทางจิตเวชที่เกิดร่วมกัน

หากมีโรคซึมเศร้า วิตกกังวล Bipolar ADHD PTSD ปัญหาการนอน หรืออาการทางจิตร่วมด้วย ควรได้รับการประเมินและวางแผนรักษาควบคู่กัน

ในผู้ป่วยที่มีทั้งปัญหาการใช้สารและโรคทางจิตเวช การดูแลทั้งสองด้านร่วมกันมีความสำคัญต่อผลการรักษา

กลับไปใช้สารอีก แปลว่าการรักษาล้มเหลวไหม?

การกลับไปใช้สารสามารถเกิดขึ้นได้ในกระบวนการฟื้นตัวของผู้ป่วยบางคน และไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุผลในการตีตราหรือสรุปว่าผู้ป่วย “รักษาไม่ได้”

สิ่งที่มีประโยชน์กว่าคือกลับมาประเมินว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนกลับไปใช้ เช่น มีความเครียดมากขึ้น เจอสถานการณ์หรือกลุ่มคนที่เป็นตัวกระตุ้น มีความอยากใช้รุนแรง มีปัญหาความสัมพันธ์ มีอาการซึมเศร้าหรือวิตกกังวลมากขึ้น หรือขาดการรักษาต่อเนื่องหรือไม่

ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาปรับแผนการรักษาและป้องกันการกลับไปใช้ในอนาคตได้

การกลับไปใช้สารจึงเป็นเหตุให้กลับมาประเมินและปรับแผน ไม่ใช่เหตุผลที่จะเลิกรักษา

ครอบครัวควรช่วยคนที่มีปัญหาการใช้สารอย่างไร?

หลายครอบครัวต้องอยู่กับทั้งความเป็นห่วง ความโกรธ ความผิดหวัง และผลกระทบจากการใช้สารเป็นเวลานาน

คำพูดอย่าง “ถ้ารักครอบครัวจริงก็เลิกได้” “ทำไมไม่ใจแข็ง” หรือ “ติดยาเพราะเลือกเอง” อาจเพิ่มความรู้สึกผิดและทำให้ผู้ป่วยหลีกเลี่ยงการพูดถึงปัญหามากขึ้น

ครอบครัวอาจเริ่มจากสิ่งที่สังเกตเห็น เช่น

“เราเห็นว่าคุณพยายามหยุดหลายครั้งแล้ว แต่ดูเหมือนมันยากมาก”

“เราเป็นห่วงว่าสารกำลังกระทบสุขภาพและชีวิตคุณ”

“เราอยากลองพาไปคุยกับหมอ เพื่อดูว่ามีวิธีช่วยให้หยุดได้ปลอดภัยและง่ายขึ้นไหม”

การเข้าใจ Substance Use Disorder ในฐานะปัญหาสุขภาพไม่ได้หมายความว่าครอบครัวต้องยอมรับพฤติกรรมทุกอย่าง

หากมีความรุนแรง การขับรถหลังใช้สาร การใช้เงินจนกระทบครอบครัว หรือพฤติกรรมที่ทำให้สมาชิกในบ้านไม่ปลอดภัย ครอบครัวสามารถกำหนดขอบเขตที่เหมาะสมเพื่อปกป้องตนเองและคนอื่นได้

เมื่อไหร่ควรไปโรงพยาบาลทันที?

ควรได้รับการประเมินฉุกเฉินหากหลังใช้สารหรือระหว่างหยุดสารมีอาการ เช่น

  • หมดสติหรือปลุกไม่ตื่น
  • หายใจช้าหรือหายใจผิดปกติ
  • ชัก
  • เจ็บหน้าอกรุนแรง
  • มีอาการทางร่างกายรุนแรง
  • สับสนมาก
  • กระสับกระส่ายหรือก้าวร้าวจนควบคุมไม่ได้
  • หูแว่วหรือหลงผิดรุนแรง
  • มีความคิดหรือพฤติกรรมทำร้ายตนเอง
  • มีความคิดหรือพฤติกรรมทำร้ายผู้อื่น
  • ไม่สามารถดูแลความปลอดภัยพื้นฐานของตนเองได้

หากไม่ทราบว่าสารที่ใช้คืออะไร หรือสงสัยว่าได้รับสารหลายชนิดร่วมกัน ไม่จำเป็นต้องรอจนทราบชื่อสารก่อนจึงไปโรงพยาบาล

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปัญหาการใช้และภาวะติดสารเสพติด (FAQ)

ใช้สารเสพติดแค่บางครั้ง ถือว่าติดหรือไม่?

ไม่สามารถตัดสินจากความถี่เพียงอย่างเดียว ต้องพิจารณาการควบคุมการใช้ ความอยากใช้ ผลกระทบต่อชีวิต การพยายามลดหรือหยุด และอาการอื่นตามชนิดของสาร

ไม่ได้ใช้ทุกวัน แปลว่ายังไม่ติดใช่ไหม?

ไม่เสมอไป บางคนไม่ได้ใช้ทุกวัน แต่เมื่อเริ่มใช้แล้วควบคุมไม่ได้ ใช้มากกว่าที่ตั้งใจ หรือเกิดปัญหาซ้ำ ๆ จากการใช้สารได้

กัญชาทำให้เกิดภาวะติดสารได้ไหม?

ได้ ในทางการแพทย์มีการวินิจฉัย Cannabis Use Disorder ผู้ใช้บางรายสามารถเกิดรูปแบบการใช้ที่ควบคุมได้ยากและส่งผลกระทบต่อชีวิต

ยาบ้าและยาไอซ์ทำให้หูแว่วหรือมีอาการทางจิตได้ไหม?

ได้ สารในกลุ่ม methamphetamine สามารถสัมพันธ์กับอาการหวาดระแวง ประสาทหลอน หลงผิด และอาการทางจิต โดยเฉพาะเมื่อใช้ในปริมาณมากหรือใช้ต่อเนื่อง

ยานอนหลับหรือยาคลายกังวลทำให้เกิดการพึ่งพาได้ไหม?

ยาบางชนิด โดยเฉพาะ benzodiazepines สามารถทำให้เกิดการพึ่งพาเมื่อใช้ต่อเนื่องได้ หากใช้เป็นประจำไม่ควรหยุดอย่างกะทันหันด้วยตนเอง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนอย่างปลอดภัย

ต้องเลิกสารให้ได้ก่อนถึงจะมาพบจิตแพทย์ได้ไหม?

ไม่จำเป็น

ผู้ป่วยสามารถมาปรึกษาได้แม้ยังใช้อยู่ ยังหยุดไม่ได้ ยังไม่แน่ใจว่าต้องการเลิกหรือไม่ หรือเพิ่งกลับไปใช้ซ้ำ

การรักษาสามารถเริ่มจากการประเมินว่าขณะนี้เกิดปัญหาอะไร มีความเสี่ยงอะไร และเป้าหมายที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยในช่วงนี้คืออะไร

ปรึกษาปัญหาการใช้และภาวะติดสารเสพติด ที่ Piti Clinic

หากคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังมีปัญหาจากยาบ้า ยาไอซ์ เมทแอมเฟตามีน แอมเฟตามีน โคเคน ยาอี MDMA เฮโรอีน ฝิ่นหรือสารกลุ่มโอปิออยด์ กัญชา เคตามีนหรือยาเค LSD ไซโลไซบินหรือสารหลอนประสาท ยานอนหลับหรือยาคลายกังวลบางชนิด สารระเหย หรือสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทชนิดอื่น ไม่จำเป็นต้องรอจนชีวิตเสียหายรุนแรงจึงค่อยมาขอความช่วยเหลือ

และไม่จำเป็นต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่า “ติดสารเสพติดแล้วหรือยัง”

หากเริ่มควบคุมการใช้ได้ยาก อยากหยุดแต่หยุดไม่ได้ ใช้มากขึ้น มีความอยากใช้สูง กลับไปใช้ซ้ำ หรือการใช้สารกำลังส่งผลต่อสุขภาพจิต งาน การเงิน ความสัมพันธ์ และชีวิตประจำวัน ก็สามารถเข้ามารับการประเมินได้

ที่ Piti Clinic จิตแพทย์และทีมสุขภาพจิตสามารถประเมินชนิดและรูปแบบการใช้สาร ความเสี่ยงจากภาวะถอนสาร ปัญหาสุขภาพจิตที่เกิดร่วม และช่วยวางแผนการรักษา การจัดการความอยาก รวมถึงการป้องกันการกลับไปใช้ซ้ำให้เหมาะกับแต่ละคน

สำหรับครอบครัวที่กำลังพยายามช่วยคนที่ใช้สาร แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นพูดอย่างไร หรือผู้ป่วยยังไม่พร้อมเข้ารับการรักษา สามารถเข้ามาปรึกษาเพื่อทำความเข้าใจปัญหาและหาแนวทางช่วยเหลือที่เหมาะสมได้เช่นกัน

การขอความช่วยเหลือไม่จำเป็นต้องเริ่มในวันที่พร้อมเลิก 100%

บางครั้งจุดเริ่มต้นของการรักษาอาจเป็นเพียงการยอมรับว่า “การใช้สารกำลังสร้างปัญหา และอยากรู้ว่ามีทางเลือกในการรักษาอะไรบ้าง”

โทร 090 230 6000นัดผ่าน LINE