ข้ามไปเนื้อหา
โทร 090 230 6000LINE @piticlinic

ปัญหาพฤติกรรมและอารมณ์ในผู้สูงอายุ (Behavioral and Emotional Problems in Older Adults) อาการ สาเหตุ และการรักษา

เนื้อหาโดยทีมแพทย์ปีติ คลินิก · ตรวจทานโดย นพ. พิชญุตม์ เกษมภักดีพงษ์ (จิตแพทย์) · 13 กันยายน 2569

เมื่อผู้สูงอายุที่เคยใจเย็นเริ่มหงุดหงิดง่าย โกรธหรือก้าวร้าวมากขึ้น คนที่เคยชอบพูดคุยกลับเงียบและไม่สนใจอะไร หรือเริ่มเดินไปมา ร้องเรียกคนในครอบครัวซ้ำ ๆ นอนไม่เป็นเวลา หวาดระแวง หรือมีอารมณ์เปลี่ยนแปลง ครอบครัวอาจไม่แน่ใจว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงความเปลี่ยนแปลงตามวัยหรือเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพ

ปัญหาพฤติกรรมและอารมณ์ในผู้สูงอายุสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวล ภาวะสมองเสื่อม ภาวะสับสนเฉียบพลัน โรคทางกาย ความเจ็บปวด ผลจากยา ปัญหาการนอน หรือสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม บางครั้งพฤติกรรมที่ครอบครัวมองว่า “ดื้อ” หรือ “เอาแต่ใจ” อาจเป็นวิธีที่ผู้สูงอายุกำลังแสดงความกลัว ความไม่สบาย หรือความต้องการบางอย่างที่ไม่สามารถบอกออกมาได้

การดูแลจึงไม่ควรมุ่งเพียงทำให้พฤติกรรมหยุดลง แต่ควรพยายามทำความเข้าใจว่าอะไรอยู่เบื้องหลังความเปลี่ยนแปลงนั้น และมีปัจจัยใดที่สามารถรักษาหรือปรับให้ดีขึ้นได้

ปัญหาพฤติกรรมและอารมณ์ในผู้สูงอายุ คืออะไร?

ปัญหาพฤติกรรมและอารมณ์เป็นคำกว้าง ๆ ที่ใช้อธิบายความเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ ความคิด และการแสดงออกที่แตกต่างไปจากเดิมจนสร้างความทุกข์ให้ผู้สูงอายุ หรือเริ่มกระทบต่อการใช้ชีวิต ความสัมพันธ์และการดูแล

ผู้สูงอายุอาจมีอารมณ์ซึมเศร้า วิตกกังวล หงุดหงิด หรืออารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย ขณะที่บางคนมีพฤติกรรมเด่น เช่น กระสับกระส่าย เดินไปมา พูดหรือถามเรื่องเดิมซ้ำ ๆ ตะโกน ต่อต้านการดูแล หรือมีพฤติกรรมก้าวร้าว

อีกด้านหนึ่ง ผู้สูงอายุบางคนไม่ได้มีพฤติกรรมวุ่นวาย แต่กลับเฉยเมย ไม่สนใจสิ่งที่เคยชอบ ไม่ค่อยพูด และไม่อยากเริ่มทำกิจกรรมใด ๆ อาการเช่นนี้ก็ควรได้รับความสนใจเช่นกัน

ในผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อม สามารถพบอาการด้านพฤติกรรมและจิตใจร่วมกับปัญหาความจำและการคิดได้ เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวล กระสับกระส่าย นอนไม่ดี อาการทางจิต หรือพฤติกรรมก้าวร้าว

อย่างไรก็ตาม การพบพฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าผู้สูงอายุเป็นโรคสมองเสื่อมเสมอไป จำเป็นต้องพิจารณาสาเหตุอื่นร่วมด้วย

อาการของปัญหาพฤติกรรมและอารมณ์ในผู้สูงอายุ มีอะไรบ้าง?

อาการมีได้หลายรูปแบบ และผู้สูงอายุหนึ่งคนอาจมีหลายอาการเกิดขึ้นพร้อมกันหรือเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลา

อารมณ์ซึมเศร้า เบื่อ หรือหมดความสนใจ

ผู้สูงอายุอาจดูเศร้า เงียบลง ไม่อยากพูดคุย ไม่สนใจกิจกรรมที่เคยชอบ หรือไม่อยากออกจากบ้าน บางคนอาจพูดว่าตนเองไม่มีประโยชน์ เป็นภาระของครอบครัว หรือมองอนาคตในทางหมดหวัง

แต่ผู้สูงอายุที่มีภาวะซึมเศร้าไม่จำเป็นต้องบอกว่าตนเองเศร้าเสมอไป บางคนแสดงออกด้วยการนอนไม่ดี เบื่ออาหาร ไม่มีแรง หงุดหงิด หรือบ่นอาการทางร่างกายมากขึ้น

วิตกกังวลและหวาดกลัว

อาจกังวลเกี่ยวกับสุขภาพ กลัวการอยู่คนเดียว กลัวหกล้ม กลัวลูกหลานไม่กลับบ้าน หรือกังวลว่าจะเกิดเหตุการณ์ไม่ดีขึ้น

บางคนถามเรื่องเดิมซ้ำ ๆ หรือต้องการให้คนในครอบครัวยืนยันเรื่องเดิมหลายครั้งเพื่อให้รู้สึกปลอดภัย

ในผู้ที่มีปัญหาความจำ การจำคำตอบที่เพิ่งได้รับไม่ได้อาจทำให้คำถามและความกังวลเกิดซ้ำ แม้ครอบครัวจะอธิบายไปหลายครั้งแล้วก็ตาม

หงุดหงิด กระสับกระส่าย หรือก้าวร้าว

ผู้สูงอายุอาจหงุดหงิดง่ายขึ้น ตะโกน ด่าทอ ผลัก ตี หรือไม่ยอมให้คนเข้ามาช่วยดูแล

พฤติกรรมก้าวร้าวไม่ได้หมายความว่าผู้สูงอายุตั้งใจทำร้ายคนอื่นเสมอไป บางครั้งอาจเกิดจากความกลัว ความเจ็บปวด ความสับสน หรือไม่เข้าใจว่าคนรอบตัวกำลังทำอะไร

ตัวอย่างเช่น ผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อมอาจไม่เข้าใจว่าผู้ดูแลกำลังช่วยอาบน้ำ เมื่อมีคนเข้ามาจับตัวจึงรู้สึกว่ากำลังถูกคุกคามและพยายามป้องกันตนเอง

เฉยเมยและไม่อยากทำอะไร

ผู้สูงอายุบางคนดูไม่มีแรงจูงใจ ไม่ค่อยเริ่มทำกิจกรรม ไม่สนใจงานอดิเรกหรือคนรอบตัว และต้องมีคนคอยกระตุ้นจึงจะทำสิ่งต่าง ๆ

อาการนี้เรียกว่า “ภาวะเฉยเมย” หรือ Apathy ซึ่งหมายถึงแรงจูงใจและความสนใจในการเริ่มทำสิ่งต่าง ๆ ลดลง

ภาวะเฉยเมยอาจดูคล้ายโรคซึมเศร้า แต่ไม่เหมือนกันทั้งหมด ผู้ที่มีภาวะซึมเศร้ามักมีอารมณ์เศร้า ความทุกข์ ความรู้สึกผิดหรือหมดหวังร่วมด้วย ขณะที่บางคนที่มีภาวะเฉยเมยอาจไม่ได้รู้สึกเศร้าชัดเจน

ทั้งสองภาวะสามารถเกิดร่วมกันได้ จึงควรประเมินอย่างละเอียดก่อนสรุปสาเหตุ

พฤติกรรมซ้ำ ๆ เดินไปมา หรือร้องเรียก

ผู้สูงอายุอาจเดินไปมา เปิดปิดประตู เก็บของซ้ำ ๆ ถามคำถามเดิม หรือตามหาสมาชิกในครอบครัวซ้ำ ๆ

พฤติกรรมเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับความจำ ความวิตกกังวล ความต้องการบางอย่าง ความเบื่อ หรือความไม่สบายทางร่างกาย

แทนที่จะถามเพียงว่า “ทำอย่างไรให้หยุด” การพยายามหาว่าพฤติกรรมเกิดขึ้นเวลาใดและมีอะไรเกิดขึ้นก่อนหน้านั้น อาจช่วยให้พบสาเหตุได้มากกว่า

พฤติกรรมการนอนเปลี่ยนไป

ผู้สูงอายุบางคนงีบมากในช่วงกลางวัน แต่ตื่นหรือเดินไปมาในช่วงกลางคืน บางคนกระสับกระส่ายหรือสับสนมากขึ้นในช่วงเย็นและกลางคืน

ปัญหาการนอนอาจสัมพันธ์กับโรคทางกาย ยา ภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล หรือภาวะสมองเสื่อม จึงควรประเมินร่วมกับอาการด้านอื่น ไม่ควรมุ่งรักษาด้วยยานอนหลับเพียงอย่างเดียว

หวาดระแวง หลงผิด หรือเห็นและได้ยินสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง

ผู้สูงอายุบางคนอาจเชื่อว่ามีคนขโมยของ เชื่อว่าคนในครอบครัวกำลังหลอกหรือทำร้าย หรือเห็นและได้ยินสิ่งที่คนอื่นไม่รับรู้

อาการเหล่านี้สามารถเกิดร่วมกับภาวะสมองเสื่อม ภาวะสับสนเฉียบพลัน โรคทางกาย ยา หรือโรคทางจิตเวชบางชนิด จึงควรได้รับการประเมินเพื่อหาสาเหตุ ไม่ควรสรุปว่าเป็นโรคจิตเภทจากอาการเพียงอย่างเดียว

อาการของผู้สูงอายุแต่ละคนแตกต่างกัน การมีพฤติกรรมบางอย่างไม่ได้หมายความว่าจะเป็นโรคใดโรคหนึ่งเสมอไป สิ่งสำคัญคือดูว่าพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างไร เกิดมานานเพียงใด และกระทบต่อชีวิตหรือความปลอดภัยมากเพียงใด

แบบไหนที่อาจเข้าข่ายปัญหาพฤติกรรมและอารมณ์ที่ควรได้รับการประเมิน?

ควรให้ความสนใจเมื่อผู้สูงอายุมีอารมณ์หรือพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นต่อเนื่อง เริ่มกระทบชีวิตประจำวัน หรือทำให้ครอบครัวดูแลได้ยากขึ้น

ตัวอย่างเช่น คุณแม่ที่เคยออกไปพบเพื่อนทุกสัปดาห์เริ่มไม่ยอมออกจากบ้าน ไม่อยากคุยกับใครและรับประทานอาหารลดลง หรือคุณพ่อที่เคยใจเย็นเริ่มโกรธรุนแรงทุกครั้งที่สมาชิกในครอบครัวช่วยเรื่องการอาบน้ำและการแต่งตัว

อีกตัวอย่างหนึ่งคือผู้สูงอายุที่เริ่มถามซ้ำว่าลูกจะกลับบ้านเมื่อไรทุกไม่กี่นาที เดินตามหาคนในบ้าน หรือกระวนกระวายในช่วงเย็น หากมีปัญหาความจำร่วมด้วย พฤติกรรมเหล่านี้อาจสัมพันธ์กับการที่ผู้สูงอายุไม่สามารถจำข้อมูลใหม่หรือทำความเข้าใจกับสถานการณ์รอบตัวได้เหมือนเดิม

สิ่งสำคัญอีกประการคือความเร็วในการเปลี่ยนแปลง หากพฤติกรรมเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมงหรือไม่กี่วัน เช่น จากคนที่พูดคุยรู้เรื่องกลับสับสน กระสับกระส่าย หวาดระแวง หรือซึมลงอย่างชัดเจน ควรได้รับการประเมินทางการแพทย์โดยเร็ว เพราะอาจเป็นภาวะสับสนเฉียบพลันหรือมีโรคทางกายเป็นสาเหตุ

หากไม่แน่ใจว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงตามวัย ปัญหาสุขภาพจิต หรืออาการจากภาวะสมองเสื่อม สามารถปรึกษาจิตแพทย์เพื่อประเมินอย่างเหมาะสมได้

ปัญหาพฤติกรรมและอารมณ์ในผู้สูงอายุ เกิดจากอะไร?

พฤติกรรมหนึ่งอย่างสามารถเกิดจากหลายสาเหตุ และผู้สูงอายุแต่ละคนอาจมีหลายปัจจัยเกิดขึ้นพร้อมกัน การรักษาที่เหมาะสมจึงควรเริ่มจากการค้นหาว่าอะไรอยู่เบื้องหลังพฤติกรรมนั้น

ภาวะสมองเสื่อมและโรคทางสมอง

ภาวะสมองเสื่อมไม่ได้ส่งผลเฉพาะความจำ ผู้สูงอายุอาจมีอารมณ์และพฤติกรรมเปลี่ยนไปด้วย เช่น วิตกกังวล ซึมเศร้า หวาดระแวง กระสับกระส่าย ก้าวร้าว หรือมีปัญหาการนอน

โรคที่ทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อมแต่ละชนิดอาจมีลักษณะเด่นแตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น ภาวะสมองเสื่อมบางชนิดอาจมีความเปลี่ยนแปลงของบุคลิกภาพ การควบคุมพฤติกรรม หรือการเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นเด่นกว่าปัญหาความจำในช่วงแรก

ภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวล

ผู้สูงอายุที่ซึมเศร้าอาจไม่ได้ร้องไห้หรือบอกว่าเศร้า แต่อาจแสดงออกเป็นความหงุดหงิด ถอนตัว ไม่อยากทำอะไร นอนไม่ดี หรือมีอาการทางร่างกายมากขึ้น

ภาวะวิตกกังวลอาจทำให้กระสับกระส่าย ถามเรื่องเดิมซ้ำ ต้องการให้คนอยู่ใกล้ตลอดเวลา หรือนอนไม่หลับ

การประเมินอารมณ์จึงเป็นส่วนสำคัญ แม้ปัญหาหลักที่ครอบครัวพามาพบแพทย์จะเป็นเรื่อง “พฤติกรรม” ก็ตาม

ความเจ็บปวดและโรคทางกาย

เมื่อผู้สูงอายุหงุดหงิดหรือก้าวร้าว ควรคิดถึงความไม่สบายทางร่างกายด้วย

ผู้สูงอายุที่มีปัญหาความจำหรือการสื่อสารอาจไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่ากำลังเจ็บปวด หิว กระหายน้ำ ท้องผูก ปวดปัสสาวะ หายใจไม่สะดวก หรือรู้สึกไม่สบายตรงไหน พฤติกรรมจึงอาจเป็นวิธีหนึ่งที่แสดงออกถึงความไม่สบายเหล่านั้น

หากพฤติกรรมเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ควรให้ความสำคัญกับการค้นหาโรคทางกายหรือภาวะสับสนเฉียบพลันเป็นพิเศษ

ยา แอลกอฮอล์ และสารต่าง ๆ

ผู้สูงอายุจำนวนมากใช้ยาหลายชนิด ยาบางประเภทหรือปฏิกิริยาระหว่างยาอาจสัมพันธ์กับความง่วง ความสับสน กระสับกระส่าย หรือการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมได้

แอลกอฮอล์และสารบางชนิด รวมถึงการหยุดสารบางประเภทอย่างกะทันหัน สามารถส่งผลต่ออารมณ์ การนอน และพฤติกรรมได้เช่นกัน

เมื่อเข้ารับการประเมิน ควรแจ้งรายการยาทั้งหมดที่ใช้ รวมถึงยาที่ซื้อรับประทานเอง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร แอลกอฮอล์ และสารอื่นตามจริง

ปัญหาการนอน

การนอนที่ไม่มีคุณภาพสามารถทำให้อ่อนเพลีย หงุดหงิด สมาธิลดลง และความสามารถในการควบคุมอารมณ์แย่ลง

ในทางกลับกัน ปัญหาทางอารมณ์และพฤติกรรมก็สามารถรบกวนการนอนได้เช่นกัน จึงควรประเมินวงจรการนอนและตื่นร่วมกับพฤติกรรมโดยรวม

สิ่งแวดล้อมและวิธีการดูแล

เสียงดัง คนจำนวนมาก สถานที่ที่ไม่คุ้นเคย การเปลี่ยนผู้ดูแล หรือการมีกิจวัตรที่เปลี่ยนแปลงบ่อย อาจทำให้ผู้สูงอายุบางคนสับสนหรือวิตกกังวลมากขึ้น

วิธีการสื่อสารก็มีความสำคัญ เช่น การพูดหลายคำสั่งพร้อมกัน การรีบเร่ง หรือการเข้าจับตัวโดยไม่บอกก่อน อาจทำให้ผู้สูงอายุที่มีปัญหาความจำรู้สึกถูกคุกคามและตอบสนองด้วยการต่อต้าน

ดังนั้น พฤติกรรมไม่ได้เกิดจากสิ่งที่อยู่ “ภายในตัวผู้สูงอายุ” เพียงอย่างเดียว แต่บางครั้งเกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สูงอายุกับคนและสิ่งแวดล้อมรอบตัวด้วย

ปัญหาพฤติกรรมและอารมณ์ในผู้สูงอายุ รักษาอย่างไร?

การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุ ลักษณะและความรุนแรงของพฤติกรรม โรคประจำตัว ความสามารถด้านความจำ ยาที่ใช้ และความปลอดภัยของผู้สูงอายุและคนรอบตัว

เป้าหมายไม่ควรเป็นเพียงทำให้ผู้สูงอายุ “อยู่นิ่ง” หรือ “เชื่อฟัง” แต่ควรลดความทุกข์ ค้นหาความต้องการที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง และช่วยให้ทั้งผู้สูงอายุและครอบครัวสามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้ดีและปลอดภัยขึ้น

การประเมินและวินิจฉัย

แพทย์จะประเมินว่าพฤติกรรมเริ่มเมื่อใด เกิดขึ้นทันทีหรือค่อย ๆ เปลี่ยน เกิดช่วงเวลาใด มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นก่อนหน้า และหลังจากเกิดพฤติกรรมแล้วคนรอบตัวตอบสนองอย่างไร

จะประเมินร่วมกับอารมณ์ ความวิตกกังวล การนอน ความจำ ความสามารถในการคิด โรคประจำตัว ความเจ็บปวด ยาที่ใช้ และการเปลี่ยนแปลงในชีวิตหรือสิ่งแวดล้อม

ข้อมูลจากครอบครัวและผู้ดูแลมีความสำคัญ เพราะช่วยให้เห็นความแตกต่างระหว่างพฤติกรรมเดิมของผู้สูงอายุกับสิ่งที่เพิ่งเปลี่ยนแปลง

ค้นหาและรักษาสาเหตุที่อยู่เบื้องหลัง

หากพฤติกรรมสัมพันธ์กับความเจ็บปวด ปัญหาการนอน โรคทางกาย ผลจากยา ภาวะซึมเศร้า หรือวิตกกังวล การจัดการสาเหตุเหล่านั้นอาจช่วยให้อาการทางพฤติกรรมลดลงได้

หากมีภาวะสมองเสื่อมร่วมด้วย จะพิจารณาทั้งโรคทางสมอง พฤติกรรม สิ่งแวดล้อม ความสามารถในการสื่อสาร และความต้องการของผู้สูงอายุร่วมกัน

การปรับพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อม

ก่อนพยายามหยุดพฤติกรรม ควรสังเกตว่าพฤติกรรมนั้นเกิดขึ้นเมื่อใดและอะไรเป็นตัวกระตุ้น

หากผู้สูงอายุกระสับกระส่ายทุกเย็น อาจลองพิจารณาว่าช่วงนั้นเหนื่อย หิว ต้องการเข้าห้องน้ำ สิ่งแวดล้อมเสียงดัง หรือกำลังสับสนเกี่ยวกับเวลาหรือไม่

หากต่อต้านการอาบน้ำ อาจพิจารณาว่าน้ำเย็นเกินไปหรือไม่ ห้องน้ำทำให้กลัวหรือไม่ ผู้ดูแลเข้าจับตัวเร็วเกินไปหรือผู้สูงอายุไม่เข้าใจว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น

การปรับวิธีสื่อสาร เช่น เรียกชื่อก่อนพูด ใช้ประโยคสั้น บอกทีละขั้นตอน ให้เวลาในการตอบ และหลีกเลี่ยงการโต้เถียงที่ไม่จำเป็น สามารถช่วยลดความตึงเครียดได้ในบางสถานการณ์

จิตบำบัดและการดูแลด้านจิตใจ

หากผู้สูงอายุมีภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล หรือปัญหาการปรับตัว จิตบำบัดสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาได้ โดยรูปแบบควรปรับให้เหมาะกับความสามารถด้านความจำ การได้ยิน การมองเห็น และสุขภาพกาย

ครอบครัวเองอาจได้รับประโยชน์จากคำแนะนำเกี่ยวกับการสื่อสาร การตอบสนองต่อพฤติกรรม และการจัดการความเครียดจากบทบาทผู้ดูแล

การรักษาด้วยยา

ยาอาจมีบทบาทเมื่อพบโรคทางจิตเวชที่ควรรักษาด้วยยา หรือเมื่ออาการบางอย่างมีความรุนแรงจนสร้างความทุกข์หรือปัญหาด้านความปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรใช้ยาเพียงเพื่อทำให้ผู้สูงอายุสงบโดยไม่ได้ประเมินสาเหตุของพฤติกรรมก่อน

โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อม การใช้ยาบางประเภทเพื่อควบคุมอาการก้าวร้าว หวาดระแวง หรืออาการทางจิตจำเป็นต้องชั่งประโยชน์และความเสี่ยงอย่างรอบคอบ และติดตามผลอย่างเหมาะสม

ไม่ควรนำยานอนหลับ ยาคลายกังวล หรือยารักษาอาการทางจิตของผู้อื่นมาให้ผู้สูงอายุรับประทานเอง

ผู้สูงอายุอารมณ์และนิสัยเปลี่ยน เป็นเพราะแก่ขึ้นหรือเป็นสัญญาณของโรค?

บุคลิกและวิธีแสดงอารมณ์ของคนสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดชีวิต แต่การเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนจนคนใกล้ตัวรู้สึกว่า “ไม่เหมือนคนเดิม” ไม่ควรถูกอธิบายด้วยอายุเพียงอย่างเดียว

ตัวอย่างเช่น คนที่เคยสุภาพและควบคุมตนเองได้ดีเริ่มพูดหรือทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมโดยไม่รู้ตัว คนที่เคยสนใจครอบครัวกลับไม่สนใจสิ่งใดเลย หรือคนที่เคยไว้วางใจลูกหลานเริ่มหวาดระแวงอย่างมาก อาการเหล่านี้อาจมีสาเหตุทางสุขภาพที่ควรได้รับการประเมิน

สิ่งสำคัญคือดู “การเปลี่ยนแปลงจากตัวตนเดิม” ร่วมกับระยะเวลาและอาการอื่น เช่น ความจำลดลง การใช้ภาษาหรือการตัดสินใจเปลี่ยนไป อารมณ์ซึมเศร้า การนอนไม่ดี หรืออาการทางจิต

หากการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป อาจต้องประเมินทั้งสุขภาพจิตและการทำงานของสมอง

แต่หากเปลี่ยนอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมงหรือไม่กี่วัน โดยเฉพาะเมื่อมีความสับสน ง่วงผิดปกติ สมาธิลดลง หรือระดับความรู้สึกตัวขึ้นลง ควรได้รับการประเมินทางการแพทย์โดยเร็ว เพราะอาจเป็นภาวะสับสนเฉียบพลันหรือโรคทางกายที่เกิดขึ้นใหม่

ครอบครัวรับมือกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของผู้สูงอายุอย่างไร?

สิ่งแรกที่อาจช่วยได้คือเปลี่ยนคำถามจาก “ทำไมถึงทำแบบนี้อีก” เป็น “มีอะไรทำให้เขาต้องตอบสนองแบบนี้”

หากผู้สูงอายุถามเรื่องเดิมซ้ำ อาจเป็นเพราะจำคำตอบไม่ได้ หากไม่ยอมอาบน้ำ อาจกำลังกลัวหรือไม่เข้าใจสถานการณ์ หากเดินไปมาตลอดเวลา อาจกำลังต้องการบางอย่าง หากตะโกนหรือผลักผู้ดูแล อาจมีความเจ็บปวดหรือรู้สึกว่ากำลังถูกคุกคาม

ครอบครัวสามารถลองจดว่าเกิดพฤติกรรมอะไร เวลาใด ก่อนเกิดเหตุการณ์กำลังทำอะไร มีใครอยู่ด้วย และอะไรทำให้อาการดีขึ้นหรือแย่ลง ข้อมูลนี้สามารถช่วยให้ทีมรักษามองเห็นรูปแบบและค้นหาสาเหตุได้ง่ายขึ้น

ระหว่างที่ผู้สูงอายุกำลังอารมณ์รุนแรง ควรลดการโต้เถียง ใช้น้ำเสียงสงบ ลดสิ่งกระตุ้นรอบตัว และให้พื้นที่เมื่อสามารถทำได้อย่างปลอดภัย หากมีความเสี่ยงต่อการทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น ควรให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและขอความช่วยเหลือจากบุคลากรทางการแพทย์

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปัญหาพฤติกรรมและอารมณ์ในผู้สูงอายุ (FAQ)

ผู้สูงอายุหงุดหงิดและอารมณ์เสียง่ายเป็นเรื่องปกติของวัยหรือไม่?

ไม่ควรสรุปว่าเป็นเรื่องปกติเพียงเพราะอายุมากขึ้น หากอารมณ์เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างชัดเจน ควรพิจารณาปัจจัยด้านสุขภาพกาย สุขภาพจิต ความจำ ยา การนอน ความเจ็บปวด และสิ่งแวดล้อมร่วมด้วย

ผู้สูงอายุก้าวร้าวควรทำอย่างไร?

ควรให้ความสำคัญกับความปลอดภัยก่อน หลีกเลี่ยงการโต้เถียงหรือใช้กำลังหากไม่จำเป็น และพยายามค้นหาว่ามีความกลัว ความเจ็บปวด ความสับสน หรือสิ่งกระตุ้นใดอยู่เบื้องหลัง หากพฤติกรรมรุนแรง เกิดซ้ำ หรือเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ ควรได้รับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ

ผู้สูงอายุไม่สนใจอะไรเลย เป็นโรคซึมเศร้าหรือไม่?

เป็นไปได้ แต่ไม่เสมอไป การไม่สนใจหรือไม่เริ่มทำกิจกรรมอาจเกิดจากภาวะซึมเศร้า ภาวะเฉยเมย ภาวะสมองเสื่อม โรคทางกาย หรือปัจจัยอื่น จึงควรประเมินอาการด้านอารมณ์ ความคิด ความจำและการใช้ชีวิตร่วมกัน

พฤติกรรมเปลี่ยนไปเกี่ยวข้องกับภาวะสมองเสื่อมได้หรือไม่?

ได้ ภาวะสมองเสื่อมสามารถมีอาการด้านพฤติกรรมและอารมณ์ร่วมด้วย แต่พฤติกรรมเปลี่ยนไม่ได้หมายความว่าเป็นสมองเสื่อมเสมอไป โดยเฉพาะหากอาการเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ควรค้นหาสาเหตุอื่นด้วย

ต้องใช้ยาควบคุมพฤติกรรมหรือไม่?

ไม่จำเป็นทุกคน การรักษาควรเริ่มจากการทำความเข้าใจสาเหตุและความต้องการที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรม รวมถึงปรับสิ่งแวดล้อมและวิธีการดูแล ยาจะพิจารณาตามโรคที่เป็นสาเหตุ ความรุนแรง และความเสี่ยงของแต่ละคน

พฤติกรรมแบบไหนควรได้รับความช่วยเหลือเร่งด่วน?

หากพฤติกรรมเปลี่ยนอย่างเฉียบพลันร่วมกับความสับสน ซึมลง มีไข้ หายใจลำบาก แขนขาอ่อนแรงหรืออาการทางกายรุนแรงอื่น ควรได้รับการประเมินทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน

หากผู้สูงอายุพยายามทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น มีความคิดฆ่าตัวตาย ก้าวร้าวจนไม่สามารถรักษาความปลอดภัยได้ หรือมีอาการทางจิตรุนแรงที่นำไปสู่พฤติกรรมอันตราย ควรขอความช่วยเหลือโดยเร็วเช่นกัน

ปรึกษาปัญหาพฤติกรรมและอารมณ์ในผู้สูงอายุ ที่ Piti Clinic

หากผู้สูงอายุในครอบครัวเริ่มหงุดหงิด ก้าวร้าว กระสับกระส่าย เงียบหรือเฉยเมยผิดปกติ ไม่สนใจสิ่งที่เคยชอบ วิตกกังวล ถามเรื่องเดิมซ้ำ ๆ นอนไม่เป็นเวลา หวาดระแวง หรือมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิม คุณไม่จำเป็นต้องรอจนปัญหารุนแรงหรือครอบครัวรับมือไม่ไหวจึงค่อยขอความช่วยเหลือ

ที่ Piti Clinic ทีมจิตแพทย์ นักจิตวิทยา และบุคลากรด้านสุขภาพจิต พร้อมรับฟัง ประเมินปัญหา และวางแนวทางการดูแลที่เหมาะสมกับแต่ละคน โดยคำนึงถึงทั้งอาการ ชีวิตประจำวัน ความสัมพันธ์ และเป้าหมายในการรักษา

สำหรับปัญหาพฤติกรรมและอารมณ์ในผู้สูงอายุ การประเมินอาจครอบคลุมอารมณ์ ความวิตกกังวล ความจำ การนอน อาการทางจิต ความสามารถในการใช้ชีวิต โรคประจำตัว ยาที่ใช้อยู่ และข้อมูลจากสมาชิกในครอบครัว เพื่อช่วยทำความเข้าใจว่าอะไรอาจอยู่เบื้องหลังพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป

การดูแลอาจประกอบด้วยการประเมินโดยจิตแพทย์ การรักษาโรคทางจิตเวชที่เกี่ยวข้อง การใช้ยาตามข้อบ่งชี้ จิตบำบัด การปรับพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการให้คำแนะนำแก่ครอบครัวและผู้ดูแล

หากพฤติกรรมหรือความสับสนเกิดขึ้นใหม่อย่างเฉียบพลันภายในไม่กี่ชั่วโมงหรือไม่กี่วัน หรือมีอาการทางกายรุนแรงร่วมด้วย ควรได้รับการประเมินทางการแพทย์โดยเร็ว ไม่ควรรอเพียงนัดตรวจสุขภาพจิตตามปกติ

โทร 090 230 6000นัดผ่าน LINE