ข้ามไปเนื้อหา
โทร 090 230 6000LINE @piticlinic

ปัญหาด้านอารมณ์ในเด็กและวัยรุ่น (Emotional Problems) อาการ สาเหตุ และแนวทางการดูแล

เนื้อหาโดยทีมแพทย์ปีติ คลินิก · ตรวจทานโดย นพ. พิชญุตม์ เกษมภักดีพงษ์ (จิตแพทย์) · 13 กันยายน 2569

เด็กและวัยรุ่นสามารถมีวันที่เศร้า กังวล หงุดหงิด โกรธ หรือไม่อยากพูดกับใครได้ เช่นเดียวกับผู้ใหญ่ อารมณ์เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและไม่ได้หมายความว่าเด็กกำลังมีโรคทางจิตเวชเสมอไป

แต่หากผู้ปกครองเริ่มรู้สึกว่า “ช่วงนี้ลูกไม่เหมือนเดิม” เช่น หงุดหงิดง่ายขึ้นมาก ร้องไห้บ่อย กังวลกับเรื่องเล็ก ๆ แยกตัวจากเพื่อน ไม่อยากไปโรงเรียน นอนไม่หลับ ผลการเรียนเปลี่ยน หรือไม่สนใจสิ่งที่เคยชอบ อาจเป็นสัญญาณว่าเด็กกำลังเผชิญปัญหาด้านอารมณ์ที่ควรได้รับความเข้าใจและความช่วยเหลือ

ปัญหาด้านอารมณ์ในเด็กและวัยรุ่นมีได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่ความเครียดจากการเรียน ปัญหาเพื่อน ความสัมพันธ์ในครอบครัว การปรับตัวต่อเหตุการณ์ในชีวิต ไปจนถึงโรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า หรือภาวะทางสุขภาพจิตอื่น ๆ

เด็กบางคนสามารถพูดได้ตรง ๆ ว่า “หนูเครียด” หรือ “หนูไม่ไหวแล้ว” แต่เด็กอีกจำนวนมากอาจยังไม่สามารถอธิบายความรู้สึกของตัวเองได้ชัดเจน ความทุกข์จึงอาจแสดงออกผ่านพฤติกรรม การเรียน การนอน หรืออาการทางร่างกายแทน

การสังเกตและรับฟังตั้งแต่เนิ่น ๆ ไม่ได้เป็นการคิดมากเกินไป แต่เป็นโอกาสที่จะช่วยให้เราเข้าใจว่าเด็กกำลังเผชิญอะไร และต้องการความช่วยเหลือแบบไหน

ปัญหาด้านอารมณ์ในเด็กและวัยรุ่น คืออะไร?

“ปัญหาด้านอารมณ์” ไม่ใช่ชื่อของโรคใดโรคหนึ่ง แต่เป็นคำที่ใช้อธิบายความยากในการรับมือกับอารมณ์ เช่น ความเศร้า ความกังวล ความกลัว ความโกรธ ความรู้สึกผิด ความโดดเดี่ยว หรือความเครียด ซึ่งเริ่มสร้างความทุกข์หรือส่งผลต่อการใช้ชีวิต

ปัญหาอาจเกิดขึ้นชั่วคราวเพื่อตอบสนองต่อเหตุการณ์บางอย่าง เช่น ย้ายโรงเรียน ทะเลาะกับเพื่อน สูญเสียคนสำคัญ หรือเผชิญความกดดันด้านการเรียน

ในเด็กบางคน อาการอาจเกิดขึ้นต่อเนื่องและมีความรุนแรงจนเข้ากับภาวะทางสุขภาพจิต เช่น โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า หรือปัญหาการปรับตัว

สิ่งที่ทำให้การสังเกตเด็กซับซ้อนกว่าผู้ใหญ่คือ เด็กไม่ได้แสดงความทุกข์ด้วยคำพูดเสมอไป

เด็กที่กำลังเศร้าอาจดูหงุดหงิด เด็กที่กำลังกังวลอาจบอกว่าปวดท้อง เด็กที่กำลังเครียดกับโรงเรียนอาจปฏิเสธไม่ยอมไปเรียน และวัยรุ่นที่รู้สึกไม่มีคุณค่าอาจเริ่มเก็บตัวหรือเลิกทำกิจกรรมที่เคยชอบ

ดังนั้น การทำความเข้าใจปัญหาด้านอารมณ์จึงควรมองทั้งความรู้สึก ความคิด พฤติกรรม ร่างกาย ความสัมพันธ์ และการใช้ชีวิตของเด็กไปพร้อมกัน

อาการของปัญหาด้านอารมณ์ในเด็กและวัยรุ่น มีอะไรบ้าง?

อาการสามารถแตกต่างกันตามอายุ บุคลิก สถานการณ์ และลักษณะปัญหาของเด็กแต่ละคน

อารมณ์เศร้าและความสนใจลดลง

เด็กอาจดูเศร้า ร้องไห้ง่าย ไม่มีความสุข หรือไม่สนใจสิ่งที่เคยชอบ

เด็กที่เคยอยากเล่นกีฬา วาดรูป เล่นเกม หรือออกไปกับเพื่อน อาจเริ่มบอกว่าไม่อยากทำอะไร และใช้เวลาอยู่คนเดียวมากขึ้น

ในเด็กและวัยรุ่นบางคน ความเศร้าอาจแสดงออกเป็นความหงุดหงิด โกรธง่าย หรือมีความขัดแย้งกับคนรอบตัวมากขึ้น แทนที่จะดูเศร้าอย่างชัดเจน

ความวิตกกังวลและความกลัว

เด็กอาจกังวลมากเกี่ยวกับการเรียน คะแนนสอบ เพื่อน ครอบครัว สุขภาพ หรือเหตุการณ์ในอนาคต

บางคนต้องถามพ่อแม่เพื่อขอความมั่นใจซ้ำ ๆ กลัวทำผิด กลัวถูกตำหนิ หรือกังวลกับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นจนไม่สามารถหยุดคิดได้

เด็กเล็กอาจเกาะพ่อแม่ ไม่ยอมแยกจาก ไม่อยากไปโรงเรียน หรือนอนไม่ได้หากไม่มีผู้ปกครองอยู่ใกล้ ๆ

วัยรุ่นบางคนอาจกังวลว่าคนอื่นจะมองตนเองอย่างไร ไม่กล้าพูดในห้องเรียน หลีกเลี่ยงการพบคนใหม่ หรือถอนตัวจากกิจกรรมทางสังคม

หงุดหงิด โกรธ หรืออารมณ์เปลี่ยนแปลง

ความหงุดหงิดสามารถเกิดขึ้นได้ตามวัย โดยเฉพาะในวัยรุ่น แต่หากอารมณ์เปลี่ยนแปลงจากเดิมอย่างชัดเจน โกรธรุนแรงบ่อย หรือความขัดแย้งเริ่มเกิดขึ้นแทบทุกวัน ควรพิจารณาว่ามีปัญหาอื่นอยู่เบื้องหลังหรือไม่

ความโกรธอาจสัมพันธ์กับความเครียด ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า ADHD ปัญหาการเรียน การถูกกลั่นแกล้ง หรือความรู้สึกบางอย่างที่เด็กยังอธิบายไม่ได้

จึงไม่ควรสรุปว่าเด็กมี “ปัญหานิสัย” จากความหงุดหงิดเพียงอย่างเดียว

อาการทางร่างกาย

ความเครียดและอารมณ์สามารถแสดงออกผ่านร่างกายได้จริง

เด็กอาจปวดท้อง ปวดศีรษะ คลื่นไส้ ใจเต้นเร็ว แน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย หรือรู้สึกไม่สบายบ่อย โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความเครียด เช่น ก่อนสอบหรือก่อนไปโรงเรียน

เด็กเล็กอาจบอกความรู้สึกของตัวเองได้ไม่ชัด จึงพบการแสดงความทุกข์ผ่านอาการทางร่างกายได้

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรสรุปว่าอาการทางร่างกายเกิดจากความเครียดหรือสุขภาพจิตทันที หากมีอาการต่อเนื่องหรือมีความผิดปกติอื่นร่วมด้วยควรได้รับการประเมินทางการแพทย์ตามความเหมาะสม

การนอนและการกินเปลี่ยนไป

เด็กอาจนอนหลับยาก คิดกังวลก่อนนอน ตื่นกลางคืน หรือตื่นเช้ากว่าปกติ

ในทางกลับกัน วัยรุ่นบางคนอาจนอนมากขึ้น ใช้เวลาอยู่บนเตียงนาน และไม่มีแรงทำกิจกรรม

ความอยากอาหารอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้เช่นกัน หากมีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนหรือมีความกังวลเกี่ยวกับรูปร่าง น้ำหนัก และการรับประทานอาหารมากผิดปกติ ควรประเมินเพิ่มเติม

การเรียนและสมาธิเปลี่ยนแปลง

เมื่อเด็กมีความเครียด วิตกกังวล หรือซึมเศร้า สมาธิและความสามารถในการเรียนอาจลดลง

เด็กอาจทำการบ้านช้าลง ลืมงาน ไม่สามารถจดจ่อในห้องเรียน หรือผลการเรียนตก

ในทางกลับกัน เด็กบางคนยังคงได้คะแนนดี แต่ใช้เวลาอ่านหนังสือมากผิดปกติ กลัวความผิดพลาด และกดดันตัวเองอย่างหนัก

ดังนั้นผลการเรียนที่ดียังไม่ได้หมายความว่าเด็กมีสุขภาพจิตที่ดีเสมอไป

ความสัมพันธ์และพฤติกรรมเปลี่ยนไป

เด็กอาจไม่อยากพบเพื่อน ถอนตัวจากครอบครัว หรือใช้เวลาอยู่คนเดียวมากขึ้น

บางคนอาจมีความขัดแย้งกับคนรอบตัวมากขึ้น ขาดเรียน ไม่อยากออกจากบ้าน หรือเริ่มมีพฤติกรรมเสี่ยง

ในวัยรุ่น ควรสังเกตการใช้แอลกอฮอล์ สารเสพติด การทำร้ายตัวเอง หรือพฤติกรรมเสี่ยงอื่น ๆ เพราะบางครั้งสิ่งเหล่านี้อาจเป็นวิธีที่วัยรุ่นพยายามจัดการกับความทุกข์ทางอารมณ์

การมีอาการบางอย่างในช่วงเวลาสั้น ๆ ไม่ได้หมายความว่าเด็กมีโรคทางจิตเวช สิ่งสำคัญคือดูรูปแบบอาการโดยรวม ระยะเวลา ความรุนแรง และผลกระทบต่อชีวิต

แบบไหนที่อาจเข้าข่ายปัญหาด้านอารมณ์ที่ควรได้รับการประเมิน?

ไม่มีอาการข้อเดียวที่สามารถบอกได้ว่าเด็กจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยโรคทางจิตเวช

สิ่งที่ผู้ปกครองสามารถสังเกตได้คือ เด็ก “เปลี่ยนไปจากเดิม” หรือไม่ และการเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นต่อเนื่องมากเพียงใด

ตัวอย่างเช่น วัยรุ่นอาจเสียใจหลังเลิกกับแฟนและไม่อยากพบใครอยู่สองสามวัน แต่ยังสามารถค่อย ๆ กลับไปเรียน พบเพื่อน และสนุกกับกิจกรรมได้ แบบนี้อาจเป็นการตอบสนองทางอารมณ์ต่อเหตุการณ์ในชีวิต

แต่หากผ่านไปแล้วอารมณ์ยังแย่ลง เด็กแยกตัวมากขึ้น ไม่สนใจสิ่งที่เคยชอบ นอนไม่หลับ ผลการเรียนตก รู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า หรือเริ่มพูดว่าไม่อยากมีชีวิตอยู่ ควรได้รับการประเมิน

อีกตัวอย่างคือเด็กที่ปวดท้องทุกเช้าก่อนไปโรงเรียน หากอาการเกิดขึ้นซ้ำและสัมพันธ์กับการร้องไห้ กังวล หรือปฏิเสธการไปโรงเรียน ควรหาสาเหตุว่าเด็กกำลังมีความวิตกกังวล ถูกกลั่นแกล้ง มีปัญหาการเรียน หรือกำลังเผชิญปัญหาอื่นหรือไม่

โดยทั่วไปควรพิจารณาทั้งความรุนแรง ระยะเวลาที่เป็น ผลกระทบต่อการเรียน การนอน การกิน เพื่อน ครอบครัว และกิจกรรมในชีวิตประจำวัน

ผู้ปกครองไม่จำเป็นต้องรู้ก่อนว่าลูก “เป็นโรคอะไร” จึงจะพามาปรึกษาได้ การประเมินมีหน้าที่ช่วยค้นหาคำตอบนั้น

ปัญหาด้านอารมณ์ในเด็กและวัยรุ่น เกิดจากอะไร?

ปัญหาด้านอารมณ์มักไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว และไม่ควรรีบหาว่าเป็น “ความผิด” ของเด็กหรือผู้ปกครอง

เด็กแต่ละคนมีพื้นฐานทางชีวภาพ บุคลิก ประสบการณ์ และสภาพแวดล้อมแตกต่างกัน ปัญหาจึงมักเกิดจากหลายปัจจัยที่มีอิทธิพลร่วมกัน

ปัจจัยทางชีวภาพและพันธุกรรม

เด็กบางคนอาจมีพื้นฐานทางอารมณ์ที่ไวต่อความเครียดหรือความวิตกกังวลมากกว่าคนอื่น

พันธุกรรมยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับโรคทางอารมณ์และโรควิตกกังวลบางประเภท โดยเฉพาะในครอบครัวที่มีประวัติปัญหาสุขภาพจิต

อย่างไรก็ตาม การมีประวัติครอบครัวไม่ได้หมายความว่าเด็กจะต้องเกิดโรค และเด็กที่ไม่มีประวัติครอบครัวก็สามารถมีปัญหาสุขภาพจิตได้เช่นกัน

ปัจจัยทางจิตใจ

เด็กอาจมีวิธีมองและตีความเหตุการณ์แตกต่างกัน

เด็กบางคนกดดันตัวเองสูง กลัวความผิดพลาด รู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ หรือไวต่อการถูกปฏิเสธ เมื่อเผชิญความเครียดจึงอาจมีความวิตกกังวลหรืออารมณ์เศร้าได้มากขึ้น

ความสามารถในการรู้จักอารมณ์ สื่อสารความต้องการ และแก้ปัญหาก็เป็นทักษะที่ค่อย ๆ พัฒนาตามวัย เด็กบางคนจึงต้องการความช่วยเหลือในการเรียนรู้ทักษะเหล่านี้เพิ่มเติม

ครอบครัว โรงเรียน และความสัมพันธ์

ความขัดแย้งในครอบครัว ความคาดหวังด้านการเรียน ปัญหากับเพื่อน การถูกกลั่นแกล้ง การถูกปฏิเสธ หรือความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนแปลง สามารถส่งผลต่ออารมณ์ของเด็กได้

สำหรับวัยรุ่น ความสัมพันธ์กับเพื่อนและการยอมรับจากสังคมมีความสำคัญมากขึ้น ปัญหาที่ผู้ใหญ่มองว่า “เดี๋ยวก็ผ่านไป” อาจมีความหมายต่อวัยรุ่นอย่างมาก

การรับฟังจึงสำคัญกว่าการรีบบอกว่าเรื่องนั้นเล็กหรือไม่ควรคิดมาก

เหตุการณ์และการเปลี่ยนแปลงในชีวิต

การย้ายบ้าน เปลี่ยนโรงเรียน การหย่าร้างของพ่อแม่ การเจ็บป่วย การสูญเสียคนสำคัญ ความผิดหวัง หรือเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจสามารถทำให้เด็กเกิดปัญหาด้านอารมณ์ได้

ปฏิกิริยาของเด็กต่อเหตุการณ์เดียวกันอาจแตกต่างกันมาก การประเมินจึงควรมองทั้งเหตุการณ์และความหมายที่เหตุการณ์นั้นมีต่อเด็ก

ปัญหาด้านอารมณ์ในเด็กและวัยรุ่น ดูแลและรักษาอย่างไร?

การช่วยเหลือขึ้นอยู่กับว่าเด็กกำลังเผชิญปัญหาอะไร อาการรุนแรงเพียงใด และส่งผลต่อชีวิตด้านใดบ้าง

เด็กที่เครียดจากเหตุการณ์ชั่วคราวอาจต้องการการรับฟังและการช่วยปรับตัว ขณะที่เด็กที่มีโรควิตกกังวลหรือโรคซึมเศร้าอาจต้องการการรักษาที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น

การประเมินปัญหาอย่างรอบด้าน

การประเมินอาจพูดคุยทั้งกับเด็กและผู้ปกครอง เพื่อทำความเข้าใจอารมณ์ ความคิด พฤติกรรม การนอน การกิน การเรียน เพื่อน ความสัมพันธ์ในครอบครัว และเหตุการณ์สำคัญในชีวิต

ในเด็กวัยเรียน อาจพิจารณาข้อมูลจากโรงเรียนตามความเหมาะสม เพราะเด็กสามารถมีพฤติกรรมแตกต่างกันในแต่ละสถานการณ์

ผู้เชี่ยวชาญจะประเมินด้วยว่าอาการเข้ากับภาวะใดหรือไม่ เช่น โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า ADHD หรือปัญหาการปรับตัว รวมถึงพิจารณาสาเหตุทางร่างกายในกรณีที่มีข้อบ่งชี้

อีกส่วนสำคัญคือการประเมินความปลอดภัย โดยเฉพาะเมื่อเด็กมีความรู้สึกสิ้นหวัง ทำร้ายตัวเอง หรือพูดถึงความตาย

จิตบำบัดและการให้คำปรึกษา

จิตบำบัดไม่ได้หมายถึงเพียงการให้เด็กมานั่งเล่าปัญหา แต่เป็นกระบวนการที่ช่วยให้เด็กเข้าใจอารมณ์ ความคิด และพฤติกรรมของตัวเอง พร้อมเรียนรู้ทักษะที่เหมาะสมกับปัญหา

ตัวอย่างเช่น Cognitive Behavioral Therapy (CBT) หรือการบำบัดความคิดและพฤติกรรม สามารถนำมาใช้กับปัญหาทางอารมณ์หลายประเภท โดยช่วยให้เด็กเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่คิด สิ่งที่รู้สึก และสิ่งที่ทำ

แนวทางการบำบัดจะเลือกตามอายุและปัญหา เด็กเล็กอาจใช้กิจกรรมหรือการเล่นประกอบมากกว่าเด็กโต ขณะที่วัยรุ่นสามารถพูดคุยและทำงานกับความคิด ความสัมพันธ์ และทักษะการรับมือได้ซับซ้อนขึ้น

การทำงานร่วมกับผู้ปกครอง

การช่วยเด็กมักไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในห้องบำบัด ผู้ปกครองมีบทบาทสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เด็กสามารถพูดถึงความรู้สึกได้โดยไม่กลัวถูกตำหนิ

ในบางกรณีผู้ปกครองอาจได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับวิธีสื่อสาร การกำหนดขอบเขต การตอบสนองต่อความวิตกกังวลหรือความโกรธ และการช่วยเด็กฝึกทักษะที่เรียนรู้จากการบำบัดในชีวิตจริง

เป้าหมายไม่ใช่การหาว่าใครทำผิด แต่ช่วยให้ครอบครัวมีวิธีรับมือกับปัญหาที่ได้ผลมากขึ้น

การรักษาด้วยยา

ปัญหาด้านอารมณ์ไม่ได้จำเป็นต้องใช้ยาทุกกรณี

หากการประเมินพบโรคทางจิตเวช เช่น โรคซึมเศร้าหรือโรควิตกกังวล และอาการมีความรุนแรงหรือมีข้อบ่งชี้ จิตแพทย์อาจพิจารณาการรักษาด้วยยาตามความเหมาะสม

การใช้ยาในเด็กและวัยรุ่นต้องพิจารณาเป็นรายบุคคล ทั้งอายุ อาการ โรคร่วม สุขภาพโดยรวม ประโยชน์ และผลข้างเคียง พร้อมติดตามอาการอย่างเหมาะสม

ลูกอารมณ์แปรปรวน เป็นเพราะวัยรุ่นหรือเป็นปัญหาสุขภาพจิต?

วัยรุ่นเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านร่างกาย สมอง ความสัมพันธ์ และความต้องการความเป็นอิสระ อารมณ์ที่เปลี่ยนแปลง ความขัดแย้งกับพ่อแม่ หรือความสำคัญของกลุ่มเพื่อนที่เพิ่มขึ้นจึงสามารถพบได้ตามพัฒนาการ

การแยกระหว่าง “อารมณ์วัยรุ่น” กับปัญหาสุขภาพจิตไม่ควรดูจากการหงุดหงิดหรืออารมณ์แปรปรวนเพียงอย่างเดียว

สิ่งที่ควรสังเกตคือความเปลี่ยนแปลงจากตัวตนเดิมของเด็ก

หากวัยรุ่นยังสามารถเรียน มีเพื่อน สนุกกับสิ่งที่ชอบ และกลับสู่อารมณ์ปกติได้หลังจากมีเรื่องไม่พอใจ ความเปลี่ยนแปลงบางอย่างอาจเป็นส่วนหนึ่งของวัย

แต่หากอารมณ์เศร้า หงุดหงิด หรือกังวลเกิดขึ้นต่อเนื่องจนเด็กถอนตัว ไม่สนใจสิ่งที่เคยชอบ นอนหรือกินเปลี่ยนไป ผลการเรียนลดลง มีความขัดแย้งรุนแรง หรือรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า ควรได้รับการประเมินเพิ่มเติม

ไม่จำเป็นต้องรอจนแน่ใจว่าเป็น “โรค” จึงค่อยพาเด็กมาปรึกษา

พ่อแม่ควรคุยกับลูกอย่างไร เมื่อลูกดูเครียด เศร้า หรือไม่เหมือนเดิม?

หลายครั้งเด็กไม่ได้ต้องการคำตอบทันที แต่ต้องการรู้ว่ามีผู้ใหญ่ที่พร้อมฟังโดยไม่ตัดสิน

แทนที่จะเริ่มด้วยคำถามว่า “เป็นอะไร ทำไมช่วงนี้ทำตัวแบบนี้?” อาจเริ่มจากสิ่งที่สังเกตเห็น เช่น “ช่วงนี้แม่เห็นว่าลูกไม่ค่อยออกไปเจอเพื่อน แล้วดูเหนื่อยกว่าปกติ แม่เป็นห่วงนะ”

หากเด็กตอบว่า “ไม่มีอะไร” ไม่จำเป็นต้องบังคับให้เล่าทันที สามารถบอกได้ว่า “ถ้าวันไหนอยากคุย แม่พร้อมฟัง”

เมื่อเด็กเริ่มเล่า พยายามฟังให้จบก่อนให้คำแนะนำ

คำพูดอย่าง “เรื่องแค่นี้เอง” “คนอื่นหนักกว่าอีก” หรือ “อย่าคิดมาก” อาจเกิดจากความต้องการปลอบ แต่เด็กอาจตีความว่าความรู้สึกของตัวเองไม่สำคัญ

การตอบว่า “ฟังดูแล้วเรื่องนี้หนักสำหรับลูกมาก” หรือ “พ่อยังไม่รู้ว่าจะแก้ยังไง แต่เราช่วยกันหาทางได้นะ” สามารถช่วยให้เด็กรู้สึกว่าตนเองไม่จำเป็นต้องจัดการทุกอย่างเพียงลำพัง

เมื่อไหร่ที่ปัญหาด้านอารมณ์ควรได้รับความช่วยเหลือเร่งด่วน?

หากเด็กพูดว่าไม่อยากมีชีวิตอยู่ อยากตาย หรือคิดว่าคนอื่นจะสบายกว่าถ้าไม่มีตัวเอง ควรรับฟังอย่างจริงจัง

เช่นเดียวกับกรณีที่พบการทำร้ายตัวเอง มีการเตรียมการหรือวางแผนฆ่าตัวตาย พยายามฆ่าตัวตาย มีพฤติกรรมรุนแรงจนไม่สามารถควบคุมความปลอดภัยได้ หรือมีอาการทางจิต เช่น ได้ยินเสียงหรือเห็นสิ่งที่คนอื่นไม่ได้ยินหรือเห็นร่วมกับพฤติกรรมที่เป็นอันตราย

ผู้ปกครองสามารถถามเรื่องความคิดทำร้ายตัวเองอย่างตรงไปตรงมาและสงบ การถามไม่ได้ทำให้เด็กเกิดความคิดฆ่าตัวตาย แต่ช่วยให้เข้าใจว่าเด็กกำลังเผชิญอะไรและต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนเพียงใด

หากเด็กมีความเสี่ยงที่จะทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่น มีแผนหรือการเตรียมการ หรือผู้ปกครองไม่มั่นใจว่าจะสามารถดูแลความปลอดภัยได้ ไม่ควรปล่อยเด็กอยู่ตามลำพัง และควรพาไปโรงพยาบาลหรือห้องฉุกเฉินทันที ไม่ควรรอการนัดหมายตามปกติ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปัญหาด้านอารมณ์ในเด็กและวัยรุ่น (FAQ)

ลูกหงุดหงิดง่าย แปลว่ามีปัญหาสุขภาพจิตหรือไม่?

ไม่เสมอไป ความหงุดหงิดสามารถเกิดขึ้นตามวัยหรือจากความเหนื่อย ความเครียด และสถานการณ์ในชีวิตได้ แต่หากเกิดขึ้นต่อเนื่อง รุนแรง หรือมาพร้อมการเปลี่ยนแปลงด้านการนอน การเรียน ความสนใจและความสัมพันธ์ ควรประเมินเพิ่มเติม

ลูกไม่ยอมเล่าอะไรให้พ่อแม่ฟัง ควรทำอย่างไร?

ไม่จำเป็นต้องบังคับให้เด็กพูดทันที ผู้ปกครองสามารถแสดงให้เห็นว่าสังเกตเห็นและเป็นห่วง พร้อมเปิดโอกาสให้เด็กกลับมาคุยเมื่อพร้อม หากเด็กไม่สบายใจที่จะพูดกับพ่อแม่ อาจช่วยหาผู้ใหญ่หรือผู้เชี่ยวชาญที่เด็กรู้สึกปลอดภัยที่จะพูดด้วย

ลูกบ่นปวดท้องหรือปวดหัวบ่อย เกี่ยวกับความเครียดได้หรือไม่?

เป็นไปได้ เพราะอารมณ์และความเครียดสามารถแสดงออกผ่านร่างกาย โดยเฉพาะในเด็ก แต่ควรประเมินตามความเหมาะสมเพื่อไม่ให้พลาดสาเหตุทางร่างกาย โดยเฉพาะเมื่ออาการรุนแรง ต่อเนื่อง หรือมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย

เด็กที่เรียนดีสามารถมีปัญหาด้านอารมณ์ได้หรือไม่?

ได้ เด็กบางคนยังรักษาผลการเรียนได้ดีแม้กำลังมีความวิตกกังวลหรือภาวะซึมเศร้า ผู้ปกครองจึงควรดูความสุข การนอน ความสัมพันธ์ ความกดดันที่เด็กมีต่อตัวเอง และการใช้ชีวิตโดยรวมร่วมด้วย

การพาลูกไปพบจิตแพทย์หมายความว่าลูกเป็นโรคจิตเวชหรือไม่?

ไม่จำเป็น การมาพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาสามารถเริ่มจากการประเมินปัญหาและทำความเข้าใจสิ่งที่เด็กกำลังเผชิญ เด็กบางคนอาจมีโรคที่ต้องรักษา ขณะที่บางคนอาจกำลังมีความเครียดหรือปัญหาการปรับตัวและต้องการคำแนะนำในช่วงหนึ่งของชีวิต

เมื่อไหร่ควรพาลูกมาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ?

ควรพิจารณาขอคำปรึกษาเมื่ออารมณ์หรือพฤติกรรมของเด็กเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างต่อเนื่อง เด็กมีความทุกข์ หรือปัญหาเริ่มกระทบการเรียน การนอน การกิน ความสัมพันธ์ การไปโรงเรียน หรือกิจกรรมในชีวิตประจำวัน

หากมีการทำร้ายตัวเอง ความคิดฆ่าตัวตาย หรือความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ควรได้รับการประเมินอย่างเร่งด่วน

ปรึกษาปัญหาด้านอารมณ์ในเด็กและวัยรุ่นที่ Piti Clinic

หากลูกมีอารมณ์เศร้า กังวล หงุดหงิดง่าย เก็บตัว ไม่อยากไปโรงเรียน นอนไม่หลับ ปวดท้องหรือปวดศีรษะเมื่อเครียด ไม่สนใจสิ่งที่เคยชอบ หรือมีพฤติกรรมที่ทำให้ครอบครัวรู้สึกว่า “ลูกเปลี่ยนไปจากเดิม” คุณไม่จำเป็นต้องรู้ก่อนว่าลูกเป็นโรคอะไรจึงจะขอคำปรึกษาได้

การประเมินไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อติดป้ายให้เด็ก แต่เพื่อทำความเข้าใจว่าอาการที่เกิดขึ้นสัมพันธ์กับความเครียด ปัญหาการปรับตัว ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า ปัญหาการเรียน ความสัมพันธ์ หรือภาวะอื่นหรือไม่ และเด็กต้องการความช่วยเหลือในด้านใด

ที่ Piti Clinic ปีติ คลินิก ทีมจิตแพทย์ นักจิตวิทยา และบุคลากรด้านสุขภาพจิต พร้อมรับฟังและประเมินปัญหาของเด็กและวัยรุ่น โดยพิจารณาทั้งอารมณ์ ความคิด พฤติกรรม พัฒนาการ การเรียน การนอน ความสัมพันธ์ ความปลอดภัย และบริบทของครอบครัว เพื่อวางแนวทางการดูแลที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน

การดูแลสามารถพิจารณาตามความเหมาะสม ทั้งการประเมินทางจิตเวชและจิตวิทยา การให้คำปรึกษา จิตบำบัด การให้คำแนะนำแก่ผู้ปกครอง การช่วยเหลือด้านการปรับตัวและการจัดการอารมณ์ รวมถึงการรักษาด้วยยาเมื่อได้รับการวินิจฉัยภาวะที่มีข้อบ่งชี้ในการใช้ยา

เป้าหมายไม่ใช่การทำให้เด็กไม่มีความเศร้า ความกลัว หรือความโกรธอีกเลย แต่อยู่ที่การช่วยให้เด็กเข้าใจอารมณ์ของตัวเอง มีทักษะรับมือกับความรู้สึกที่ยาก และสามารถกลับไปเรียน มีความสัมพันธ์ และใช้ชีวิตในแบบที่เหมาะสมกับวัยได้

โทร 090 230 6000นัดผ่าน LINE