ข้ามไปเนื้อหา
โทร 090 230 6000LINE @piticlinic

ภาวะเครียดหลังเหตุการณ์รุนแรง (Post-Traumatic Stress Disorder: PTSD) อาการ สาเหตุ และการรักษา

เนื้อหาโดยทีมแพทย์ปีติ คลินิก · ตรวจทานโดย นพ. พิชญุตม์ เกษมภักดีพงษ์ (จิตแพทย์) · 13 กันยายน 2569

หลังผ่านเหตุการณ์ที่รุนแรงหรือน่ากลัว บางคนอาจยังรู้สึกเหมือนเหตุการณ์นั้นไม่ได้จบลงจริง ๆ ภาพหรือความทรงจำอาจย้อนกลับมา ฝันร้าย สะดุ้งง่าย รู้สึกไม่ปลอดภัย หรือพยายามหลีกเลี่ยงทุกสิ่งที่ทำให้นึกถึงเหตุการณ์ แม้ในปัจจุบันจะไม่ได้อยู่ในสถานการณ์อันตรายแล้วก็ตาม

อาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นได้หลังเผชิญเหตุการณ์กระทบกระเทือนจิตใจ และไม่ได้หมายความว่าคนคนนั้น “อ่อนแอ” หรือ “ลืมอดีตไม่ได้” หากอาการเกิดขึ้นต่อเนื่องและเริ่มส่งผลต่อการนอน การทำงาน ความสัมพันธ์ หรือการใช้ชีวิต อาจเกี่ยวข้องกับ ภาวะเครียดหลังเหตุการณ์รุนแรง (Post-Traumatic Stress Disorder: PTSD) ซึ่งเป็นภาวะทางสุขภาพจิตที่สามารถได้รับการประเมินและรักษาได้

ภาวะเครียดหลังเหตุการณ์รุนแรง (PTSD) คืออะไร?

Post-Traumatic Stress Disorder หรือ PTSD เป็นความผิดปกติที่สามารถเกิดขึ้นหลังบุคคลเผชิญหรือรับรู้เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความตาย การคุกคามต่อชีวิต การบาดเจ็บรุนแรง หรือความรุนแรงทางเพศ ในลักษณะที่เข้าเกณฑ์ทางการแพทย์

เหตุการณ์อาจเกิดขึ้นกับตนเองโดยตรง เป็นการเห็นเหตุการณ์เกิดกับผู้อื่น หรือในบางกรณีเป็นการรับรู้ว่าเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นกับคนใกล้ชิด รวมถึงการสัมผัสรายละเอียดของเหตุการณ์กระทบกระเทือนซ้ำ ๆ จากหน้าที่การงานในบางอาชีพ

หลังเหตุการณ์รุนแรง สมองและร่างกายสามารถมีปฏิกิริยาความเครียดเกิดขึ้นได้เป็นเรื่องปกติ บางคนอาจนอนไม่หลับ รู้สึกกลัว หรือคิดถึงเหตุการณ์บ่อยในช่วงแรก และอาการอาจค่อย ๆ ลดลงเมื่อเวลาผ่านไป

PTSD แตกต่างออกไปตรงที่อาการสำคัญหลายด้านยังคงอยู่ เช่น ความทรงจำที่รบกวน การหลีกเลี่ยงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ การเปลี่ยนแปลงด้านความคิดและอารมณ์ รวมถึงการอยู่ในภาวะตื่นตัวหรือระแวดระวังมากเกินไป จนสร้างความทุกข์หรือส่งผลต่อการใช้ชีวิต

ไม่ใช่ทุกคนที่เผชิญเหตุการณ์รุนแรงจะเกิด PTSD และการเกิด PTSD ก็ไม่ได้สะท้อนว่าคนหนึ่งเข้มแข็งหรืออ่อนแอกว่าอีกคน

อาการของ PTSD มีอะไรบ้าง?

อาการของ PTSD สามารถเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ และไม่ได้มีเพียงการนึกถึงเหตุการณ์ในอดีต โดยอาการสำคัญสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มต่าง ๆ ได้

ความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ย้อนกลับมารบกวน

ผู้ป่วยอาจมีภาพ ความคิด หรือความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ ฝันร้ายเกี่ยวกับเหตุการณ์ หรือมีปฏิกิริยาทางอารมณ์และร่างกายอย่างรุนแรงเมื่อพบสิ่งที่ทำให้นึกถึงเหตุการณ์

บางคนอาจเกิด Flashback ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่รู้สึกเหมือนเหตุการณ์กำลังเกิดขึ้นอีกครั้งในขณะนั้น ไม่ใช่เพียงการนึกถึงเรื่องในอดีตตามปกติ

เสียง กลิ่น สถานที่ วันที่ เหตุการณ์ในข่าว หรือสิ่งอื่นที่มีความเชื่อมโยงกับประสบการณ์เดิมสามารถกลายเป็นตัวกระตุ้นอาการได้

การหลีกเลี่ยงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์

ผู้ป่วยอาจพยายามไม่คิดหรือไม่พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น รวมถึงหลีกเลี่ยงคน สถานที่ กิจกรรม หรือสถานการณ์ที่ทำให้นึกถึงเหตุการณ์

การหลีกเลี่ยงอาจช่วยให้รู้สึกดีขึ้นชั่วคราว แต่เมื่อเกิดขึ้นมากขึ้น อาจทำให้พื้นที่ในการใช้ชีวิตค่อย ๆ แคบลง

การเปลี่ยนแปลงของความคิดและอารมณ์

บางคนอาจมีความคิดด้านลบเกี่ยวกับตนเอง คนอื่น หรือโลกมากขึ้น เช่น รู้สึกว่า “ไม่มีที่ไหนปลอดภัย” หรือ “เราไว้ใจใครไม่ได้”

อาจรู้สึกผิดหรือตำหนิตัวเองเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น รู้สึกห่างเหินจากคนอื่น ไม่สนใจสิ่งที่เคยชอบ หรือรู้สึกว่าตนเองไม่สามารถมีความสุขหรือมีอารมณ์ด้านบวกเหมือนเดิมได้

บางคนอาจจำรายละเอียดสำคัญบางส่วนของเหตุการณ์ไม่ได้

ภาวะตื่นตัวและระแวดระวังมากขึ้น

ผู้ป่วยอาจรู้สึกเหมือนต้องเตรียมรับมือกับอันตรายอยู่ตลอดเวลา ระวังสิ่งรอบตัวมากเป็นพิเศษ สะดุ้งง่าย หงุดหงิด มีปัญหาการนอนหรือสมาธิ

บางคนอาจมีพฤติกรรมหุนหันพลันแล่นหรือพฤติกรรมที่เพิ่มความเสี่ยงต่อความปลอดภัย

อาการของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน และการมีอาการบางอย่างหลังเหตุการณ์รุนแรงไม่ได้หมายความว่าจะเป็น PTSD เสมอไป จำเป็นต้องพิจารณารูปแบบ ระยะเวลา ความรุนแรง และผลกระทบของอาการร่วมกัน

แบบไหนที่อาจเข้าข่าย PTSD?

หลังเหตุการณ์รุนแรง การรู้สึกตกใจ กลัว เศร้า นอนไม่หลับ หรือคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยในช่วงแรกสามารถเป็นปฏิกิริยาตอบสนองต่อความเครียดได้ และไม่ได้หมายความว่าจะพัฒนาเป็น PTSD ทุกคน

สิ่งสำคัญคือการพิจารณาร่วมกันทั้ง ความรุนแรง ระยะเวลา และผลกระทบต่อชีวิต

ตัวอย่างเช่น หลังเกิดอุบัติเหตุรุนแรง คนหนึ่งอาจรู้สึกกลัวการนั่งรถในช่วงแรก แต่ความกลัวค่อย ๆ ลดลงและสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้

ขณะที่อีกคนอาจฝันถึงอุบัติเหตุซ้ำ ๆ สะดุ้งทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเบรก หลีกเลี่ยงการขึ้นรถหรือผ่านสถานที่เกิดเหตุ รู้สึกว่าต้องระวังอันตรายตลอดเวลา และนอนไม่หลับจนกระทบการทำงาน

อีกตัวอย่างคือ ผู้ที่เคยเผชิญความรุนแรงอาจหลีกเลี่ยงสถานที่ ผู้คน หรือบทสนทนาที่ทำให้นึกถึงเหตุการณ์ และแม้เหตุการณ์จะผ่านไปแล้วกลับยังรู้สึกว่าโลกไม่ปลอดภัยหรือโทษตัวเองต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

สำหรับ PTSD อาการจะดำเนินต่อเนื่องมากกว่า 1 เดือน และสร้างความทุกข์หรือส่งผลต่อการใช้ชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ หากอาการเกิดขึ้นในช่วงแรกหลังเหตุการณ์และยังไม่ถึง 1 เดือน อาจต้องพิจารณาภาวะอื่น เช่น Acute Stress Disorder ตามลักษณะอาการ

อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นต้องรอให้อาการครบ 1 เดือนจึงขอความช่วยเหลือ หากอาการรุนแรง รบกวนการนอนหรือการใช้ชีวิต หรือทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย สามารถปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาได้ตั้งแต่ระยะแรก

PTSD เกิดจากอะไร?

PTSD ไม่ได้เกิดจากการที่ผู้ป่วย “คิดมากเกินไป” “ไม่ยอมลืม” หรือ “จิตใจไม่เข้มแข็ง” แต่เกี่ยวข้องกับการตอบสนองของสมองและร่างกายต่อประสบการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจ โดยมีหลายปัจจัยร่วมกัน

ปัจจัยทางชีวภาพ

เมื่อเผชิญอันตราย สมองและร่างกายจะกระตุ้นระบบตอบสนองต่อความเครียดเพื่อช่วยให้เอาตัวรอด หลังเหตุการณ์ผ่านไป ระบบดังกล่าวโดยทั่วไปจะค่อย ๆ กลับเข้าสู่ภาวะปกติ

ในผู้ที่เกิด PTSD ระบบที่เกี่ยวข้องกับความกลัว ความทรงจำ และการตรวจจับภัยอาจยังตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นบางอย่างอย่างมาก แม้สถานการณ์อันตรายในอดีตจะจบลงแล้ว

พันธุกรรมและความแตกต่างด้านชีวภาพของแต่ละคนอาจมีส่วนต่อความเปราะบางในการเกิดอาการ

ปัจจัยทางจิตใจ

ความหมายที่บุคคลให้กับเหตุการณ์ ความรู้สึกผิด การโทษตัวเอง หรือความเชื่อเกี่ยวกับความปลอดภัยและความไว้วางใจ อาจมีส่วนต่อการดำเนินของอาการ

บางคนอาจพยายามผลักความทรงจำออกไปตลอดเวลา หรือหลีกเลี่ยงทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เพื่อไม่ให้รู้สึกกลัว แม้วิธีเหล่านี้จะช่วยลดความทุกข์ในระยะสั้น แต่ในบางกรณีอาจทำให้อาการคงอยู่ต่อไป

ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเหตุการณ์ในชีวิต

ลักษณะและความรุนแรงของเหตุการณ์ การเผชิญเหตุการณ์ซ้ำ ๆ การได้รับบาดเจ็บ การสูญเสีย การขาดความช่วยเหลือหลังเหตุการณ์ และความเครียดอื่นที่เกิดขึ้นตามมา อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงและการฟื้นตัว

การได้รับการสนับสนุนจากคนรอบตัวสามารถมีความสำคัญ แต่ไม่ควรตีความว่าผู้ที่มี PTSD เกิดอาการเพราะครอบครัวหรือคนใกล้ชิด “ช่วยไม่ดีพอ”

PTSD รักษาอย่างไร?

แนวทางรักษา PTSD ขึ้นอยู่กับลักษณะและความรุนแรงของอาการ ระยะเวลาที่เป็น ผลกระทบต่อชีวิต โรคทางจิตเวชหรือโรคทางกายที่เกิดร่วมกัน ความปลอดภัย และความพร้อมของผู้ป่วยแต่ละคน

การประเมินและวินิจฉัย

จิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาจะประเมินลักษณะของเหตุการณ์และอาการที่เกิดขึ้น เช่น ความทรงจำที่รบกวน การหลีกเลี่ยง การเปลี่ยนแปลงด้านความคิดและอารมณ์ การนอน และภาวะตื่นตัว

รวมถึงประเมินผลกระทบต่อการเรียน การทำงาน ความสัมพันธ์ การใช้ชีวิต และความปลอดภัย

อาจประเมินภาวะที่เกิดร่วมกัน เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล การใช้แอลกอฮอล์หรือสารเสพติด รวมถึงความคิดทำร้ายตัวเอง

การประเมินไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยจะต้องเล่ารายละเอียดทุกอย่างของเหตุการณ์ทันที ผู้เชี่ยวชาญสามารถค่อย ๆ ประเมินโดยคำนึงถึงความพร้อมและความปลอดภัยของผู้ป่วย

การรักษาด้วยยา

จิตแพทย์อาจพิจารณาการรักษาด้วยยาในผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะเมื่ออาการ PTSD มีความรุนแรงหรือมีภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลร่วมด้วย

การเลือกยาขึ้นอยู่กับลักษณะอาการ โรคร่วม สุขภาพกาย ยาอื่นที่กำลังใช้ และผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น

ไม่ควรซื้อยาใช้เอง หรือเริ่ม หยุด และปรับขนาดยาจิตเวชโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์

จิตบำบัด

จิตบำบัดที่มุ่งเน้นการจัดการประสบการณ์กระทบกระเทือนจิตใจ หรือ Trauma-focused Psychotherapy เป็นแนวทางสำคัญในการรักษา PTSD

แนวทางที่มีหลักฐานสนับสนุนอาจรวมถึง Trauma-focused Cognitive Behavioral Therapy และการบำบัดที่ใช้การเผชิญกับความทรงจำหรือสิ่งกระตุ้นอย่างเป็นระบบ รวมถึงแนวทางเฉพาะอื่นตามความเหมาะสมของผู้ป่วย

การบำบัดไม่ได้หมายถึงการบังคับให้ผู้ป่วยเล่าเหตุการณ์ที่เจ็บปวดทั้งหมดทันที ผู้บำบัดจะประเมินความพร้อม อธิบายกระบวนการ และร่วมวางแผนการรักษาอย่างเป็นขั้นตอน

การดูแลตนเองและการปรับพฤติกรรม

การรักษากิจวัตรประจำวันให้สม่ำเสมอ ดูแลการนอน รับประทานอาหารอย่างเหมาะสม ออกกำลังกายตามสภาพร่างกาย และมีคนที่ไว้ใจสามารถช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวได้

ควรระวังการใช้แอลกอฮอล์ ยานอนหลับ หรือสารเสพติดเพื่อทำให้ลืมเหตุการณ์หรือช่วยให้นอนหลับ เพราะอาจทำให้เกิดปัญหาอื่นตามมาและรบกวนกระบวนการรักษา

แผนการรักษาไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกคน และควรวางแผนร่วมกับผู้เชี่ยวชาญโดยคำนึงถึงความปลอดภัยและความพร้อมของแต่ละคน

PTSD รักษาหายไหม และเมื่อไหร่ควรพบผู้เชี่ยวชาญ?

PTSD เป็นภาวะที่สามารถรักษาให้อาการดีขึ้นได้ แม้เหตุการณ์ในอดีตจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่ความทรงจำนั้นไม่จำเป็นต้องสร้างความกลัวและควบคุมชีวิตในระดับเดิมตลอดไป

เป้าหมายของการรักษาไม่ใช่การบังคับให้ “ลืม” เหตุการณ์ เพราะความทรงจำบางอย่างอาจยังคงอยู่ แต่เป็นการช่วยให้สามารถนึกถึงหรือพบสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ได้โดยที่สมองและร่างกายไม่ตอบสนองเหมือนกำลังเผชิญอันตรายในปัจจุบันทุกครั้ง

ควรพิจารณาพบผู้เชี่ยวชาญเมื่ออาการฝันร้าย Flashback การหลีกเลี่ยง ความรู้สึกผิด ความหวาดระแวงต่ออันตราย การสะดุ้งง่าย หรือปัญหาการนอนเกิดขึ้นต่อเนื่องและรบกวนชีวิต

ไม่จำเป็นต้องรอให้อาการรุนแรงหรือครบระยะเวลาที่ใช้ในการวินิจฉัย หากกำลังทุกข์มาก สามารถขอความช่วยเหลือได้ตั้งแต่ระยะแรก

หากมีความคิดฆ่าตัวตาย ทำร้ายตัวเอง ไม่สามารถดูแลความปลอดภัยของตนเองได้ หรือมีพฤติกรรมที่อาจเป็นอันตราย ควรได้รับความช่วยเหลือฉุกเฉินทันที

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ PTSD (FAQ)

PTSD หายเองได้ไหม?

อาการความเครียดหลังเหตุการณ์รุนแรงในบางคนสามารถค่อย ๆ ลดลงตามเวลา แต่หากอาการดำเนินต่อเนื่องหรือส่งผลต่อชีวิต ควรได้รับการประเมิน การรักษาที่เหมาะสมสามารถช่วยให้อาการ PTSD ดีขึ้นและช่วยให้กลับมาใช้ชีวิตได้มากขึ้น

PTSD ต้องกินยาหรือไม่?

ไม่จำเป็นว่าทุกคนต้องได้รับยา จิตบำบัดที่มุ่งเน้น Trauma เป็นแนวทางสำคัญในการรักษา ส่วนยาอาจได้รับการพิจารณาตามลักษณะและความรุนแรงของอาการ โรคร่วม และปัจจัยเฉพาะของแต่ละคน

PTSD ต้องรักษานานแค่ไหน?

ระยะเวลาการรักษาแตกต่างกันตามลักษณะเหตุการณ์ ความรุนแรงและระยะเวลาของอาการ ภาวะที่เกิดร่วมกัน และการตอบสนองต่อการรักษา การฟื้นตัวของแต่ละคนจึงไม่จำเป็นต้องใช้เวลาเท่ากัน

เมื่อไหร่ควรพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา?

หากหลังเหตุการณ์รุนแรงมีฝันร้าย ความทรงจำย้อนกลับมา หลีกเลี่ยงสิ่งต่าง ๆ รู้สึกไม่ปลอดภัย สะดุ้งง่าย นอนไม่หลับ หรืออาการเริ่มกระทบการเรียน การทำงานและความสัมพันธ์ สามารถเข้ารับการประเมินได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้อาการหนักขึ้น

คนใกล้ตัวควรช่วยผู้ที่มี PTSD อย่างไร?

รับฟังโดยไม่บังคับให้เล่ารายละเอียดของเหตุการณ์ ไม่ตำหนิว่า “เรื่องผ่านไปแล้ว ทำไมยังไม่ลืม” และเคารพขอบเขตของผู้ป่วย สามารถช่วยสนับสนุนเรื่องกิจวัตร ความปลอดภัย และการเข้ารับการรักษา หากมีสัญญาณเสี่ยงต่อการทำร้ายตัวเองควรขอความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

ฝันร้ายหรือคิดถึงเหตุการณ์รุนแรงบ่อย ๆ แปลว่าเป็น PTSD หรือไม่?

ไม่เสมอไป ปฏิกิริยาความเครียดสามารถเกิดขึ้นได้หลังเหตุการณ์กระทบกระเทือนจิตใจ การวินิจฉัย PTSD ต้องพิจารณาอาการหลายกลุ่ม ระยะเวลา ความรุนแรง ผลกระทบต่อชีวิต และลักษณะของเหตุการณ์ร่วมกัน จึงไม่ควรวินิจฉัยตนเองจากอาการเพียงอย่างเดียว

ปรึกษาและรักษาภาวะเครียดหลังเหตุการณ์รุนแรง (PTSD) ที่ Piti Clinic

หากหลังผ่านเหตุการณ์ที่รุนแรง คุณยังมีภาพหรือความทรงจำย้อนกลับมา ฝันร้าย หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้นึกถึงเหตุการณ์ รู้สึกไม่ปลอดภัย สะดุ้งง่าย หรือต้องใช้พลังอย่างมากเพื่อพยายามใช้ชีวิตเหมือนเดิม คุณไม่จำเป็นต้องบังคับตัวเองให้ “ลืม” หรือรอให้อาการรุนแรงก่อนจึงค่อยขอความช่วยเหลือ

ที่ Piti Clinic ทีมจิตแพทย์ นักจิตวิทยา และบุคลากรด้านสุขภาพจิต พร้อมรับฟัง ประเมินปัญหา และวางแนวทางการดูแลที่เหมาะสมกับแต่ละคน โดยคำนึงถึงทั้งอาการ ความปลอดภัย ชีวิตประจำวัน ความสัมพันธ์ และเป้าหมายในการรักษา

การดูแล PTSD อาจประกอบด้วยการประเมินและวินิจฉัยโดยจิตแพทย์ การประเมินภาวะทางจิตเวชที่เกิดร่วมกัน การรักษาด้วยยาตามข้อบ่งชี้ และจิตบำบัดที่เหมาะสมกับภาวะ Trauma โดยวางแผนตามความพร้อมและบริบทของแต่ละคน

โทร 090 230 6000นัดผ่าน LINE