ข้ามไปเนื้อหา
โทร 090 230 6000LINE @piticlinic

โรคออทิสติกสเปกตรัม (Autism Spectrum Disorder) อาการ สาเหตุ และการรักษา

เนื้อหาโดยทีมแพทย์ปีติ คลินิก · ตรวจทานโดย นพ. พิชญุตม์ เกษมภักดีพงษ์ (จิตแพทย์) · 13 กันยายน 2569

เด็กแต่ละคนมีจังหวะการเติบโตและพัฒนาการที่แตกต่างกัน บางคนพูดเร็ว บางคนพูดช้า บางคนชอบเล่นกับเพื่อน ขณะที่บางคนชอบทำกิจกรรมคนเดียว ความแตกต่างเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าเด็กจะมีโรคหรือความผิดปกติเสมอไป แต่หากผู้ปกครองสังเกตว่าลูกมีความยากในการสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับมีพฤติกรรมหรือความสนใจบางอย่างที่จำกัดหรือทำซ้ำ อาจเป็นลักษณะที่ควรได้รับการประเมินเพิ่มเติม

โรคออทิสติกสเปกตรัม หรือ Autism Spectrum Disorder (ASD) เป็นภาวะที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการของสมอง ส่งผลต่อการสื่อสาร การเข้าสังคม พฤติกรรม และการปรับตัวในชีวิตประจำวัน เด็กออทิสติกแต่ละคนอาจมีลักษณะแตกต่างกันมาก บางคนมีพัฒนาการด้านภาษาล่าช้า ขณะที่บางคนพูดคล่องและเรียนได้ดี แต่อาจมีความยากในการเข้าใจสถานการณ์ทางสังคม การสนทนาโต้ตอบ หรือการปรับตัวเมื่อสิ่งต่าง ๆ ไม่เป็นไปตามที่คุ้นเคย

การได้รับการประเมินและความช่วยเหลือที่เหมาะสมตั้งแต่เนิ่น ๆ สามารถช่วยให้ครอบครัวเข้าใจความต้องการของเด็ก และวางแนวทางส่งเสริมทักษะที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ การสื่อสาร ความสัมพันธ์ และการใช้ชีวิตได้เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน

โรคออทิสติกสเปกตรัม คืออะไร?

โรคออทิสติกสเปกตรัม หรือ ASD จัดอยู่ในกลุ่มภาวะทางพัฒนาการของระบบประสาท (neurodevelopmental disorder) หมายถึงภาวะที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาและการทำงานของสมอง โดยมีลักษณะสำคัญ 2 ด้าน

ด้านแรกคือความยากในการสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม เช่น การสนทนาโต้ตอบ การแบ่งปันความสนใจหรือความรู้สึก การใช้และเข้าใจสีหน้า ท่าทาง หรือภาษากาย รวมถึงการสร้างและรักษาความสัมพันธ์กับผู้อื่น

อีกด้านหนึ่งคือการมีพฤติกรรม ความสนใจ หรือกิจกรรมที่มีลักษณะจำกัดหรือทำซ้ำ เช่น ทำพฤติกรรมบางอย่างซ้ำ ๆ สนใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากเป็นพิเศษ ยึดติดกับกิจวัตร หรือมีการตอบสนองต่อเสียง แสง สัมผัส กลิ่น และสิ่งเร้าทางประสาทสัมผัสแตกต่างจากคนทั่วไป

คำว่า “สเปกตรัม” สะท้อนว่าออทิสติกไม่ได้มีรูปแบบเดียว เด็กสองคนที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น ASD อาจมีความสามารถและความต้องการความช่วยเหลือแตกต่างกันมาก

เด็กบางคนอาจต้องการความช่วยเหลือหลายด้านในชีวิตประจำวัน ขณะที่บางคนสามารถเรียนในห้องเรียนทั่วไป พูดคุยได้คล่อง และดูแลตัวเองได้ แต่อาจยังมีความยากในการเข้าใจความสัมพันธ์หรือสถานการณ์ทางสังคมที่ซับซ้อน

ดังนั้น การเป็นออทิสติกไม่ได้หมายความว่าเด็กจะมีสติปัญญาต่ำ พูดไม่ได้ หรือไม่ต้องการมีความสัมพันธ์กับผู้อื่นเสมอไป

อาการของโรคออทิสติกสเปกตรัม มีอะไรบ้าง?

ลักษณะของโรคออทิสติกสเปกตรัมสามารถเริ่มสังเกตได้ในช่วงพัฒนาการระยะแรก แต่ความชัดเจนของอาการแตกต่างกันในเด็กแต่ละคน เด็กบางคนเห็นความแตกต่างได้ตั้งแต่เล็ก ขณะที่บางคนอาจเริ่มเห็นปัญหาชัดขึ้นเมื่อเข้าโรงเรียนและต้องใช้ทักษะทางสังคมที่ซับซ้อนมากขึ้น

ความแตกต่างด้านการสื่อสารและปฏิสัมพันธ์ทางสังคม

เด็กอาจมีความยากในการสนทนาแบบโต้ตอบ ไม่ค่อยนำสิ่งที่ตัวเองสนใจมาแบ่งปันกับผู้อื่น หรือมีความยากในการสังเกตว่าคนอื่นกำลังรู้สึกหรือสนใจอะไร

บางคนอาจสบตาน้อย ใช้สีหน้า ท่าทาง หรือภาษากายในการสื่อสารน้อย หรือเข้าใจภาษากายของคนอื่นได้ยาก

เมื่อโตขึ้น เด็กบางคนอาจพูดเก่งและมีคำศัพท์มาก แต่ยังมีความยากในการใช้ภาษาเพื่อสร้างความสัมพันธ์ เช่น พูดเรื่องที่ตนเองสนใจเป็นเวลานานโดยไม่ทันสังเกตว่าคู่สนทนาต้องการพูดบ้าง หรือไม่เข้าใจว่าควรพูดอะไรในสถานการณ์ทางสังคมบางประเภท

วัยรุ่นที่มี ASD บางคนอาจมีความยากในการเข้าใจมุก การประชด ความหมายโดยนัย หรือกฎทางสังคมที่ไม่ได้มีใครบอกออกมาตรง ๆ ทำให้การสร้างและรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความพยายามมาก

ความแตกต่างด้านภาษา

เด็กออทิสติกไม่ได้พูดช้าทุกคน เด็กบางคนมีพัฒนาการด้านภาษาล่าช้า ขณะที่บางคนสามารถพูดได้ตามวัยหรือมีความสามารถด้านภาษาดี

ในเด็กบางคนอาจพบ echolalia หรือการพูดทวนคำและประโยคที่เคยได้ยิน เช่น ทวนคำถามของผู้ใหญ่แทนที่จะตอบคำถาม หรือพูดประโยคจากการ์ตูนซ้ำในสถานการณ์ต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม การพูดช้าเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าเด็กเป็นออทิสติก เพราะพัฒนาการทางภาษาที่ล่าช้าสามารถเกิดจากสาเหตุอื่นได้ เช่น ความผิดปกติด้านภาษา หรือปัญหาการได้ยิน

พฤติกรรมหรือความสนใจที่จำกัดและทำซ้ำ

เด็กบางคนอาจมีการเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ เช่น สะบัดมือ โยกตัว หมุนตัว หรือจัดเรียงสิ่งของในรูปแบบเดิมซ้ำ ๆ

บางคนอาจสนใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างมาก เช่น ตัวเลข รถไฟ แผนที่ สัตว์ หรือหัวข้อเฉพาะอื่น ๆ และต้องการพูดหรือทำกิจกรรมเกี่ยวกับเรื่องนั้นเป็นเวลานาน

อีกลักษณะที่พบได้คือการต้องการกิจวัตรที่คาดเดาได้ เช่น ต้องเดินทางด้วยเส้นทางเดิม ทำกิจกรรมตามลำดับเดิม หรือรู้สึกไม่สบายใจมากเมื่อแผนเปลี่ยนกะทันหัน

การมีงานอดิเรกที่ชอบมากหรือชอบทำอะไรเป็นกิจวัตรไม่ได้หมายความว่าจะเป็น ASD สิ่งสำคัญคือพิจารณาร่วมกับลักษณะด้านการสื่อสารทางสังคม ความรุนแรง และผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน

ความแตกต่างด้านประสาทสัมผัส

เด็กออทิสติกบางคนอาจไวต่อเสียง แสง กลิ่น รสชาติ หรือการสัมผัสมากกว่าคนทั่วไป เช่น รู้สึกทรมานกับเสียงเครื่องดูดฝุ่น ไม่ชอบเนื้อสัมผัสของอาหารบางประเภท หรือไม่สบายใจกับเสื้อผ้าบางชนิด

ในทางกลับกัน เด็กบางคนอาจตอบสนองต่อความเจ็บปวด อุณหภูมิ หรือสิ่งเร้าบางอย่างน้อยกว่าที่คาด หรือสนใจแสง วัตถุที่หมุน และการเคลื่อนไหวบางรูปแบบเป็นพิเศษ

ความแตกต่างด้านประสาทสัมผัสอาจส่งผลต่อการกิน การนอน การเรียน การออกไปในสถานที่ที่มีคนจำนวนมาก หรือกิจวัตรประจำวันของเด็กได้

อาการของเด็กแต่ละคนอาจแตกต่างกัน และการมีลักษณะบางข้อไม่ได้หมายความว่าเด็กจะเป็นโรคออทิสติกสเปกตรัมเสมอไป

แบบไหนที่อาจเข้าข่ายโรคออทิสติกสเปกตรัม?

การสังเกตว่าเด็กอาจมี ASD ไม่ควรพิจารณาจากพฤติกรรมข้อใดข้อหนึ่งเพียงอย่างเดียว เช่น ไม่สบตา เรียกแล้วไม่หัน หรือชอบเล่นคนเดียว แต่ควรดูรูปแบบของพัฒนาการหลายด้านร่วมกัน

ตัวอย่างเช่น เด็กเล็กอาจไม่ค่อยชี้หรือแสดงสิ่งที่ตัวเองสนใจให้ผู้ปกครองดู ไม่ค่อยพยายามแบ่งปันความสนุกกับคนอื่น มีความยากในการใช้ท่าทางเพื่อสื่อสาร และมีพฤติกรรมซ้ำหรือยึดติดกับกิจวัตรร่วมด้วย

เด็กวัยเรียนอาจพูดได้ดีแต่เข้ากับเพื่อนได้ยาก ไม่เข้าใจวิธีเริ่มหรือรักษาบทสนทนา มีความสนใจเฉพาะเรื่องอย่างมาก หรือรู้สึกไม่สบายใจอย่างชัดเจนเมื่อมีกิจกรรมที่ไม่เป็นไปตามแผน

บางคนอาจยังไม่เห็นปัญหาชัดในช่วงเด็กเล็ก แต่เมื่อโตขึ้นและสถานการณ์ทางสังคมมีความซับซ้อนมากขึ้น ความยากด้านการสื่อสารและความสัมพันธ์จึงเริ่มเห็นได้ชัด

สิ่งที่ควรพิจารณาคือรูปแบบอาการเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ มีความแตกต่างจากพัฒนาการที่คาดตามวัยมากเพียงใด และส่งผลต่อการสื่อสาร การเรียน ความสัมพันธ์ การดูแลตนเอง หรือการใช้ชีวิตของเด็กอย่างไร

หากผู้ปกครองไม่แน่ใจเกี่ยวกับพัฒนาการ การสื่อสาร หรือพฤติกรรมของลูก สามารถปรึกษาจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นหรือนักจิตวิทยาเพื่อประเมินอย่างเหมาะสมได้

โรคออทิสติกสเปกตรัม เกิดจากอะไร?

โรคออทิสติกสเปกตรัมไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว ปัจจุบันพบว่ามีความเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางพันธุกรรมและกระบวนการพัฒนาของสมองหลายด้าน ซึ่งอาจทำงานร่วมกันแตกต่างกันในเด็กแต่ละคน

สิ่งสำคัญคือ ออทิสติกไม่ได้เกิดจากการที่พ่อแม่เลี้ยงดูลูกไม่ดี การให้ความรักน้อยเกินไป หรือเด็กไม่ได้รับการฝึกวินัยอย่างเพียงพอ

ปัจจัยทางพันธุกรรมและชีวภาพ

พันธุกรรมมีบทบาทสำคัญต่อการเกิด ASD แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมียีนเพียงตัวเดียวที่เป็นสาเหตุของออทิสติกในเด็กทุกคน

ในหลายกรณีอาจเกี่ยวข้องกับความแตกต่างของยีนหลายตำแหน่งร่วมกัน ขณะที่บางคนอาจมีภาวะทางพันธุกรรมบางชนิดที่สัมพันธ์กับ ASD

การที่ครอบครัวหนึ่งมีสมาชิกที่เป็นออทิสติกจึงอาจสัมพันธ์กับโอกาสที่สมาชิกคนอื่นจะมี ASD หรือลักษณะทางพัฒนาการบางอย่างที่เกี่ยวข้องมากกว่าประชากรทั่วไป แต่ไม่ได้หมายความว่าพี่น้องทุกคนจะต้องเป็นออทิสติก

ปัจจัยด้านพัฒนาการของสมอง

ASD เกี่ยวข้องกับความแตกต่างของการพัฒนาและการทำงานของระบบประสาทหลายส่วน ซึ่งอาจส่งผลต่อวิธีที่สมองประมวลผลข้อมูลทางสังคม ภาษา พฤติกรรม และข้อมูลจากประสาทสัมผัส

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันไม่สามารถวินิจฉัย ASD จากการตรวจเลือดหรือการสแกนสมองเพียงอย่างเดียวได้ การวินิจฉัยจึงอาศัยประวัติพัฒนาการและการประเมินลักษณะพฤติกรรมและการใช้ชีวิตของเด็กเป็นสำคัญ

ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม

มีการศึกษาปัจจัยทางชีวภาพและสิ่งแวดล้อมหลายด้านที่อาจสัมพันธ์กับความเสี่ยงของ ASD แต่การพบความสัมพันธ์ไม่ได้หมายความว่าปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเป็นสาเหตุโดยตรงในเด็กแต่ละคน

จึงไม่ควรกล่าวโทษเหตุการณ์ในครอบครัว รูปแบบการเลี้ยงดู หรือพฤติกรรมของพ่อแม่ว่าเป็นต้นเหตุของออทิสติก

ในทางกลับกัน สภาพแวดล้อมที่เข้าใจความต้องการของเด็ก การสื่อสารที่เหมาะกับเด็ก และการช่วยเหลือที่สอดคล้องกันระหว่างบ้าน โรงเรียน และทีมรักษา สามารถมีส่วนสำคัญต่อพัฒนาการและคุณภาพชีวิตของเด็กได้

โรคออทิสติกสเปกตรัม รักษาอย่างไร?

แนวทางการดูแลโรคออทิสติกสเปกตรัมขึ้นอยู่กับอายุ ระดับพัฒนาการ ความสามารถด้านภาษาและการเรียนรู้ พฤติกรรม ปัญหาที่พบร่วม ความต้องการความช่วยเหลือ และบริบทของเด็กแต่ละคน

เป้าหมายของการดูแลไม่ใช่การบังคับให้เด็กต้องเหมือนคนอื่นทุกด้าน แต่เป็นการช่วยพัฒนาทักษะที่จำเป็น ลดปัญหาที่รบกวนการใช้ชีวิต และช่วยให้เด็กสามารถสื่อสาร เรียนรู้ ดูแลตนเอง มีความสัมพันธ์ และใช้ศักยภาพของตนเองได้มากขึ้น

การประเมินและวินิจฉัย

การประเมิน ASD เริ่มจากการทำความเข้าใจพัฒนาการของเด็กอย่างละเอียด ทั้งเรื่องภาษา การสื่อสาร การเล่น การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น พฤติกรรม การเรียนรู้ และการใช้ชีวิตประจำวัน

ข้อมูลจากผู้ปกครองมีความสำคัญ และในเด็กวัยเรียนอาจพิจารณาข้อมูลจากครูหรือโรงเรียนร่วมด้วย เพื่อให้เห็นพฤติกรรมของเด็กในหลายสถานการณ์

ในบางกรณีอาจมีการประเมินพัฒนาการ ภาษา สติปัญญา หรือทักษะการใช้ชีวิตเพิ่มเติม หากเด็กมีภาษาล่าช้าหรือเรียกแล้วไม่ค่อยตอบสนอง อาจพิจารณาตรวจการได้ยินเพื่อแยกปัญหาการได้ยินออกจากสาเหตุอื่น

ผู้เชี่ยวชาญยังต้องประเมินภาวะที่อาจพบร่วมกับ ASD เช่น โรคสมาธิสั้น ความวิตกกังวล ปัญหาการนอน ความบกพร่องทางสติปัญญา หรือปัญหาการเรียนรู้ เพราะภาวะเหล่านี้อาจต้องการการดูแลเพิ่มเติม

การส่งเสริมพัฒนาการและการปรับพฤติกรรม

เด็กอาจได้รับการฝึกทักษะที่แตกต่างกันตามปัญหาที่พบ เช่น การสื่อสาร การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น การเล่น การดูแลตนเอง และการจัดการพฤติกรรม

หนึ่งในแนวทางที่นำมาใช้ได้คือ Applied Behavior Analysis (ABA) ซึ่งเป็นการประยุกต์หลักการเรียนรู้และการเสริมแรงเพื่อช่วยพัฒนาทักษะและปรับพฤติกรรมบางอย่าง โดยการฝึกควรกำหนดเป้าหมายให้เหมาะกับเด็กแต่ละคน

เด็กบางคนอาจได้รับประโยชน์จากการฝึกทักษะทางสังคม เช่น การเริ่มต้นบทสนทนา การผลัดกันพูด การเล่นร่วมกับเพื่อน การเข้าใจอารมณ์ และการแก้ปัญหาเมื่อเกิดสถานการณ์ทางสังคมที่ยาก

การเริ่มให้ความช่วยเหลือเมื่อพบปัญหาด้านพัฒนาการมีความสำคัญ ไม่จำเป็นต้องรอให้เด็กมีปัญหารุนแรงก่อนจึงค่อยเริ่มส่งเสริมทักษะที่เด็กต้องการ

การช่วยเหลือด้านการเรียนและสิ่งแวดล้อม

การจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับวิธีเรียนรู้ของเด็กสามารถช่วยลดความสับสนและเพิ่มความสามารถในการทำกิจกรรมต่าง ๆ

เด็กบางคนตอบสนองได้ดีกับตารางกิจกรรมที่ชัดเจน การใช้รูปภาพประกอบ การแบ่งกิจกรรมออกเป็นขั้นตอน และการแจ้งล่วงหน้าเมื่อกำลังจะมีการเปลี่ยนแปลง

ในเด็กวัยเรียน การประสานกับโรงเรียนมีความสำคัญ เพราะเด็กอาจต้องการการช่วยเหลือแตกต่างกัน เช่น ลดสิ่งรบกวน ปรับวิธีการสื่อสาร หรือให้เวลาเพิ่มเติมในการปรับตัวเมื่อเปลี่ยนกิจกรรม

การรักษาด้วยยา

ปัจจุบันยังไม่มียาที่รักษาลักษณะหลักทั้งหมดของ ASD โดยตรง แต่ยาสามารถมีบทบาทในการรักษาอาการบางอย่างที่พบร่วมและส่งผลต่อชีวิตอย่างมาก

ตัวอย่างเช่น เด็กบางคนอาจมีความหงุดหงิดหรือก้าวร้าวรุนแรง ทำร้ายตนเอง มีอาการสมาธิสั้นร่วม มีความวิตกกังวล หรือมีปัญหาการนอน แพทย์จะประเมินว่าสาเหตุของปัญหาคืออะไร และพิจารณาว่าจำเป็นต้องใช้ยาหรือไม่

การเลือกใช้ยาควรพิจารณาเป็นรายบุคคล โดยคำนึงถึงประโยชน์ ผลข้างเคียง อายุ สุขภาพ และปัญหาที่ต้องการรักษา และควรมีการติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง

แผนการดูแลจึงไม่จำเป็นต้องเหมือนกันในเด็กทุกคน และควรวางเป้าหมายร่วมกันระหว่างเด็ก ครอบครัว และผู้เชี่ยวชาญ

ออทิสติกรักษาหายไหม และเด็กสามารถพัฒนาได้แค่ไหน?

คำถามว่า “ออทิสติกรักษาหายไหม?” เป็นหนึ่งในเรื่องที่ผู้ปกครองกังวลมากเมื่อทราบว่าลูกอาจมี ASD

โรคออทิสติกสเปกตรัมเป็นภาวะทางพัฒนาการที่โดยทั่วไปมีลักษณะต่อเนื่องในระยะยาว แต่ไม่ได้หมายความว่าเด็กจะไม่สามารถเรียนรู้หรือพัฒนาขึ้นได้

เด็กออทิสติกสามารถพัฒนาทักษะหลายด้านได้ ไม่ว่าจะเป็นภาษา การสื่อสาร การเข้าสังคม การเรียนรู้ การควบคุมพฤติกรรม หรือการดูแลตนเอง โดยระดับการเปลี่ยนแปลงและความช่วยเหลือที่ต้องการแตกต่างกันในแต่ละคน

เด็กบางคนอาจต้องการความช่วยเหลือในชีวิตประจำวันหลายด้านอย่างต่อเนื่อง ขณะที่บางคนเมื่อเติบโตขึ้นสามารถเรียน ทำงาน ดูแลตนเอง และสร้างความสัมพันธ์ได้ค่อนข้างเป็นอิสระ

จึงอาจมีประโยชน์มากกว่าหากเปลี่ยนจากคำถามว่า “เมื่อไหร่ลูกจะหาย?” มาเป็น “ตอนนี้ลูกมีจุดแข็งอะไร มีเรื่องไหนที่กำลังเป็นอุปสรรค และเราจะช่วยให้เขาพัฒนาทักษะที่จำเป็นได้อย่างไร?”

การประเมินตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยให้ครอบครัวเข้าใจพัฒนาการของเด็กและเริ่มวางแผนช่วยเหลือได้เร็ว โดยไม่จำเป็นต้องรอให้อาการหรือปัญหาในชีวิตประจำวันรุนแรงขึ้น

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคออทิสติกสเปกตรัม (FAQ)

ลูกไม่สบตา เรียกไม่หัน แปลว่าเป็นออทิสติกหรือไม่?

ยังสรุปไม่ได้ การไม่สบตาหรือเรียกไม่หันเพียงอย่างเดียวไม่สามารถใช้วินิจฉัย ASD ได้ ต้องพิจารณาพัฒนาการด้านการสื่อสารและปฏิสัมพันธ์ทางสังคมร่วมกับรูปแบบพฤติกรรม ความสนใจ และพัฒนาการด้านอื่น หากเด็กเรียกไม่ค่อยหัน โดยเฉพาะเมื่อมีภาษาล่าช้าร่วมด้วย อาจต้องประเมินการได้ยินด้วย

เด็กออทิสติกทุกคนพูดช้าหรือไม่?

ไม่ทุกคน เด็กบางคนพูดช้าหรือมีข้อจำกัดด้านภาษา แต่เด็กออทิสติกบางคนพูดได้ตามวัยหรือพูดคล่อง ความยากอาจอยู่ที่การใช้ภาษาเพื่อสนทนาโต้ตอบ เข้าใจสถานการณ์ทางสังคม หรือสร้างความสัมพันธ์มากกว่าจำนวนคำที่สามารถพูดได้

เด็กออทิสติกมีสติปัญญาต่ำทุกคนหรือไม่?

ไม่จริง ความสามารถทางสติปัญญาของเด็กออทิสติกมีความหลากหลาย เด็กบางคนมีความบกพร่องทางสติปัญญาร่วมด้วย ขณะที่บางคนมีสติปัญญาตามวัยหรือมีความสามารถเด่นในบางด้าน การประเมินเด็กจึงควรมองทั้งจุดแข็งและด้านที่ต้องการความช่วยเหลือ

ออทิสติกต้องกินยาหรือไม่?

ไม่จำเป็นทุกคน และไม่มียาที่ใช้รักษาลักษณะหลักทั้งหมดของออทิสติกโดยตรง ยาอาจถูกพิจารณาเมื่อเด็กมีอาการอื่นที่รบกวนชีวิตอย่างมาก เช่น ความก้าวร้าวรุนแรง การทำร้ายตนเอง อาการสมาธิสั้น ความวิตกกังวล หรือปัญหาอื่นที่แพทย์ประเมินแล้วเห็นว่าการใช้ยาอาจมีประโยชน์

เมื่อไหร่ควรพาลูกไปประเมิน?

หากสังเกตว่าลูกมีพัฒนาการด้านภาษา การสื่อสาร การเล่น หรือการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นแตกต่างจากเด็กวัยเดียวกันอย่างต่อเนื่อง มีพฤติกรรมซ้ำหรือยึดติดกับกิจวัตรจนรบกวนชีวิต หรือเคยมีทักษะบางอย่างแล้วกลับสูญเสียทักษะนั้น ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินโดยไม่จำเป็นต้องรอดูจนปัญหารุนแรง

พ่อแม่ช่วยลูกที่เป็นออทิสติกได้อย่างไร?

สิ่งสำคัญคือทำความเข้าใจว่าลูกสื่อสารและเรียนรู้แบบไหน มีจุดแข็งอะไร และสถานการณ์ใดที่ทำให้เขารู้สึกยาก การสร้างกิจวัตรที่คาดเดาได้ สื่อสารให้ชัดเจน ฝึกทักษะทีละขั้น และชื่นชมเมื่อเด็กเรียนรู้หรือพยายามทำสิ่งใหม่ สามารถช่วยให้เด็กพัฒนาทักษะได้ การประสานระหว่างครอบครัว โรงเรียน และทีมที่ดูแลเด็กก็มีความสำคัญเช่นกัน

ปรึกษาและประเมินโรคออทิสติกสเปกตรัมที่ Piti Clinic

หากคุณกำลังกังวลว่าลูกพูดช้า เรียกแล้วไม่ค่อยหัน มีความยากในการสื่อสารหรือเล่นกับผู้อื่น มีพฤติกรรมซ้ำ ยึดติดกับกิจวัตร หรือมีพัฒนาการบางด้านแตกต่างจากเด็กวัยเดียวกัน คุณไม่จำเป็นต้องรอให้ปัญหารุนแรงก่อนจึงค่อยขอคำปรึกษา

การพาลูกมาประเมินไม่ได้หมายความว่าจะต้องได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นออทิสติกเสมอไป เพราะพฤติกรรมและพัฒนาการที่ผู้ปกครองกังวลอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ การประเมินมีเป้าหมายเพื่อทำความเข้าใจว่าเด็กกำลังมีความยากด้านใด มีจุดแข็งอะไร และควรได้รับความช่วยเหลือแบบไหน

ที่ Piti Clinic ปีติ คลินิก ทีมจิตแพทย์ นักจิตวิทยา และบุคลากรด้านสุขภาพจิต พร้อมรับฟังและประเมินปัญหาของเด็กและวัยรุ่น โดยพิจารณาทั้งพัฒนาการ การสื่อสาร พฤติกรรม อารมณ์ การเรียนรู้ ความสัมพันธ์ และบริบทของครอบครัว เพื่อวางแนวทางการดูแลที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน

การดูแลสามารถพิจารณาตามความเหมาะสม ทั้งการประเมินทางจิตเวชและพัฒนาการ การประเมินทางจิตวิทยา การให้คำแนะนำแก่ผู้ปกครอง การวางแผนส่งเสริมทักษะและปรับพฤติกรรม รวมถึงการประเมินและรักษาปัญหาทางอารมณ์หรือพฤติกรรมที่พบร่วม

โทร 090 230 6000นัดผ่าน LINE