ข้ามไปเนื้อหา
โทร 090 230 6000LINE @piticlinic

โรคหลงผิด (Delusional Disorder) อาการ สาเหตุ และการรักษา

เนื้อหาโดยทีมแพทย์ปีติ คลินิก · ตรวจทานโดย นพ. พิชญุตม์ เกษมภักดีพงษ์ (จิตแพทย์) · 13 กันยายน 2569

“เขาเชื่อว่ามีคนสะกดรอยตาม ทั้งที่ไม่มีหลักฐาน” “มั่นใจว่าคู่รักนอกใจ แม้ตรวจสอบแล้วไม่พบอะไร” “เชื่อว่ามีคนแอบหลงรักหรือส่งสัญญาณพิเศษให้ตนเอง”

เมื่อคนใกล้ตัวมีความเชื่อบางอย่างอย่างหนักแน่น แม้ข้อมูลรอบตัวจะไม่สนับสนุนความเชื่อนั้น การพูดว่า “คิดไปเอง” หรือพยายามหาเหตุผลมาโต้แย้งอาจไม่ได้ทำให้ความเชื่อนั้นหายไป และบางครั้งกลับทำให้เกิดความขัดแย้ง ความหวาดระแวง หรือความไม่ไว้วางใจกันมากขึ้น

อาการเช่นนี้อาจพบได้ใน โรคหลงผิด (Delusional Disorder) ซึ่งเป็นโรคจิตเวชที่มี “ความหลงผิด” เป็นอาการสำคัญ ผู้ที่มีอาการอาจเชื่อในสิ่งนั้นอย่างจริงจัง ขณะที่ความคิด การพูด การทำงาน หรือการใช้ชีวิตในเรื่องอื่นยังดูเป็นปกติ จึงทำให้ครอบครัวหรือคนใกล้ตัวสังเกตได้ยากในบางกรณี

โรคหลงผิดสามารถส่งผลต่อความสัมพันธ์ การทำงาน การตัดสินใจ และความปลอดภัยได้ โดยเฉพาะเมื่อความเชื่อนั้นเกี่ยวข้องกับการถูกปองร้าย การนอกใจ หรือบุคคลอื่น การได้รับการประเมินจากจิตแพทย์จึงมีความสำคัญทั้งต่อผู้ที่มีอาการและครอบครัว

โรคหลงผิด คืออะไร?

โรคหลงผิด (Delusional Disorder) เป็นโรคจิตเวชที่มีลักษณะสำคัญคือ มีความเชื่อหลงผิด (delusion) อย่างน้อยหนึ่งเรื่องเป็นระยะเวลาตั้งแต่ 1 เดือนขึ้นไป และอาการดังกล่าวไม่สามารถอธิบายได้ดีกว่าด้วยโรคจิตเวชอื่น โรคทางกาย หรือผลจากสารบางชนิด

“ความหลงผิด” ไม่ได้หมายถึงเพียงการเข้าใจผิด คิดมาก หรือสงสัยใครบางคน แต่เป็นความเชื่อที่บุคคลยึดถืออย่างมั่นคง แม้จะมีข้อมูลหรือหลักฐานที่ขัดแย้งกับความเชื่อนั้น

ความหลงผิดในโรคนี้มักเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่ในชีวิตจริง “สามารถเกิดขึ้นได้” เช่น เชื่อว่าถูกติดตาม ถูกกลั่นแกล้ง คู่รักนอกใจ มีคนหลงรักตนเองจากระยะไกล หรือเชื่อว่าตนเองมีโรคหรือความผิดปกติบางอย่าง ทั้งที่ข้อเท็จจริงไม่สนับสนุนความเชื่อนั้น

ลักษณะที่ทำให้โรคหลงผิดแตกต่างจากโรคทางจิตบางชนิด คือ นอกเหนือจากเรื่องที่หลงผิดแล้ว ผู้ป่วยบางคนยังสามารถใช้ชีวิตและทำหน้าที่ด้านอื่นได้ค่อนข้างปกติ เช่น แต่งตัวเรียบร้อย พูดคุยรู้เรื่อง ทำงาน หรือดูแลกิจวัตรประจำวันได้

ด้วยเหตุนี้ คนรอบข้างจึงอาจรู้สึกสับสนว่า “ถ้าเรื่องอื่นเขาดูปกติ ทำไมเรื่องนี้ถึงเชื่ออย่างมาก?”

คำตอบคือ ความเชื่อดังกล่าวอาจเป็นส่วนหนึ่งของอาการป่วย ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยกำลังโกหกหรือจงใจสร้างเรื่องขึ้นมา

อาการของโรคหลงผิด มีอะไรบ้าง?

อาการหลักคือ ความหลงผิดที่คงอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่เนื้อหาของความเชื่ออาจแตกต่างกันในแต่ละคน

หลงผิดว่าถูกปองร้ายหรือกลั่นแกล้ง (Persecutory Type)

ผู้ป่วยอาจเชื่อว่ามีบุคคลหรือองค์กรกำลังติดตาม สอดแนม กลั่นแกล้ง หลอกลวง วางยา หรือพยายามทำร้ายตนเอง

ตัวอย่างเช่น เชื่อว่าเพื่อนบ้านติดตั้งอุปกรณ์เพื่อเฝ้าดูตน เชื่อว่าเพื่อนร่วมงานกำลังร่วมมือกันกลั่นแกล้ง หรือเชื่อว่ามีคนสะกดรอยตาม แม้ไม่มีหลักฐานที่สนับสนุนความเชื่อนั้น

ความเชื่อประเภทนี้อาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกหวาดระแวง โกรธ หรือไม่ไว้วางใจผู้อื่น

หลงผิดว่าคู่รักนอกใจ (Jealous Type)

ผู้ป่วยอาจมั่นใจว่าคู่รักหรือคู่สมรสนอกใจ แม้ไม่มีหลักฐานเพียงพอ และอาจตีความเหตุการณ์เล็ก ๆ ให้กลายเป็นสิ่งยืนยันความเชื่อของตน

บางรายอาจตรวจโทรศัพท์ ติดตาม ซักถามซ้ำ ๆ หรือกล่าวหาคู่รักอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งอย่างมากในความสัมพันธ์

หลงผิดว่ามีคนรักตนเอง (Erotomanic Type)

เป็นความเชื่อว่าบุคคลอีกคนหนึ่งมีความรักหรือความรู้สึกพิเศษต่อตนเอง ทั้งที่ในความเป็นจริงอาจไม่มีความสัมพันธ์เช่นนั้น

ผู้ป่วยอาจตีความข้อความ การกระทำ หรือเหตุการณ์ทั่วไปว่าเป็น “สัญญาณพิเศษ” ที่อีกฝ่ายส่งถึงตนเอง

หลงผิดว่าตนเองยิ่งใหญ่หรือมีความสามารถพิเศษ (Grandiose Type)

อาจเชื่อว่าตนเองมีความสามารถ ความรู้ อำนาจ สถานะ หรือความสำคัญเป็นพิเศษ ซึ่งไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง

หลงผิดเกี่ยวกับร่างกาย (Somatic Type)

ผู้ป่วยอาจเชื่ออย่างมั่นคงว่าร่างกายของตนมีโรคหรือความผิดปกติบางอย่าง แม้การตรวจทางการแพทย์จะไม่พบสิ่งที่สามารถอธิบายความเชื่อนั้นได้

แบบผสม (Mixed Type)

บางคนอาจมีความหลงผิดหลายลักษณะร่วมกัน โดยไม่มีเรื่องใดเด่นชัดกว่าเรื่องอื่น

อารมณ์ของผู้ป่วยอาจสอดคล้องกับเนื้อหาของความหลงผิด เช่น ผู้ที่เชื่อว่าถูกปองร้ายอาจดูหวาดระแวงหรือโกรธง่าย ขณะที่ผู้ที่มีความหลงผิดว่าตนเองยิ่งใหญ่อาจมีอารมณ์ที่แตกต่างออกไป

โดยทั่วไป โรคหลงผิดไม่ได้มีอาการประสาทหลอนที่เด่นชัดและต่อเนื่องเหมือนที่อาจพบในโรคทางจิตบางชนิด และความสามารถด้านการคิดหรือการรับรู้เรื่องอื่นอาจยังคงปกติ

อย่างไรก็ตาม อาการของแต่ละคนแตกต่างกัน และการมีความเชื่อที่ดูผิดปกติบางอย่างไม่ได้หมายความว่าจะเป็นโรคหลงผิดเสมอไป การวินิจฉัยต้องพิจารณาบริบท วัฒนธรรม โรคอื่น และสาเหตุทางกายหรือสารต่าง ๆ ร่วมด้วย

แบบไหนที่อาจเข้าข่ายโรคหลงผิด?

สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าคนหนึ่ง “คิดไม่เหมือนคนอื่น” แต่ต้องพิจารณาทั้ง ความมั่นคงของความเชื่อ ระยะเวลา และผลกระทบที่เกิดขึ้น

ตัวอย่างเช่น คนคนหนึ่งเริ่มเชื่ออย่างต่อเนื่องว่าคู่สมรสนอกใจ แม้ไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน เขาอาจเริ่มตรวจโทรศัพท์ ติดตามพฤติกรรม ซักถามซ้ำ ๆ หรือตื่นขึ้นมากลางดึกเพื่อกล่าวหาอีกฝ่าย ขณะเดียวกันเขายังสามารถไปทำงานและทำกิจวัตรด้านอื่นได้ตามปกติ

หรือบางคนอาจเชื่อว่ามีเพื่อนบ้านกำลังเฝ้าติดตามหรือพยายามทำร้าย จึงติดกล้องจำนวนมาก ปิดบ้าน ไม่ออกไปไหน ร้องเรียนหรือมีความขัดแย้งกับคนรอบข้างซ้ำ ๆ

หากความเชื่อมีความมั่นคงต่อเนื่องเป็นเวลานาน ไม่เปลี่ยนแปลงแม้ได้รับข้อมูลที่ขัดแย้ง และเริ่มส่งผลต่อความสัมพันธ์ การทำงาน พฤติกรรม หรือความปลอดภัย ควรได้รับการประเมินจากจิตแพทย์

สำหรับการวินิจฉัย Delusional Disorder ตามเกณฑ์ทางการแพทย์ ความหลงผิดจะมีระยะเวลาอย่างน้อย 1 เดือน แต่ไม่ควรใช้ระยะเวลาดังกล่าวเป็นเหตุผลในการ “รอดูอาการให้ครบเดือน” หากอาการกำลังสร้างความทุกข์ ความขัดแย้ง หรือความเสี่ยง

หากไม่แน่ใจว่าเป็นความกังวลทั่วไปหรืออาจเป็นอาการทางจิต สามารถ ปรึกษาจิตแพทย์ เพื่อประเมินอย่างเหมาะสมได้

โรคหลงผิด เกิดจากอะไร?

ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุของโรคหลงผิดอย่างชัดเจน และไม่ควรสรุปว่าเกิดจากนิสัย ความดื้อ ความคิดมาก หรือความผิดของครอบครัว

การเกิดอาการอาจเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัยร่วมกัน

ปัจจัยทางชีวภาพและสุขภาพ

เมื่อบุคคลเริ่มมีความหลงผิด โดยเฉพาะหากไม่เคยมีอาการมาก่อน แพทย์จำเป็นต้องพิจารณาสุขภาพร่างกาย ระบบประสาท ยาที่ใช้อยู่ รวมถึงแอลกอฮอล์หรือสารต่าง ๆ

อาการหลงผิดสามารถเกิดร่วมกับโรคหรือภาวะอื่นได้ จึงไม่ควรสรุปจากอาการเพียงอย่างเดียวว่าเป็น Delusional Disorder

ปัจจัยทางจิตใจ

ลักษณะการตีความเหตุการณ์ ความไวต่อความเครียด และประสบการณ์ของแต่ละคนอาจมีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ไม่สามารถอธิบายโรคนี้ด้วยปัจจัยทางจิตใจเพียงอย่างเดียว

ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเหตุการณ์ในชีวิต

ในผู้ที่มีความเปราะบาง ความเครียดทางร่างกายหรือจิตใจอาจสัมพันธ์กับการเกิดอาการได้

ในผู้สูงอายุ ปัจจัยอย่างการสูญเสียคู่ชีวิต การเกษียณ การแยกตัวทางสังคม ปัญหาทางการเงิน โรคทางกาย การผ่าตัด หรือการสูญเสียการได้ยินหรือการมองเห็น อาจเป็นบริบทที่เกี่ยวข้องกับการเกิดอาการในบางราย

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้เกิดโรคหลงผิดในทุกคน และไม่ควรใช้เพื่อกล่าวโทษผู้ป่วยหรือครอบครัว

โรคหลงผิด รักษาอย่างไร?

การ รักษาโรคหลงผิด จำเป็นต้องพิจารณาทั้งลักษณะของความหลงผิด ความรุนแรง ผลกระทบต่อชีวิต ความเสี่ยง โรคร่วม สุขภาพร่างกาย และความพร้อมของผู้ป่วยในการรับการรักษา

หนึ่งในความท้าทายคือ ผู้ป่วยบางคนไม่คิดว่าตนเองกำลังป่วย เพราะสำหรับเขาแล้ว สิ่งที่เชื่ออยู่รู้สึกเป็นความจริง

ดังนั้น การสร้างความไว้วางใจระหว่างผู้ป่วยกับผู้รักษาจึงมีความสำคัญมาก

การประเมินและวินิจฉัย

จิตแพทย์จะประเมินเนื้อหาและระยะเวลาของความเชื่อ ผลกระทบต่อชีวิต อาการทางจิตอื่น อารมณ์ ความคิดและพฤติกรรม รวมถึงความเสี่ยงต่อการทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น

แพทย์ยังต้องพิจารณาว่าอาการสามารถอธิบายได้ด้วยโรคอื่นหรือไม่ เช่น โรคจิตเภท โรคทางอารมณ์ที่มีอาการทางจิต โรคทางกาย ภาวะทางระบบประสาท ยา แอลกอฮอล์ หรือสารเสพติด

ในบางกรณีอาจจำเป็นต้องตรวจร่างกาย ตรวจทางห้องปฏิบัติการ หรือประเมินเพิ่มเติมตามข้อบ่งชี้

การรักษาด้วยยา

แพทย์อาจพิจารณาใช้ ยาต้านโรคจิต (Antipsychotic medication) ในการรักษาโรคหลงผิด โดยผู้ป่วยบางรายสามารถตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาได้

การเลือกยา ขนาดยา ระยะเวลาการรักษา และการติดตามผลข้างเคียงต้องพิจารณาเป็นรายบุคคล ไม่ควรซื้อยา เริ่มยา หยุดยา หรือลดยาด้วยตนเอง

จิตบำบัดและการสร้างความร่วมมือในการรักษา

การสร้างความสัมพันธ์ที่ไว้วางใจได้กับผู้ป่วยเป็นส่วนสำคัญของการดูแล

ผู้รักษาไม่จำเป็นต้องยืนยันว่าความหลงผิดนั้นเป็นเรื่องจริง แต่ในขณะเดียวกัน การเผชิญหน้าหรือพยายามเอาชนะด้วยการโต้แย้งอย่างรุนแรงอาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าไม่ได้รับความเข้าใจและไม่ต้องการรับการรักษาต่อ

การพูดคุยอาจเริ่มจากปัญหาที่ผู้ป่วยยอมรับว่ากำลังสร้างความทุกข์ เช่น ความเครียด ความวิตกกังวล การนอนไม่หลับ ความขัดแย้งในครอบครัว หรือผลกระทบต่อการใช้ชีวิต แล้วค่อยสร้างความร่วมมือในการดูแลต่อไป

การดูแลตนเองและการสนับสนุนจากครอบครัว

การนอนหลับให้เพียงพอ ลดความเครียด หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์และสารเสพติด รับประทานยาตามแผน และมาติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่องอาจเป็นส่วนหนึ่งของการดูแล

สำหรับครอบครัว เป้าหมายไม่ใช่การ “พิสูจน์ให้ชนะว่าเขาคิดผิด” แต่เป็นการรักษาความสัมพันธ์ ประเมินความปลอดภัย และช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษา

แผนการรักษาไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกคน และควรพิจารณาร่วมกับจิตแพทย์ตามอาการและบริบทของผู้ป่วยแต่ละราย

คนที่มีอาการหลงผิดรู้ตัวไหม และครอบครัวควรรับมืออย่างไร?

หนึ่งในเรื่องที่ทำให้ครอบครัวรู้สึกเหนื่อยและสับสนคือ ผู้ป่วยอาจเชื่อในสิ่งที่ตนเองคิดอย่างจริงจัง

ดังนั้น การบอกว่า “หยุดคิดได้แล้ว” “คิดไปเองทั้งนั้น” หรือพยายามนำหลักฐานจำนวนมากมาโต้แย้ง อาจไม่ได้เปลี่ยนความเชื่อ และบางครั้งอาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าคนในครอบครัวไม่เชื่อใจหรือกลายเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ตนเองหวาดระแวง

ในทางกลับกัน ครอบครัวก็ไม่จำเป็นต้องยืนยันว่าความหลงผิดนั้นเป็นเรื่องจริง

อาจใช้วิธีรับฟังและสะท้อน ความรู้สึก แทนการยืนยัน เนื้อหาของความเชื่อ เช่น รับรู้ว่าเขากำลังกลัว เครียด หรือรู้สึกไม่ปลอดภัย แล้วชวนให้พบจิตแพทย์เพื่อช่วยจัดการกับความทุกข์ที่กำลังเกิดขึ้น

ควรให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นพิเศษหากความหลงผิดเกี่ยวข้องกับการถูกทำร้าย การนอกใจ หรือความขัดแย้งกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพราะในบางกรณีความเชื่ออาจนำไปสู่การเผชิญหน้า การติดตาม หรือพฤติกรรมก้าวร้าวได้

หากผู้ป่วยขู่ว่าจะทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น มีอาวุธ มีพฤติกรรมรุนแรง ควบคุมตนเองไม่ได้ หรือสถานการณ์ไม่สามารถดูแลความปลอดภัยได้ ควรขอความช่วยเหลือฉุกเฉินและพาไปสถานพยาบาลที่เหมาะสมโดยเร็ว

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคหลงผิด (FAQ)

โรคหลงผิดต่างจากคิดมากหรือระแวงทั่วไปอย่างไร?

ความสงสัยหรือความกังวลทั่วไปสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน และมักสามารถปรับเปลี่ยนได้เมื่อได้รับข้อมูลเพิ่มเติม แต่ความหลงผิดมีลักษณะเป็นความเชื่อที่ยึดถืออย่างมั่นคง แม้มีข้อมูลที่ขัดแย้ง และอาจดำเนินต่อเนื่องจนส่งผลต่อพฤติกรรมหรือชีวิตของบุคคล

โรคหลงผิดต่างจากโรคจิตเภทอย่างไร?

ทั้งสองโรคสามารถมีอาการหลงผิดได้ แต่ Delusional Disorder มีความหลงผิดเป็นอาการเด่น และการทำหน้าที่ในด้านอื่นอาจยังค่อนข้างปกติ ขณะที่การวินิจฉัยโรคจิตเภทพิจารณารูปแบบอาการทางจิตและการดำเนินโรคที่แตกต่างออกไป การแยกโรคจึงควรทำโดยจิตแพทย์ ไม่ควรใช้เพียงอาการ “ระแวง” หรือ “หลงผิด” เพื่อตัดสินด้วยตนเอง

โรคหลงผิดรักษาหายไหม?

การดำเนินโรคแตกต่างกันในแต่ละคน บางรายตอบสนองต่อการรักษาได้ดี ขณะที่บางรายอาจมีความเชื่อหลงผิดคงอยู่นาน จึงควรเน้นการรักษาและติดตามอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายทั้งลดอาการ ลดความทุกข์ และช่วยให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตและรักษาความสัมพันธ์ได้ดีขึ้น

โรคหลงผิดต้องกินยาหรือไม่?

ผู้ป่วยบางรายอาจได้รับการรักษาด้วยยาต้านโรคจิต แต่ไม่สามารถกำหนดได้ว่าทุกคนต้องใช้ยาหรือใช้ยาแบบเดียวกัน การเลือกวิธีรักษาขึ้นอยู่กับการประเมินของจิตแพทย์และปัจจัยเฉพาะของผู้ป่วย

ถ้าผู้ป่วยไม่ยอมรับว่าตนเองป่วย ควรทำอย่างไร?

หลีกเลี่ยงการเริ่มต้นด้วยการบังคับให้ยอมรับว่า “คุณเป็นโรคหลงผิด” อาจเริ่มจากสิ่งที่ผู้ป่วยรู้สึกเป็นปัญหา เช่น นอนไม่หลับ เครียด กลัว ไม่สบายใจ หรือมีปัญหาความสัมพันธ์ แล้วชวนมาพบจิตแพทย์เพื่อหาวิธีช่วยให้อาการเหล่านั้นดีขึ้น

เมื่อไหร่ควรพาไปพบจิตแพทย์?

ควรปรึกษาจิตแพทย์เมื่อความเชื่อหรือความหวาดระแวงเกิดขึ้นต่อเนื่อง เริ่มส่งผลต่อความสัมพันธ์ การทำงาน หรือการใช้ชีวิต มีพฤติกรรมติดตาม ตรวจสอบ ร้องเรียน หรือเผชิญหน้ากับผู้อื่นมากขึ้น หรือคนรอบตัวเริ่มกังวลเรื่องความปลอดภัย

หากมีความเสี่ยงต่อการทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น หรือมีพฤติกรรมรุนแรง ควรเข้ารับการประเมินฉุกเฉินโดยเร็ว

ปรึกษาและรักษาโรคหลงผิดที่ Piti Clinic

หากคุณกำลังกังวลว่าตนเองหรือคนใกล้ตัวมี อาการหลงผิด หวาดระแวง เชื่อว่าถูกปองร้าย เชื่อว่าคู่รักนอกใจ หรือมีความเชื่อบางอย่างที่เริ่มกระทบต่อความสัมพันธ์และการใช้ชีวิต คุณไม่จำเป็นต้องรอให้อาการรุนแรงก่อนจึงค่อยขอความช่วยเหลือ

ที่ Piti Clinic ทีมจิตแพทย์ นักจิตวิทยา และบุคลากรด้านสุขภาพจิต พร้อมรับฟังและประเมินปัญหาอย่างรอบด้าน โดยไม่ตัดสิน เพื่อช่วยแยกว่าอาการที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับโรคหลงผิด โรคจิตเวชอื่น สุขภาพร่างกาย ยาหรือสาร หรือปัจจัยอื่นหรือไม่

แนวทางการดูแลสามารถประกอบด้วยการตรวจประเมินและวินิจฉัยโดยจิตแพทย์ การรักษาด้วยยาตามข้อบ่งชี้ การดูแลด้านจิตใจ และการให้คำแนะนำแก่ครอบครัว เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับอาการ ความปลอดภัย ความสัมพันธ์ และชีวิตประจำวันของผู้ป่วยแต่ละคน

โทร 090 230 6000นัดผ่าน LINE