ภาวะโรคจิตจากสารเสพติดหรือยา (Substance/Medication-Induced Psychotic Disorder) อาการ สาเหตุ และการรักษา
บางคนหลังใช้สารเสพติดอาจเริ่มมีอาการ หูแว่ว เห็นภาพหลอน หวาดระแวง หรือเชื่อว่ามีคนกำลังติดตามและจะทำร้าย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีอาการเหล่านี้มาก่อน ขณะที่บางคนอาจเริ่มมีอาการทางจิตหลังได้รับยาบางชนิด หรือในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงการใช้ยา
อาการเหล่านี้อาจเป็น ภาวะโรคจิตจากสารเสพติดหรือยา (Substance/Medication-Induced Psychotic Disorder) ซึ่งเป็นภาวะที่อาการทางจิตมีความสัมพันธ์กับการใช้สารเสพติด การมึนเมาหรือการถอนสารบางชนิด หรือการได้รับยาบางประเภท
สำหรับผู้ที่กำลังมีอาการ สิ่งที่ได้ยิน เห็น หรือเชื่ออาจรู้สึก “เป็นเรื่องจริง” และสร้างความกลัวอย่างมาก การตำหนิว่าเป็นเพราะ “คิดไปเอง” หรือกล่าวโทษเรื่องการใช้สารเสพติดจึงอาจไม่ได้ช่วยให้อาการดีขึ้น สิ่งสำคัญคือการดูแลความปลอดภัย พาไปประเมินสาเหตุ และรับการรักษาอย่างเหมาะสม
ภาวะโรคจิตจากสารเสพติดหรือยา คืออะไร?
ภาวะโรคจิตจากสารเสพติดหรือยา (Substance/Medication-Induced Psychotic Disorder) เป็นภาวะที่มีอาการทางจิต โดยอาการสำคัญอาจเป็น อาการหลงผิด (Delusions) หรือ ประสาทหลอน (Hallucinations) และมีหลักฐานว่าอาการดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สัมพันธ์กับการได้รับสารหรือยา เช่น ระหว่างหรือหลังการใช้สารเสพติด การมึนเมา การถอนสารบางชนิด หรือหลังได้รับยาบางประเภท
คำว่า “โรคจิต” (Psychosis) ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยเป็น “คนบ้า” แต่หมายถึงภาวะที่การรับรู้หรือตีความความเป็นจริงผิดปกติไป เช่น
- ได้ยินเสียงที่คนอื่นไม่ได้ยิน
- เห็นสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น
- เชื่ออย่างมากว่ามีคนกำลังติดตามหรือจะทำร้าย
- เชื่อว่ามีคนกำลังเฝ้าดูหรือส่งสัญญาณบางอย่างถึงตนเอง
ตัวอย่างที่พบได้คือ ผู้ที่ใช้สารกระตุ้น เช่น ยาบ้าหรือยาไอซ์ แล้วเริ่มหวาดระแวง เชื่อว่ามีคนตาม หรือมีอาการหูแว่ว
อย่างไรก็ตาม การที่บุคคลหนึ่งใช้สารเสพติดและมีอาการทางจิต ไม่ได้หมายความว่าจะวินิจฉัยว่าเป็นภาวะโรคจิตจากสารเสพติดเสมอไป เพราะผู้ป่วยอาจมีโรคทางจิตเวชอื่นอยู่เดิม หรือมีโรคทางกาย ยา หรือปัจจัยอื่นที่ทำให้เกิดอาการคล้ายกันได้
จิตแพทย์จึงต้องประเมินความสัมพันธ์ระหว่างช่วงเวลาที่ใช้สารเสพติดหรือยา กับช่วงเวลาที่อาการทางจิตเริ่มเกิดขึ้น รวมถึงติดตามการดำเนินของอาการเพื่อช่วยแยกสาเหตุ
อาการของภาวะโรคจิตจากสารเสพติดหรือยา มีอะไรบ้าง?
อาการอาจแตกต่างกันตามชนิดของสารเสพติดหรือยา ปริมาณที่ได้รับ ระยะเวลาที่ใช้ สุขภาพร่างกาย และความเปราะบางของแต่ละบุคคล
1. ประสาทหลอน (Hallucinations)
ผู้ป่วยอาจรับรู้สิ่งต่าง ๆ ทั้งที่ไม่มีสิ่งเร้าภายนอกในขณะนั้น เช่น
หูแว่ว
ได้ยินเสียงเรียกชื่อ เสียงคนพูดถึงตนเอง เสียงวิจารณ์ หรือเสียงพูดคุย ทั้งที่ไม่มีบุคคลพูดอยู่จริง
เห็นภาพหลอน
เห็นบุคคล เงา ภาพ หรือสิ่งต่าง ๆ ที่คนอื่นไม่เห็น
ประสาทหลอนทางการสัมผัส
รู้สึกว่ามีบางอย่างสัมผัสหรือเคลื่อนไหวอยู่บนผิวหนัง ทั้งที่ไม่มีสิ่งนั้นอยู่จริง
รูปแบบของประสาทหลอนอาจแตกต่างกันตามชนิดของสารที่เกี่ยวข้อง
2. อาการหลงผิด (Delusions)
ผู้ป่วยอาจมีความเชื่อบางอย่างอย่างมั่นคง แม้ข้อเท็จจริงรอบตัวไม่สนับสนุนความเชื่อนั้น เช่น
- เชื่อว่ามีคนกำลังสะกดรอยตาม
- เชื่อว่ามีคนต้องการทำร้าย
- เชื่อว่ามีคนแอบติดกล้องหรือเฝ้าดู
- เชื่อว่าคนรอบข้างกำลังร่วมมือกันกลั่นแกล้ง
- ตีความเหตุการณ์ทั่วไปว่าเป็นสัญญาณที่ส่งมาถึงตนเองโดยเฉพาะ
3. หวาดระแวงอย่างมาก
ผู้ป่วยอาจระแวงคนในครอบครัว เพื่อนบ้าน เพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่บุคลากรทางการแพทย์
เมื่อผู้ป่วยเชื่อว่าตนเองกำลังตกอยู่ในอันตราย อาจพยายามหลบหนี ป้องกันตัว หรือเผชิญหน้ากับบุคคลที่ตนเองเชื่อว่าจะมาทำร้าย จึงต้องให้ความสำคัญกับการประเมินความปลอดภัย
4. พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง
คนใกล้ตัวอาจสังเกตว่าผู้ป่วยเปลี่ยนไปจากเดิม เช่น
- กระสับกระส่ายมาก
- หวาดกลัวผิดปกติ
- ไม่ไว้วางใจคนรอบข้าง
- พูดหรือมีพฤติกรรมตอบโต้กับสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น
- เก็บตัวหรือหลบซ่อน
- นอนไม่หลับ
- พฤติกรรมผิดไปจากเดิมอย่างชัดเจน
อาการของแต่ละคนแตกต่างกัน และการมีอาการใดอาการหนึ่งไม่ได้หมายความว่าจะเป็นภาวะโรคจิตจากสารเสพติดหรือยาเสมอไป จำเป็นต้องได้รับการประเมินจากแพทย์เพื่อหาสาเหตุ
แบบไหนที่อาจเข้าข่ายภาวะโรคจิตจากสารเสพติดหรือยา?
สิ่งสำคัญในการประเมินไม่ได้อยู่เพียงว่า “เคยใช้สารเสพติดหรือไม่” แต่ต้องพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างช่วงเวลาที่ใช้สารหรือได้รับยา กับช่วงเวลาที่เริ่มเกิดอาการทางจิต
ตัวอย่างเช่น คนหนึ่งเดิมไม่เคยมีอาการหวาดระแวง แต่หลังใช้ยาไอซ์ต่อเนื่องและไม่ได้นอนหลายคืน เริ่มได้ยินเสียงคนพูดถึงตนเอง เชื่อว่ามีคนกำลังสะกดรอยตาม ปิดประตูหน้าต่างทั้งหมด และไม่กล้าออกจากบ้านเพราะกลัวว่าจะถูกทำร้าย
หรือบางคนอาจเริ่มมีอาการประสาทหลอนหรือหลงผิดหลังได้รับยาบางชนิด โดยอาการเกิดขึ้นสัมพันธ์กับช่วงเวลาที่ได้รับยา
กรณีเช่นนี้ควรได้รับการประเมินถึงความเป็นไปได้ของ ภาวะโรคจิตจากสารเสพติดหรือยา
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ใช้สารเสพติดสามารถมี โรคจิตเวชอื่นร่วมด้วย ได้เช่นกัน การแยกภาวะโรคจิตจากสารเสพติดออกจากโรคจิตเภทหรือโรคทางจิตอื่น จึงอาจต้องอาศัยทั้งประวัติจากผู้ป่วยและครอบครัว การตรวจร่างกาย การตรวจเพิ่มเติม และการติดตามอาการหลังหยุดสารเสพติด
หากเริ่มมีอาการหูแว่ว หลงผิด หรือหวาดระแวง ไม่จำเป็นต้องรอให้อาการรุนแรง สามารถปรึกษาจิตแพทย์เพื่อประเมินได้
ภาวะโรคจิตจากสารเสพติดหรือยา เกิดจากอะไร?
ภาวะนี้เกี่ยวข้องกับผลของสารเสพติดหรือยาบางชนิดต่อการทำงานของสมอง แต่ความเสี่ยงของแต่ละคนแตกต่างกัน และไม่ใช่ทุกคนที่ได้รับสารชนิดเดียวกันจะเกิดอาการทางจิต
ผลของสารเสพติดต่อสมอง
สารเสพติดที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทสามารถเปลี่ยนแปลงการทำงานของสมองและระบบสารสื่อประสาทที่เกี่ยวข้องกับความคิด อารมณ์ การรับรู้ และพฤติกรรม
เมื่อการทำงานของระบบเหล่านี้เปลี่ยนแปลงอย่างมาก ผู้ใช้บางรายอาจเกิดอาการประสาทหลอน หลงผิด หรือหวาดระแวงได้
ชนิดและรูปแบบการใช้สารเสพติด
สารหลายชนิดสามารถเกี่ยวข้องกับอาการทางจิตได้ โดยอาการอาจเกิดระหว่างการใช้สาร ภาวะมึนเมา หรือการถอนสารบางประเภท
ตัวอย่างที่สำคัญคือ สารกระตุ้น เช่น แอมเฟตามีนและเมทแอมเฟตามีน ซึ่งพบในยาบ้าและยาไอซ์ รวมถึงสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทชนิดอื่น
ความเสี่ยงยังอาจสัมพันธ์กับปริมาณ ความถี่ ระยะเวลาที่ใช้ การใช้สารหลายชนิดร่วมกัน และปัจจัยเฉพาะของแต่ละคน
การถอนสารบางชนิด
อาการทางจิตสามารถเกิดขึ้นในบริบทของการถอนสารบางประเภทได้เช่นกัน
การถอนสารบางชนิดอาจมีภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตราย จึงไม่ควรสรุปว่า “แค่หยุดใช้ก็พอ” ในทุกกรณี โดยเฉพาะผู้ที่ใช้สารหรือยากดประสาทบางประเภทต่อเนื่องเป็นเวลานาน ควรได้รับการประเมินทางการแพทย์
ยาที่ใช้รักษาโรคบางชนิด
คำว่า Medication-Induced หมายความว่าอาการทางจิตอาจสัมพันธ์กับ ยาที่ใช้รักษาโรคบางชนิด ได้ด้วย ไม่ได้หมายถึงสารเสพติดเพียงอย่างเดียว
หากเริ่มมีอาการหูแว่ว หลงผิด หรือพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงหลังเริ่มยาใหม่ เพิ่มหรือลดขนาดยา ควรแจ้งแพทย์ว่ากำลังรับประทานยาอะไรและเริ่มมีอาการเมื่อใด
ไม่ควรหยุดยาที่แพทย์สั่งด้วยตนเอง เพราะยาบางชนิดจำเป็นต้องปรับหรือลดขนาดอย่างเหมาะสม
ปัจจัยของแต่ละบุคคล
คนที่ใช้สารเสพติดชนิดเดียวกันไม่ได้เกิดอาการทางจิตทุกคน ความเปราะบางทางชีวภาพ ประวัติสุขภาพจิต การใช้สารหลายชนิดร่วมกัน สุขภาพร่างกาย และปัจจัยแวดล้อม อาจมีส่วนต่อความเสี่ยงและความรุนแรงของอาการ
ดังนั้น การเกิดภาวะนี้ไม่ควรถูกอธิบายว่าเป็นเพราะผู้ป่วย “จิตใจอ่อนแอ” และไม่ควรใช้การเจ็บป่วยเป็นเหตุผลในการตีตราหรือกล่าวโทษผู้ป่วย
ภาวะโรคจิตจากสารเสพติดหรือยา รักษาอย่างไร?
การรักษาต้องพิจารณาทั้ง อาการทางจิต การใช้สารเสพติด ภาวะมึนเมาหรือถอนสาร สุขภาพร่างกาย โรคจิตเวชที่อาจเกิดร่วมกัน และความปลอดภัย
แนวทางการรักษาจึงแตกต่างกันในแต่ละคน
การประเมินและวินิจฉัย
จิตแพทย์อาจสอบถามเกี่ยวกับ
- สารเสพติดที่ใช้
- ปริมาณและความถี่ในการใช้
- ใช้ครั้งสุดท้ายเมื่อใด
- ใช้สารหลายชนิดร่วมกันหรือไม่
- อาการทางจิตเริ่มขึ้นเมื่อใด
- เคยมีอาการหูแว่ว หลงผิด หรือหวาดระแวงก่อนใช้สารหรือไม่
- ยาและโรคประจำตัว
- ประวัติโรคทางจิตเวช
- ความเสี่ยงต่อการทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น
ในบางกรณีข้อมูลจากครอบครัวหรือคนใกล้ตัวมีความสำคัญ เพราะผู้ป่วยที่กำลังมีอาการทางจิตอาจให้ข้อมูลเกี่ยวกับลำดับเหตุการณ์ได้ไม่ครบถ้วน
แพทย์อาจตรวจร่างกาย ตรวจทางห้องปฏิบัติการ หรือตรวจเพิ่มเติมตามความเหมาะสม เพื่อประเมินภาวะจากสารและแยกโรคทางกายหรือสาเหตุอื่น
การหยุดสารเสพติดและดูแลภาวะถอนสาร
การหยุดได้รับสารที่เกี่ยวข้องเป็นส่วนสำคัญของการรักษา แต่ต้องคำนึงถึงชนิดของสารและความปลอดภัยด้วย
สารบางประเภทอาจเกิดภาวะถอนที่รุนแรงหรือเป็นอันตรายได้ จึงควรได้รับการประเมินจากบุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะผู้ที่ใช้สารต่อเนื่องเป็นเวลานานหรือใช้หลายชนิดร่วมกัน
การรักษาด้วยยา
หากมีอาการประสาทหลอน หลงผิด หวาดระแวง กระสับกระส่าย หรืออาการทางจิตรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาใช้ ยาต้านโรคจิต (Antipsychotic medication) ตามข้อบ่งชี้
การเลือกยา ขนาดยา และระยะเวลาการรักษาขึ้นอยู่กับอาการ สาเหตุ สุขภาพร่างกาย และปัจจัยของผู้ป่วยแต่ละราย ไม่ควรซื้อยารับประทานหรือปรับยาด้วยตนเอง
การรักษาในโรงพยาบาล
หากอาการรุนแรงมาก ผู้ป่วยไม่สามารถดูแลตนเอง มีความเสี่ยงต่อการทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น มีพฤติกรรมก้าวร้าว หรือมีภาวะทางกายที่ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด อาจจำเป็นต้องรักษาในโรงพยาบาล
การบำบัดปัญหาการใช้สารเสพติด
เมื่ออาการทางจิตเฉียบพลันดีขึ้น การรักษาไม่ควรจบเพียงเพราะอาการหูแว่วหรือหวาดระแวงลดลง
หากผู้ป่วยมีปัญหาการใช้สารเสพติด ควรได้รับการประเมินและบำบัดต่อเนื่อง เพื่อลดโอกาสกลับไปใช้สารและลดความเสี่ยงที่อาการทางจิตจะกลับมาอีก
แนวทางอาจประกอบด้วยการบำบัดทางจิตใจ การทำความเข้าใจสิ่งกระตุ้น การวางแผนป้องกันการกลับไปใช้สาร และการมีส่วนร่วมของครอบครัวตามความเหมาะสม
ผู้ที่มีทั้งปัญหาการใช้สารเสพติดและโรคจิตเวชควรได้รับการดูแลทั้งสองปัญหาร่วมกัน ไม่ควรละเลยด้านใดด้านหนึ่ง
โรคจิตจากสารเสพติดจะหายไหม? ต่างจากโรคจิตเภทอย่างไร?
คำถามที่ครอบครัวมักกังวลคือ
“ถ้าหยุดสารเสพติดแล้ว อาการจะหายไหม?”
และ
“แบบนี้แปลว่าเป็นโรคจิตเภทหรือเปล่า?”
อาการทางจิตที่สัมพันธ์กับสารเสพติดบางกรณีสามารถลดลงหลังหยุดได้รับสาร แต่การดำเนินอาการแตกต่างกันในแต่ละคน และ ไม่ควรสรุปว่าอาการทุกกรณีจะหายเองเมื่อหยุดสาร
เหตุผลสำคัญคือ ผู้ที่ใช้สารเสพติดและมีอาการทางจิตอาจมีได้หลายสถานการณ์ เช่น
- อาการทางจิตเกิดจากสารเสพติด
- มีโรคจิตเวชอยู่ก่อนแล้วและสารเสพติดทำให้อาการกำเริบ
- มีทั้งโรคจากการใช้สารเสพติดและโรคจิตเวชเกิดร่วมกัน
- อาการเกิดจากโรคทางกายหรือสาเหตุอื่น
การแยก ภาวะโรคจิตจากสารเสพติดหรือยาออกจากโรคจิตเภท จึงต้องพิจารณาทั้งชนิดของอาการ ลำดับเวลา ประวัติก่อนใช้สาร และการดำเนินอาการหลังหยุดสารเสพติด
บางครั้งจิตแพทย์ยังไม่สามารถสรุปการวินิจฉัยได้อย่างชัดเจนตั้งแต่ครั้งแรกที่พบผู้ป่วย เพราะต้องอาศัยการรักษาและติดตามอาการต่อเนื่อง
ดังนั้น หากหยุดสารเสพติดแล้วแต่ยังคงมี หูแว่ว เห็นภาพหลอน หลงผิด หวาดระแวง หรือพฤติกรรมผิดปกติ ควรได้รับการประเมินจากจิตแพทย์ ไม่ควรรอดูอาการไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีการติดตาม
ครอบครัวควรทำอย่างไร เมื่อผู้ป่วยหูแว่วหรือหวาดระแวงหลังใช้สารเสพติด?
เมื่อผู้ป่วยกำลังมีอาการทางจิต สิ่งที่เขาได้ยิน เห็น หรือเชื่ออาจรู้สึกเป็นเรื่องจริงมาก
การพูดว่า
“ไม่มีอะไรทั้งนั้น คิดไปเอง” “ก็เพราะไปเสพมาเอง” “เลิกเพ้อได้แล้ว”
อาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกไม่ได้รับความเข้าใจ และในผู้ที่กำลังหวาดระแวงอาจทำให้ความไม่ไว้วางใจเพิ่มขึ้น
ครอบครัวไม่จำเป็นต้องยืนยันว่าความหลงผิดนั้นเป็นเรื่องจริง แต่สามารถรับฟัง ความรู้สึก ของผู้ป่วย เช่น
“ตอนนี้ดูเหมือนคุณจะกลัวมาก” “เราอาจไม่ได้ยินสิ่งเดียวกัน แต่เราเห็นว่าตอนนี้คุณไม่สบายใจ” “เราอยากพาไปหาหมอเพื่อช่วยให้คุณรู้สึกปลอดภัยขึ้น”
พยายามพูดด้วยน้ำเสียงสงบ ลดการเผชิญหน้า และพาผู้ป่วยเข้าสู่การรักษา
หากผู้ป่วยมีพฤติกรรมรุนแรง ขู่ว่าจะทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น มีอาวุธ ควบคุมตนเองไม่ได้ สับสนรุนแรง หรือไม่สามารถดูแลความปลอดภัยขั้นพื้นฐานได้ ควรขอความช่วยเหลือฉุกเฉินและพาไปโรงพยาบาลโดยเร็ว
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาวะโรคจิตจากสารเสพติดหรือยา (FAQ)
ยาบ้าหรือยาไอซ์ทำให้หูแว่วและหวาดระแวงได้ไหม?
ได้ สารกลุ่มแอมเฟตามีนและเมทแอมเฟตามีน ซึ่งเกี่ยวข้องกับยาบ้าและยาไอซ์ สามารถสัมพันธ์กับอาการทางจิต เช่น ประสาทหลอน หลงผิด และหวาดระแวงได้ หากมีอาการควรได้รับการประเมิน โดยเฉพาะเมื่ออาการรุนแรงหรือส่งผลต่อความปลอดภัย
หยุดสารเสพติดแล้วอาการหลอนจะหายไหม?
บางรายอาการสามารถลดลงหลังหยุดสารเสพติด แต่ระยะเวลาและการดำเนินอาการแตกต่างกัน หากอาการยังคงอยู่ ควรพบจิตแพทย์เพื่อประเมินว่าเป็นอาการจากสารเสพติดหรือมีโรคทางจิตเวชหรือสาเหตุอื่นร่วมด้วย
มีอาการโรคจิตจากสารเสพติด แปลว่าเป็นโรคจิตเภทหรือไม่?
ไม่จำเป็น อาการหูแว่ว หลงผิด และหวาดระแวงสามารถพบได้ในหลายภาวะ การวินิจฉัยต้องพิจารณาความสัมพันธ์กับการใช้สาร ประวัติอาการก่อนหน้า และการดำเนินอาการหลังหยุดสาร
ภาวะโรคจิตจากสารเสพติดต้องกินยาหรือไม่?
ไม่ใช่ทุกคนต้องได้รับการรักษาเหมือนกัน ในผู้ที่มีอาการทางจิตรุนแรง แพทย์อาจพิจารณายาต้านโรคจิตตามข้อบ่งชี้ โดยพิจารณาร่วมกับชนิดของสาร อาการ สุขภาพร่างกาย และความเสี่ยงของผู้ป่วย
ถ้าอาการเกิดหลังรับประทานยาที่แพทย์สั่ง ควรหยุดยาเลยไหม?
ไม่ควรหยุดหรือปรับยาด้วยตนเอง ควรติดต่อแพทย์และแจ้งชื่อยา ขนาดยา ช่วงเวลาที่เริ่มรับประทาน และเวลาที่เริ่มมีอาการ เพื่อให้แพทย์ประเมินว่ายามีความสัมพันธ์กับอาการหรือไม่ และวางแผนปรับการรักษาอย่างปลอดภัย
เมื่อไหร่ควรพาไปโรงพยาบาลทันที?
หากผู้ป่วยมีอาการทางจิตรุนแรงมาก สับสน ควบคุมตนเองไม่ได้ ก้าวร้าว มีความคิดหรือพฤติกรรมทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น ไม่สามารถดูแลตนเอง หรือมีอาการทางกายรุนแรงร่วมกับการใช้หรือถอนสาร ควรเข้ารับการประเมินฉุกเฉินที่โรงพยาบาลโดยเร็ว
ปรึกษาและรักษาภาวะโรคจิตจากสารเสพติดหรือยาที่ Piti Clinic
หากคุณหรือคนใกล้ตัวเริ่มมี อาการหูแว่ว เห็นภาพหลอน หลงผิด หวาดระแวง หรือพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงหลังใช้สารเสพติด หรือกังวลว่าอาการทางจิตอาจสัมพันธ์กับยาที่กำลังใช้ คุณไม่จำเป็นต้องรอให้อาการรุนแรงก่อนจึงค่อยขอความช่วยเหลือ
ปัญหาการใช้สารเสพติดและอาการทางจิตเป็นปัญหาสุขภาพที่ควรได้รับการดูแล การเข้ารับการรักษาไม่ควรเป็นพื้นที่ของการตำหนิหรือตัดสิน แต่เป็นโอกาสในการค้นหาว่าเกิดอะไรขึ้นและจะช่วยให้ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตได้ดีขึ้นอย่างไร
ที่ Piti Clinic ทีมจิตแพทย์ นักจิตวิทยา และบุคลากรด้านสุขภาพจิต พร้อมรับฟังและประเมินปัญหาอย่างรอบด้าน เพื่อพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างอาการทางจิตกับสารเสพติดหรือยา ประเมินโรคจิตเวชที่อาจเกิดร่วมกัน และวางแผนดูแลให้เหมาะกับอาการ ชีวิตประจำวัน ความสัมพันธ์ และเป้าหมายของผู้ป่วยแต่ละคน
การดูแลอาจประกอบด้วยการประเมินโดยจิตแพทย์ การรักษาอาการทางจิตด้วยยาตามข้อบ่งชี้ การประเมินและบำบัดปัญหาการใช้สารเสพติด การดูแลทางจิตใจ และการวางแผนป้องกันการกลับไปใช้สาร ตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล