ภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ (Depression in Older Adults) อาการ สาเหตุ และการรักษา
ภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุเป็นปัญหาสุขภาพจิตที่ควรได้รับความใส่ใจ เพราะอาการอาจไม่ได้แสดงออกมาเป็นความเศร้าหรือการร้องไห้อย่างที่หลายคนคุ้นเคย ผู้สูงอายุบางคนอาจบอกว่าเหนื่อย ไม่มีแรง นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร ปวดหรือไม่สบายตามร่างกาย ไม่อยากออกไปไหน หรือรู้สึกว่าตนเองเป็นภาระของครอบครัว จึงทำให้คนใกล้ตัวเข้าใจว่าเป็นเพียงความเปลี่ยนแปลงตามอายุหรือเป็นผลจากโรคประจำตัว
ความจริงแล้วโรคซึมเศร้าสามารถเกิดขึ้นได้ในผู้สูงอายุ และอายุที่มากขึ้นไม่ได้หมายความว่าคนเราควรต้องรู้สึกเศร้า หมดหวัง หรือหมดความสนใจในชีวิตเป็นเรื่องปกติ ผู้สูงอายุอาจต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงหลายด้าน เช่น สุขภาพที่ถดถอย การสูญเสียบุคคลสำคัญ การเกษียณ การเปลี่ยนบทบาทในครอบครัว หรือข้อจำกัดในการใช้ชีวิต แต่เมื่อความเศร้า ความเบื่อหน่าย หรืออาการอื่นเกิดขึ้นต่อเนื่องและส่งผลต่อการใช้ชีวิต อาจเป็นภาวะซึมเศร้าที่ควรได้รับการประเมินและรักษา
ภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ คืออะไร?
ภาวะซึมเศร้าเป็นความผิดปกติของอารมณ์ที่ส่งผลได้ทั้งต่อความรู้สึก ความคิด ร่างกาย และพฤติกรรม ผู้ที่มีภาวะซึมเศร้าอาจรู้สึกเศร้า หดหู่ หรือหมดความสนใจและความสุขกับสิ่งที่เคยชอบ ร่วมกับอาการอื่น เช่น ไม่มีแรง นอนหรือรับประทานอาหารเปลี่ยนไป สมาธิลดลง รู้สึกไร้ค่า หมดหวัง หรือมีความคิดเกี่ยวกับความตาย
ในผู้สูงอายุ ลักษณะของอาการบางอย่างอาจแตกต่างจากคนอายุน้อย ผู้สูงอายุอาจพูดถึงอาการทางร่างกายมากกว่าอารมณ์ เช่น อ่อนเพลีย ปวดตามร่างกาย นอนไม่ดี เบื่ออาหาร น้ำหนักลด หรือกังวลเรื่องสุขภาพอย่างมาก บางคนอาจดูเฉยชา ไม่ค่อยพูด ไม่อยากทำกิจกรรม หรือแยกตัวจากครอบครัวมากกว่าจะพูดตรง ๆ ว่า “รู้สึกเศร้า”
นอกจากนี้ ภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุยังอาจทำให้สมาธิ การคิด และความจำแย่ลง จนผู้ป่วยหรือครอบครัวกังวลว่าอาจเป็นภาวะสมองเสื่อม ดังนั้นเมื่อผู้สูงอายุมีความจำเปลี่ยนไป การประเมินจึงควรพิจารณาทั้งสุขภาพสมอง สุขภาพกาย และสุขภาพจิตร่วมกัน
อาการของภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ มีอะไรบ้าง?
อาการของโรคซึมเศร้าไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความรู้สึกเศร้า และผู้สูงอายุแต่ละคนอาจแสดงอาการแตกต่างกัน
อาการด้านอารมณ์และความคิด
ผู้สูงอายุอาจรู้สึกเศร้า หดหู่ ว่างเปล่า เบื่อหน่าย หรือไม่รู้สึกมีความสุขกับกิจกรรมที่เคยชอบ บางคนอาจรู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่า เป็นภาระของลูกหลาน หรือมองอนาคตในทางหมดหวัง
อาจพบการตำหนิตัวเอง รู้สึกผิดกับเรื่องในอดีต หรือหมกมุ่นกับความผิดพลาดบางอย่างมากกว่าปกติ ในรายที่อาการรุนแรงอาจมีความคิดเกี่ยวกับความตาย ไม่อยากมีชีวิตอยู่ หรือคิดทำร้ายตนเอง ซึ่งเป็นอาการที่ควรได้รับความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน
อาการด้านร่างกายและการนอน
อาจรู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีแรง เคลื่อนไหวหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ลดลง นอนหลับยาก ตื่นกลางดึกหลายครั้ง หรือตื่นเช้ากว่าปกติแล้วไม่สามารถหลับต่อได้
ความอยากอาหารอาจลดลงและน้ำหนักลด ผู้สูงอายุบางคนมีอาการไม่สบายทางร่างกายหลายอย่างหรือกังวลเกี่ยวกับสุขภาพมากขึ้น จึงเป็นไปได้ที่ผู้ป่วยจะมาพบแพทย์ด้วยเรื่องการนอน ความเหนื่อย ปวด หรืออาการทางกายก่อนที่จะสังเกตว่าตนเองมีปัญหาด้านอารมณ์
อาการด้านสมาธิ ความคิด และความจำ
ภาวะซึมเศร้าสามารถทำให้สมาธิลดลง คิดช้าลง ตัดสินใจยาก หรือรู้สึกว่าความจำแย่ลง ผู้สูงอายุบางคนอาจจำข้อมูลไม่ได้เพราะไม่มีสมาธิในการรับข้อมูลตั้งแต่แรก หรือรู้สึกว่าตนเองคิดอะไรไม่ออก
ในบางราย อาการด้านความคิดและความจำเด่นมากจนดูคล้ายภาวะสมองเสื่อม ภาวะนี้เรียกว่า “ความบกพร่องด้านการรู้คิดที่สัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้า” หมายถึงความจำ สมาธิ หรือความสามารถในการคิดลดลงในช่วงที่มีภาวะซึมเศร้า อาการเหล่านี้เป็นอาการจริง ไม่ได้เกิดจากผู้ป่วยแกล้งลืมหรือคิดไปเอง
อาการด้านพฤติกรรมและการใช้ชีวิต
ผู้สูงอายุอาจไม่อยากออกจากบ้าน ไม่อยากพบเพื่อนหรือญาติ เลิกทำกิจกรรมที่เคยชอบ ไม่อยากดูแลตนเอง หรือใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่เฉย ๆ บางคนอาจดูหงุดหงิดง่ายขึ้นหรือถอนตัวจากคนในครอบครัว
สิ่งที่ครอบครัวควรสังเกตจึงไม่ใช่เพียงว่าผู้สูงอายุ “ดูเศร้าหรือไม่” แต่ควรดูว่าพฤติกรรม ความสนใจ การนอน การรับประทานอาหาร พลังงาน และความสามารถในการใช้ชีวิตเปลี่ยนไปจากเดิมหรือไม่
อาการของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน และการมีอาการบางข้อไม่ได้หมายความว่าจะเป็นโรคซึมเศร้าเสมอไป โรคทางกาย ยาบางชนิด และปัญหาสุขภาพจิตอื่นสามารถทำให้เกิดอาการคล้ายกันได้
แบบไหนที่อาจเข้าข่ายภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ?
ความเศร้าเป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ โดยเฉพาะเมื่อเผชิญความสูญเสีย ความเจ็บป่วย หรือการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในชีวิต การรู้สึกเสียใจหลังสูญเสียคนรักจึงไม่ได้หมายความว่าเป็นโรคซึมเศร้าโดยอัตโนมัติ
สิ่งที่ควรพิจารณาร่วมกันคือความรุนแรง ระยะเวลา และผลกระทบต่อชีวิต
หากผู้สูงอายุมีอารมณ์หดหู่หรือหมดความสนใจในสิ่งต่าง ๆ ต่อเนื่อง ร่วมกับอาการ เช่น นอนไม่ดี เบื่ออาหาร ไม่มีแรง สมาธิลดลง รู้สึกไร้ค่า หรือเริ่มถอนตัวจากสังคม และอาการเหล่านี้ส่งผลต่อการดูแลตนเอง ความสัมพันธ์ หรือการใช้ชีวิตประจำวัน ควรได้รับการประเมิน
ในบางคน อาการที่ครอบครัวสังเกตได้อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ หลายอย่าง เช่น จากคนที่เคยออกไปซื้อของทุกเช้ากลายเป็นไม่อยากออกจากบ้าน จากคนที่เคยโทรหาลูกหลานสม่ำเสมอกลายเป็นไม่อยากคุยกับใคร หรือจากคนที่เคยดูแลสุขภาพตนเองได้เริ่มไม่สนใจรับประทานอาหารหรือรับประทานยา
หากมีการพูดว่าไม่อยากอยู่แล้ว รู้สึกว่าตายไปน่าจะดีกว่า เป็นภาระของครอบครัว หรือมีความคิดและแผนที่จะทำร้ายตนเอง ไม่ควรรอดูอาการ ควรให้ผู้สูงอายุได้รับการประเมินจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว และหากมีความเสี่ยงที่จะทำร้ายตนเองในขณะนั้น ควรพาไปห้องฉุกเฉินหรือขอความช่วยเหลือฉุกเฉินทันที
หากไม่แน่ใจว่าอาการเป็นภาวะซึมเศร้า ความเปลี่ยนแปลงตามวัย หรือเกี่ยวข้องกับโรคอื่น สามารถปรึกษาจิตแพทย์เพื่อประเมินอย่างเหมาะสมได้
ภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ เกิดจากอะไร?
ภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุไม่ได้เกิดจากการ “คิดมาก” หรือการไม่เข้มแข็ง และโดยทั่วไปไม่ได้มีสาเหตุเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดจากปัจจัยทางชีวภาพ จิตใจ สุขภาพกาย และเหตุการณ์ในชีวิตหลายด้านร่วมกัน
ปัจจัยทางชีวภาพและสุขภาพกาย
โรคทางกายและโรคทางระบบประสาทบางชนิดสามารถสัมพันธ์กับอาการซึมเศร้าได้ ตัวอย่างเช่น โรคหลอดเลือดสมอง โรคพาร์กินสัน โรคที่ทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อม และโรคทางกายเรื้อรังบางประเภท
โรคของต่อมไร้ท่อและความผิดปกติทางร่างกายบางอย่างก็อาจแสดงอาการคล้ายภาวะซึมเศร้าได้ การประเมินผู้สูงอายุที่เริ่มมีอาการจึงควรมองสุขภาพกายควบคู่ไปกับสุขภาพจิต ไม่ควรสรุปว่าอาการทั้งหมดเกิดจากสภาพจิตใจเพียงอย่างเดียว
ยาที่ใช้อยู่
ผู้สูงอายุจำนวนมากต้องรับประทานยาหลายชนิดเพื่อรักษาโรคประจำตัว ยาบางประเภทสามารถเกี่ยวข้องกับอาการทางอารมณ์ได้ ดังนั้นแพทย์จึงมักทบทวนยาที่ใช้อยู่ทั้งหมด รวมถึงยาที่ซื้อรับประทานเองและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อดูว่ามีสิ่งใดอาจเกี่ยวข้องกับอาการหรือเกิดปฏิกิริยาระหว่างยาหรือไม่
ปัจจัยทางจิตใจ
การปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ความรู้สึกสูญเสียความสามารถเดิม การต้องพึ่งพาคนอื่นมากขึ้น หรือการรู้สึกว่าบทบาทและคุณค่าของตนเองลดลง สามารถส่งผลต่อสภาพจิตใจได้
ผู้สูงอายุบางคนอาจมีประวัติภาวะซึมเศร้ามาก่อน ขณะที่บางคนเพิ่งมีอาการครั้งแรกในช่วงสูงอายุ การทำความเข้าใจประวัติอารมณ์และสุขภาพจิตที่ผ่านมาเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้วางแผนการรักษาได้เหมาะสม
ปัจจัยด้านสังคมและเหตุการณ์ในชีวิต
การสูญเสียคู่ชีวิตหรือคนสำคัญ ความเจ็บป่วยเรื้อรัง การสูญเสียความเป็นอิสระ การเกษียณ การเปลี่ยนแปลงด้านการเงิน การอยู่ตามลำพัง หรือการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นลดลง อาจเพิ่มความเปราะบางทางอารมณ์ได้
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรเหมารวมว่าความซึมเศร้าเป็นเรื่องปกติของการแก่ตัว อายุที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียวไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้คนต้องเป็นโรคซึมเศร้า
ภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ รักษาอย่างไร?
การรักษาโรคซึมเศร้าในผู้สูงอายุควรพิจารณาเป็นรายบุคคล โดยดูทั้งความรุนแรงของอาการ สุขภาพกาย โรคประจำตัว ยาที่ใช้อยู่ ความสามารถในการใช้ชีวิต ปัญหาความจำ การสนับสนุนจากครอบครัว และความเสี่ยงต่อการทำร้ายตนเอง
เป้าหมายของการรักษาไม่ใช่เพียงทำให้ “ไม่เศร้า” แต่ช่วยให้ผู้สูงอายุกลับมานอน รับประทานอาหาร มีพลัง ทำกิจกรรม มีความสัมพันธ์กับคนรอบตัว และใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงกับระดับที่เหมาะสมสำหรับตนเอง
การประเมินและวินิจฉัย
จิตแพทย์จะซักประวัติอารมณ์ ความสนใจ การนอน ความอยากอาหาร พลังงาน สมาธิ ความจำ ความรู้สึกต่อตนเอง และผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน รวมถึงประเมินความคิดเกี่ยวกับความตายหรือการทำร้ายตนเอง
ในผู้สูงอายุ การประเมินมักต้องพิจารณาโรคประจำตัว ยาที่ใช้อยู่ และอาการทางระบบประสาทร่วมด้วย เพราะโรคทางกายและยาหลายชนิดสามารถทำให้เกิดหรือเลียนแบบอาการซึมเศร้าได้
หากมีปัญหาความจำหรือการคิดร่วมด้วย อาจมีการประเมินความสามารถด้านการรู้คิดเพิ่มเติม เพื่อช่วยพิจารณาว่าอาการสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้า ภาวะสมองเสื่อม หรือมีทั้งสองภาวะเกิดร่วมกัน
การรักษาด้วยยา
ยาต้านเศร้าเป็นหนึ่งในแนวทางรักษาที่สามารถพิจารณาได้ โดยแพทย์จะเลือกยาตามอาการ อายุ โรคประจำตัว ยาชนิดอื่นที่ผู้ป่วยใช้อยู่ และความเสี่ยงต่อผลข้างเคียง
การใช้ยาในผู้สูงอายุจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบมากขึ้น เพราะการเปลี่ยนแปลงของร่างกายตามวัยและการใช้ยาหลายชนิดอาจมีผลต่อการตอบสนองต่อยาและผลข้างเคียง ตัวอย่างเช่น ยาต้านเศร้าบางกลุ่มอาจเกี่ยวข้องกับระดับโซเดียมในเลือดต่ำหรือเพิ่มความเสี่ยงต่อเลือดออกในบางสถานการณ์ จึงควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
ไม่ควรเริ่ม หยุด เพิ่ม หรือลดยาต้านเศร้าด้วยตนเอง โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาหลายชนิด
จิตบำบัด
จิตบำบัดเป็นอีกส่วนหนึ่งของการรักษา โดยช่วยให้ผู้สูงอายุทำความเข้าใจอารมณ์ ความคิด ความสูญเสีย การเปลี่ยนแปลงของบทบาท และปัญหาที่กำลังเผชิญ รวมถึงช่วยพัฒนาวิธีรับมือกับสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความทุกข์
รูปแบบของจิตบำบัดควรเลือกให้เหมาะกับความต้องการ ความสามารถในการคิดและความจำ ตลอดจนบริบทของผู้สูงอายุแต่ละคน ในบางกรณี การมีครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลก็มีประโยชน์
การดูแลตนเองและการปรับพฤติกรรม
การกลับมามีกิจวัตรที่เหมาะสม เช่น ตื่นและนอนเป็นเวลา รับประทานอาหารให้เพียงพอ มีกิจกรรมทางกายตามความเหมาะสม พบปะผู้คน และกลับไปทำกิจกรรมที่มีความหมาย สามารถเป็นส่วนหนึ่งของแผนการฟื้นตัว
สำหรับผู้สูงอายุที่ไม่มีแรงหรือไม่อยากทำอะไร การคาดหวังให้กลับไปทำทุกอย่างทันทีอาจยากเกินไป การเริ่มจากกิจกรรมเล็ก ๆ ที่ทำได้จริงและค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตามอาการมักเหมาะสมกว่า
แผนการรักษาไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกคน และอาจใช้หลายแนวทางร่วมกันตามความเหมาะสม
ซึมเศร้าหรือสมองเสื่อม? ทำไมผู้สูงอายุที่เป็นซึมเศร้าจึงดูเหมือนความจำแย่ลงได้
นี่เป็นหนึ่งในคำถามสำคัญของครอบครัว เพราะทั้งภาวะซึมเศร้าและภาวะสมองเสื่อมสามารถทำให้ผู้สูงอายุดูคิดช้า จำไม่ดี หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ลดลง
ภาวะซึมเศร้าสามารถรบกวนสมาธิและความจำได้อย่างมาก บางรายมีอาการเด่นจนดูคล้ายภาวะสมองเสื่อม ในอดีตเคยเรียกอาการลักษณะนี้ว่า “pseudodementia” แต่คำที่อธิบายได้ตรงกว่าคือ “depression-related cognitive dysfunction” หรือความบกพร่องด้านการรู้คิดที่สัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้า เพราะปัญหาด้านความจำและความคิดที่ผู้ป่วยประสบนั้นเกิดขึ้นจริง
ผู้ที่มีภาวะซึมเศร้าอาจรู้สึกกังวลและทุกข์กับความจำของตนเองมาก บอกว่าตนเองจำไม่ได้หรือคิดไม่ออก และประสิทธิภาพในการทำแบบทดสอบอาจขึ้นลงตามสมาธิและแรงจูงใจ ขณะที่ภาวะสมองเสื่อมจากโรคของสมองมักมีรูปแบบความบกพร่องอีกลักษณะหนึ่งและอาจค่อย ๆ ดำเนินมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรใช้ลักษณะเหล่านี้วินิจฉัยด้วยตนเอง เพราะภาวะซึมเศร้าและภาวะสมองเสื่อมสามารถเกิดร่วมกันได้เช่นกัน ผู้สูงอายุที่มีความจำลดลงร่วมกับอารมณ์หรือพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปจึงควรได้รับการประเมินทั้งสองด้าน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ (FAQ)
ผู้สูงอายุซึมเศร้าเป็นเรื่องปกติของวัยหรือไม่?
ไม่ใช่ อายุที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นโรคซึมเศร้า แม้ผู้สูงอายุอาจเผชิญความสูญเสีย โรคเรื้อรัง หรือความเปลี่ยนแปลงในชีวิตมากขึ้น หากอาการซึมเศร้าต่อเนื่องและส่งผลต่อการใช้ชีวิต ควรได้รับการประเมินและดูแล
ผู้สูงอายุไม่บอกว่าเศร้า ยังเป็นโรคซึมเศร้าได้ไหม?
ได้ ผู้สูงอายุบางคนมีอาการทางร่างกายหรือพฤติกรรมเด่นกว่า เช่น ไม่มีแรง นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ไม่อยากออกจากบ้าน หรือกังวลเรื่องสุขภาพมากขึ้น จึงควรดูความเปลี่ยนแปลงโดยรวม ไม่ใช่พิจารณาจากคำว่า “เศร้า” เพียงอย่างเดียว
โรคซึมเศร้าทำให้ผู้สูงอายุขี้ลืมได้หรือไม่?
ได้ ภาวะซึมเศร้าสามารถทำให้สมาธิ การคิด และความจำลดลงได้ และในบางคนอาการอาจดูคล้ายภาวะสมองเสื่อม หากมีปัญหาความจำเกิดขึ้นใหม่ร่วมกับอารมณ์หรือพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป ควรประเมินทั้งภาวะซึมเศร้าและสาเหตุของความจำที่ลดลง
ผู้สูงอายุที่เป็นซึมเศร้าต้องกินยาทุกคนหรือไม่?
ไม่จำเป็น การรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ สุขภาพกาย โรคประจำตัว ความเสี่ยง และบริบทของแต่ละคน อาจพิจารณาการใช้ยา จิตบำบัด การปรับกิจวัตรและสิ่งแวดล้อม หรือหลายแนวทางร่วมกัน
เมื่อไหร่ควรพาผู้สูงอายุไปพบจิตแพทย์?
ควรพิจารณาปรึกษาจิตแพทย์เมื่ออารมณ์หรือพฤติกรรมเปลี่ยนไปต่อเนื่อง เช่น เบื่อสิ่งที่เคยชอบ ไม่อยากพบผู้คน นอนไม่ดี รับประทานอาหารลดลง ไม่มีแรง รู้สึกไร้ค่า หรืออาการเริ่มรบกวนการดูแลตนเองและชีวิตประจำวัน หากพูดถึงการไม่อยากมีชีวิตอยู่หรือการทำร้ายตนเอง ควรได้รับความช่วยเหลือโดยเร็ว
ครอบครัวควรช่วยผู้สูงอายุที่มีภาวะซึมเศร้าอย่างไร?
สิ่งสำคัญคือรับฟังโดยไม่รีบตำหนิหรือบอกให้ “คิดบวก” พยายามชวนทำกิจกรรมเล็ก ๆ ที่เหมาะกับกำลัง สนับสนุนให้รับประทานอาหารและใช้ชีวิตเป็นเวลา และช่วยพาไปประเมินเมื่ออาการต่อเนื่องหรือรุนแรงขึ้น
บางครั้งเพียงการยอมรับว่าความทุกข์ที่ผู้สูงอายุกำลังเผชิญเป็นเรื่องจริง ก็ช่วยให้เขารู้สึกปลอดภัยพอที่จะพูดถึงปัญหาและยอมรับความช่วยเหลือมากขึ้น
ปรึกษาและรักษาภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ ที่ Piti Clinic
หากผู้สูงอายุในครอบครัวเริ่มไม่เหมือนเดิม เช่น เงียบลง ไม่อยากทำกิจกรรมที่เคยชอบ นอนไม่ดี เบื่ออาหาร ไม่มีแรง แยกตัว กังวลเรื่องสุขภาพมากขึ้น ความจำหรือสมาธิลดลง หรือพูดว่าตนเองไม่มีคุณค่าและเป็นภาระ คุณไม่จำเป็นต้องรอให้อาการรุนแรงก่อนจึงค่อยขอความช่วยเหลือ
ที่ Piti Clinic ทีมจิตแพทย์ นักจิตวิทยา และบุคลากรด้านสุขภาพจิต พร้อมรับฟัง ประเมินอาการ และวางแนวทางดูแลปัญหาจิตเวชผู้สูงอายุ โดยพิจารณาทั้งอารมณ์ ความคิด ความจำ การนอน สุขภาพกาย โรคประจำตัว ยาที่ใช้อยู่ ความสัมพันธ์ในครอบครัว และความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวัน
การดูแลอาจประกอบด้วยการประเมินและวินิจฉัยโดยจิตแพทย์ การรักษาด้วยยาตามความเหมาะสม จิตบำบัด และการให้คำแนะนำแก่ครอบครัว โดยวางแผนการรักษาตามความต้องการและสุขภาพของผู้สูงอายุแต่ละคน