ข้ามไปเนื้อหา
โทร 090 230 6000LINE @piticlinic

ปัญหาความมั่นใจและการเห็นคุณค่าในตนเอง (Self-Esteem Problems) สาเหตุ และวิธีรับมือ

เนื้อหาโดยทีมแพทย์ปีติ คลินิก · ตรวจทานโดย นพ. พิชญุตม์ เกษมภักดีพงษ์ (จิตแพทย์) · 13 กันยายน 2569

“รู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งพอ ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน”

“เวลามีคนชม จะคิดว่าเขาแค่พูดให้รู้สึกดี”

“ชอบเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น แล้วรู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่าเสมอ”

“กลัวทำผิด กลัวคนอื่นผิดหวัง จนไม่กล้าลองทำอะไรใหม่ ๆ”

“เวลาความสัมพันธ์มีปัญหา จะคิดทันทีว่าเป็นเพราะเราไม่ดีพอ”

ปัญหาความมั่นใจและการเห็นคุณค่าในตนเอง (Self-Esteem Problems) สามารถส่งผลต่อวิธีที่เรามองตัวเอง ตัดสินใจ สร้างความสัมพันธ์ และใช้ชีวิต บางคนอาจดูเป็นคนมั่นใจจากภายนอก ทำงานเก่ง หรือได้รับการยอมรับจากคนรอบตัว แต่ภายในกลับรู้สึกว่าตัวเองยังไม่ดีพออยู่เสมอ

การมีความมั่นใจในตัวเองต่ำไม่ได้หมายความว่าเป็นคนอ่อนแอ และไม่ได้หมายความว่าต้อง “คิดบวกให้มากขึ้น” แล้วทุกอย่างจะดีขึ้น เพราะวิธีที่เรามองตัวเองมักได้รับอิทธิพลจากประสบการณ์ในชีวิต ความสัมพันธ์ ความคาดหวัง และรูปแบบความคิดที่สะสมมาเป็นเวลานาน

Self-Esteem Problems ไม่ใช่ชื่อโรคทางจิตเวชโดยตัวมันเอง แต่สามารถสร้างความทุกข์และกระทบชีวิตได้ และในบางคนอาจเกิดร่วมกับโรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล หรือปัญหาสุขภาพจิตอื่น

Self-Esteem หรือการเห็นคุณค่าในตนเอง คืออะไร?

Self-Esteem หมายถึงการรับรู้และประเมินคุณค่าของตัวเองโดยรวม ว่าเรามองตัวเองอย่างไร ยอมรับตัวเองได้มากเพียงใด และรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าในฐานะคนคนหนึ่งหรือไม่

คนที่มีการเห็นคุณค่าในตนเองที่ค่อนข้างมั่นคงไม่ได้หมายความว่าจะคิดว่าตัวเองเก่งหรือถูกต้องตลอดเวลา

เขายังสามารถผิดหวังกับตัวเอง ทำงานพลาด ถูกปฏิเสธ หรือพบว่าคนอื่นเก่งกว่าในบางเรื่องได้ แต่เหตุการณ์เหล่านั้นไม่ได้ทำให้สรุปว่าตัวเอง “ไม่มีคุณค่า” ไปทั้งหมด

ในทางกลับกัน คนที่มี Self-Esteem ต่ำอาจนำความผิดพลาดหรือข้อบกพร่องบางอย่างมาตัดสินคุณค่าของตัวเองโดยรวม

เช่น จาก “ครั้งนี้เราทำงานพลาด” กลายเป็น “เราเป็นคนไม่ได้เรื่อง”

หรือจาก “ความสัมพันธ์ครั้งนี้ไปต่อไม่ได้” กลายเป็น “คงไม่มีใครรักเราได้จริง ๆ”

ความแตกต่างสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครมีข้อบกพร่องหรือทำผิดพลาดหรือไม่ แต่อยู่ที่เรานำสิ่งเหล่านั้นมาตีความคุณค่าของตัวเองอย่างไร

Self-Esteem กับ Self-Confidence ต่างกันอย่างไร?

สองคำนี้เกี่ยวข้องกัน แต่ไม่เหมือนกัน

Self-Confidence หรือความมั่นใจในความสามารถของตัวเอง มักเกี่ยวข้องกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น มั่นใจในการทำงาน พูดต่อหน้าคนอื่น ขับรถ เล่นกีฬา หรือเข้าสังคม

ส่วน Self-Esteem หรือการเห็นคุณค่าในตนเอง เป็นความรู้สึกที่กว้างกว่า เกี่ยวข้องกับการมองคุณค่าของตัวเองในฐานะคนคนหนึ่ง

คนคนหนึ่งจึงอาจมีความมั่นใจสูงในบางเรื่อง แต่มี Self-Esteem ต่ำได้

ตัวอย่างเช่น คนที่ทำงานเก่งและได้รับคำชมจากคนอื่น อาจมีความมั่นใจในความสามารถด้านการทำงาน แต่ภายในยังรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า หากวันหนึ่งผลงานไม่ดีหรือไม่ได้รับการยอมรับ

ในทางกลับกัน คนที่มี Self-Esteem ที่มั่นคงอาจยอมรับได้ว่าตัวเองไม่เก่งบางเรื่อง โดยไม่รู้สึกว่าความไม่เก่งนั้นทำให้ตัวเองด้อยคุณค่ากว่าคนอื่น

ปัญหาการเห็นคุณค่าในตนเองต่ำ มีลักษณะอย่างไร?

แต่ละคนสามารถแสดงออกแตกต่างกัน และการมีบางลักษณะไม่ได้หมายความว่ามีปัญหาสุขภาพจิตเสมอไป

วิจารณ์ตัวเองรุนแรง

เมื่อทำผิดพลาดอาจตำหนิตัวเองมากกว่าที่จะใช้คำพูดแบบเดียวกันกับคนอื่น

เช่น “แค่นี้ยังทำไม่ได้” “ทำอะไรก็พัง” หรือ “เราไม่เก่งอะไรสักอย่าง”

บางครั้งความผิดพลาดเพียงเรื่องเดียวถูกนำไปสรุปถึงตัวตนทั้งหมด

มองเห็นข้อเสียของตัวเองง่ายกว่าข้อดี

อาจจำคำวิจารณ์หนึ่งประโยคได้นาน แต่คำชมหลายครั้งกลับรู้สึกว่าไม่น่าเชื่อ

เมื่อมีคนชม อาจคิดว่าอีกฝ่ายพูดตามมารยาท หรือสิ่งที่ทำสำเร็จเป็นเพียงความโชคดี

เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นบ่อย

อาจเปรียบเทียบเรื่องหน้าตา รูปร่าง การเรียน งาน รายได้ ความสัมพันธ์ ครอบครัว หรือความสำเร็จ

ปัญหาคือเรามักเห็นรายละเอียดทั้งหมดของชีวิตตัวเอง แต่เห็นเพียงบางส่วนของชีวิตคนอื่น โดยเฉพาะสิ่งที่ถูกนำเสนอผ่านโซเชียลมีเดีย

กลัวความผิดพลาดและความล้มเหลว

บางคนหลีกเลี่ยงการลองสิ่งใหม่ เพราะหากทำไม่สำเร็จจะรู้สึกว่าเป็นหลักฐานยืนยันว่าตัวเองไม่เก่ง

จึงอาจไม่สมัครงานที่อยากได้ ไม่พูดในที่ประชุม ไม่เริ่มความสัมพันธ์ หรือไม่ทำสิ่งที่สนใจเพราะกลัวผลลัพธ์

ต้องการการยอมรับจากคนอื่นมาก

อารมณ์และคุณค่าของตัวเองอาจขึ้นอยู่กับความคิดเห็นของคนรอบตัวอย่างมาก

หากได้รับคำชมจะรู้สึกดี แต่เมื่อถูกวิจารณ์ ถูกปฏิเสธ หรืออีกฝ่ายตอบข้อความช้าก็อาจเริ่มสงสัยคุณค่าของตัวเองทันที

ปฏิเสธคนอื่นได้ยาก

บางคนยอมทำสิ่งที่ไม่ต้องการเพราะกลัวว่าถ้าปฏิเสธ คนอื่นจะไม่พอใจ ไม่รัก หรือมองว่าตัวเองไม่ดี

เมื่อเกิดขึ้นบ่อย อาจทำให้รับภาระมากเกินไป ถูกเอาเปรียบ หรือรู้สึกเหนื่อยและไม่พอใจความสัมพันธ์

รู้สึกว่าต้องสมบูรณ์แบบจึงจะดีพอ

บางคนตั้งมาตรฐานกับตัวเองสูงมาก และรู้สึกว่าความผิดพลาดเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้

Perfectionism หรือความสมบูรณ์แบบนิยม หมายถึงการตั้งมาตรฐานกับตนเองสูงมากและผูกคุณค่าของตัวเองไว้กับการทำสิ่งต่าง ๆ ให้ดีหรือผิดพลาดให้น้อยที่สุด

ความตั้งใจทำสิ่งต่าง ๆ ให้ดีไม่ใช่ปัญหา แต่หากต้องสมบูรณ์แบบจึงจะรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า อาจสร้างความเครียด ความกังวล และความกลัวความล้มเหลวได้มาก

แบบไหนที่อาจกำลังมีปัญหาเรื่อง Self-Esteem?

การไม่มั่นใจในตัวเองเป็นบางครั้งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน

เราอาจรู้สึกไม่มั่นใจเมื่อเริ่มงานใหม่ พบคนใหม่ ต้องพูดต่อหน้าคนจำนวนมาก หรือเจอสถานการณ์ที่ยังไม่มีประสบการณ์

สิ่งที่ควรสังเกตคือความรู้สึก “ไม่ดีพอ” เริ่มกลายเป็นวิธีหลักที่ใช้มองตัวเองหรือไม่

เช่น รู้สึกว่าความผิดพลาดหมายถึงตัวเองล้มเหลว ไม่กล้าทำสิ่งที่ต้องการเพราะกลัวถูกตัดสิน ยอมอยู่ในความสัมพันธ์ที่ทำให้เจ็บปวดเพราะคิดว่าไม่มีใครอื่นจะรัก หรือใช้ความสำเร็จและการยอมรับจากคนอื่นเป็นสิ่งยืนยันคุณค่าของตัวเองตลอดเวลา

หากรูปแบบเหล่านี้เกิดขึ้นต่อเนื่องและเริ่มกระทบการเรียน การทำงาน ความสัมพันธ์ การตัดสินใจ หรือความสุขในชีวิต การพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญสามารถช่วยให้เข้าใจปัญหาได้มากขึ้น

ปัญหาการเห็นคุณค่าในตนเอง เกิดจากอะไร?

ไม่มีสาเหตุเดียวที่ทำให้คนหนึ่งมี Self-Esteem ต่ำ และไม่ควรสรุปว่าเกิดจากพ่อแม่หรือการเลี้ยงดูเพียงอย่างเดียว

ประสบการณ์หลายด้านตลอดชีวิตสามารถมีส่วนต่อวิธีที่เรามองตัวเอง

ประสบการณ์ในวัยเด็กและครอบครัว

การได้รับคำวิจารณ์รุนแรง ถูกเปรียบเทียบบ่อย รู้สึกว่าต้องทำได้ดีจึงจะได้รับการยอมรับ หรือเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ไม่ค่อยมีความมั่นคงทางอารมณ์ อาจมีส่วนต่อความเชื่อเกี่ยวกับตัวเอง

แต่ประสบการณ์ในวัยเด็กไม่ได้กำหนดอนาคตทั้งหมด และคนที่มีครอบครัวสนับสนุนก็สามารถมีปัญหา Self-Esteem จากปัจจัยอื่นได้เช่นกัน

การถูกกลั่นแกล้งหรือปฏิเสธ

การถูกล้อเลียน กลั่นแกล้ง ถูกกีดกัน หรือถูกปฏิเสธซ้ำ ๆ สามารถทำให้คนหนึ่งเริ่มนำความคิดเห็นของคนอื่นมาสร้างเป็นความเชื่อเกี่ยวกับตัวเอง

ความสัมพันธ์ที่ทำร้ายความรู้สึก

หากอยู่ในความสัมพันธ์ที่ถูกดูถูก ลดคุณค่า ควบคุม หรือวิจารณ์อย่างต่อเนื่อง ความมั่นใจและการเห็นคุณค่าในตนเองอาจค่อย ๆ ลดลง

โดยเฉพาะหากอีกฝ่ายทำให้รู้สึกว่า “ไม่มีใครเอาคุณหรอก” หรือ “คุณทำอะไรเองไม่ได้”

ความล้มเหลวหรือการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ

การสอบไม่ผ่าน ตกงาน ธุรกิจล้มเหลว หย่าร้าง เลิกรา หรือเผชิญความเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพและรูปลักษณ์ สามารถกระทบวิธีที่คนหนึ่งมองตัวเองได้ โดยเฉพาะหากเคยผูกคุณค่าของตัวเองไว้กับสิ่งนั้นมาก

การเปรียบเทียบผ่านโซเชียลมีเดีย

เมื่อเห็นชีวิตของคนอื่นผ่านรูปภาพ ความสำเร็จ การเดินทาง ความสัมพันธ์ หรือรูปลักษณ์ที่ถูกเลือกมาแสดง เราอาจเผลอเปรียบเทียบชีวิตจริงทั้งหมดของตัวเองกับช่วงเวลาที่ดีที่สุดของคนอื่น

สำหรับบางคน การเปรียบเทียบลักษณะนี้สามารถทำให้ความไม่พอใจในตัวเองชัดขึ้น

ปัญหาสุขภาพจิต

โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล ปัญหาภาพลักษณ์เกี่ยวกับร่างกาย และปัญหาสุขภาพจิตบางอย่างสามารถทำให้การมองตัวเองเป็นลบมากขึ้น

ในทางกลับกัน Self-Esteem ต่ำที่เกิดขึ้นต่อเนื่องก็สามารถเพิ่มความทุกข์ทางอารมณ์ได้เช่นกัน

จึงควรประเมินภาพรวมมากกว่าตั้งสมมติฐานว่าปัญหาทั้งหมดเกิดจาก “ไม่มั่นใจในตัวเอง”

Self-Esteem ต่ำ เป็นโรคทางจิตเวชหรือไม่?

Self-Esteem ต่ำไม่ใช่ชื่อโรคทางจิตเวช และไม่มีการวินิจฉัยที่ชื่อว่า “Low Self-Esteem Disorder”

จึงไม่จำเป็นต้องใช้เกณฑ์ DSM เพื่อวินิจฉัย Self-Esteem Problems

อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกไร้ค่า การมองตัวเองในแง่ลบ หรือความมั่นใจที่ลดลงสามารถพบร่วมกับโรคทางจิตเวชหลายชนิดได้

ตัวอย่างเช่น ในโรคซึมเศร้าอาจมีความรู้สึกไร้ค่า ตำหนิตัวเองมาก หรือรู้สึกผิดมากผิดปกติ

ในโรควิตกกังวลทางสังคม หรือ Social Anxiety Disorder ซึ่งเป็นภาวะที่มีความกลัวอย่างมากว่าจะถูกผู้อื่นจับตามอง วิจารณ์ หรือประเมินในสถานการณ์ทางสังคม ผู้ป่วยอาจรู้สึกไม่มั่นใจและหลีกเลี่ยงสถานการณ์ต่าง ๆ

ดังนั้น หากมี Self-Esteem ต่ำร่วมกับอาการอื่นอย่างชัดเจน การประเมินควรดูว่ามีโรคหรือปัญหาสุขภาพจิตอื่นร่วมด้วยหรือไม่ ไม่ควรสรุปทุกอย่างว่าเกิดจากการขาดความมั่นใจ

Self-Esteem ต่ำ กับโรคซึมเศร้าต่างกันอย่างไร?

คนที่มี Self-Esteem ต่ำอาจรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่ง ไม่ดีพอ หรือไม่มีคุณค่าในบางสถานการณ์ แต่ยังสามารถมีความสุข สนใจสิ่งต่าง ๆ และใช้ชีวิตด้านอื่นได้ตามปกติ

ส่วนโรคซึมเศร้า หรือ Major Depressive Disorder เป็นโรคทางจิตเวชที่อาจมีอารมณ์เศร้าหรือหมดความสนใจและความสุข ร่วมกับอาการอื่น เช่น ไม่มีแรง การนอนหรือความอยากอาหารเปลี่ยนไป สมาธิลดลง รู้สึกไร้ค่า หรือมีความคิดเกี่ยวกับความตาย

ทั้งสองอย่างสามารถเกิดร่วมกันได้

บางครั้งคนที่คิดว่าตัวเอง “แค่ไม่มั่นใจ” อาจมีอาการซึมเศร้าอยู่ด้วย ขณะที่บางคนมี Self-Esteem ต่ำโดยไม่ได้เป็นโรคซึมเศร้า

หากความรู้สึกไม่ดีต่อตัวเองเริ่มเกิดขึ้นเกือบทุกด้านของชีวิต มีความเศร้าหรือหมดความสนใจต่อเนื่อง หรือรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่าจนไม่อยากมีชีวิตอยู่ ควรได้รับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ

ทำไมยิ่งพยายามพิสูจน์ตัวเอง ยิ่งรู้สึกว่าไม่ดีพอ?

บางคนพยายามจัดการความไม่มั่นใจด้วยการทำให้ตัวเองเก่งขึ้นเรื่อย ๆ

ตั้งใจเรียนมากขึ้น ทำงานมากขึ้น ต้องมีรายได้มากขึ้น ต้องดูดีขึ้น หรือพยายามทำให้ทุกคนชอบ

ความสำเร็จเหล่านี้สามารถสร้างความภูมิใจและความมั่นใจได้จริง แต่หากคุณค่าของตัวเองขึ้นอยู่กับเงื่อนไขว่า “ต้องสำเร็จจึงจะมีคุณค่า” ความรู้สึกมั่นคงอาจอยู่ได้ไม่นาน

เมื่อประสบความสำเร็จ เป้าหมายอาจถูกขยับสูงขึ้น

เมื่อได้รับคำชม อาจคิดว่ายังทำได้ไม่ดีพอ

เมื่อเห็นคนที่ประสบความสำเร็จมากกว่า อาจกลับมารู้สึกด้อยอีกครั้ง

การพัฒนาการเห็นคุณค่าในตนเองจึงไม่ได้หมายถึงการเลิกพัฒนาตัวเอง แต่คือการค่อย ๆ แยก “คุณค่าของตัวเอง” ออกจาก “ผลงานของตัวเอง” ให้มากขึ้น

เราสามารถอยากทำสิ่งต่าง ๆ ให้ดีขึ้น พร้อมกับยอมรับได้ว่าความผิดพลาดไม่ได้ทำให้คุณค่าของเราในฐานะคนคนหนึ่งหายไป

จะเพิ่มความมั่นใจและการเห็นคุณค่าในตนเองได้อย่างไร?

Self-Esteem มักไม่ได้เปลี่ยนจากการพูดกับตัวเองว่า “ต้องมั่นใจ” เพียงอย่างเดียว แต่สามารถค่อย ๆ พัฒนาได้จากการเปลี่ยนวิธีที่เรามองและปฏิบัติต่อตัวเอง

สังเกตวิธีที่พูดกับตัวเอง

ลองสังเกตว่าหลังจากทำผิดพลาด เราพูดกับตัวเองอย่างไร

หากคำพูดนั้นรุนแรงกว่าสิ่งที่เราจะพูดกับเพื่อนที่กำลังเจอสถานการณ์เดียวกัน อาจลองปรับให้เป็นคำอธิบายที่ตรงกับความจริงมากขึ้น

แทนที่จะสรุปว่า “เราไม่ได้เรื่อง” อาจเปลี่ยนเป็น “ครั้งนี้เราทำพลาด และมีบางอย่างที่ต้องแก้ไข”

เป้าหมายไม่ใช่การหลอกตัวเองว่าทุกอย่างดี แต่คือการมองตัวเองอย่างเป็นธรรมมากขึ้น

แยกความผิดพลาดออกจากคุณค่าของตัวเอง

การทำงานพลาดไม่ได้หมายความว่าเป็นคนล้มเหลว

การถูกปฏิเสธไม่ได้หมายความว่าไม่มีใครต้องการเรา

ความสัมพันธ์ที่จบลงไม่ได้หมายความว่าเราไม่มีคุณค่าพอที่จะได้รับความรัก

การแยกเหตุการณ์ออกจากการตัดสินตัวตนทั้งหมดเป็นทักษะที่สามารถฝึกได้

ลดการเปรียบเทียบที่ทำร้ายตัวเอง

เราไม่จำเป็นต้องหยุดเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นทั้งหมด แต่ควรสังเกตว่าการเปรียบเทียบแบบใดช่วยให้เรียนรู้ และแบบใดทำให้รู้สึกด้อยโดยไม่ได้เกิดประโยชน์

หากพบว่าบัญชีหรือเนื้อหาบางประเภทในโซเชียลมีเดียทำให้รู้สึกแย่กับตัวเองอย่างต่อเนื่อง การลดการรับเนื้อหาเหล่านั้นอาจช่วยได้

ฝึกทำสิ่งที่กลัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป

หากหลีกเลี่ยงทุกสถานการณ์ที่กลัวว่าจะทำได้ไม่ดี เราจะมีโอกาสน้อยลงที่จะเรียนรู้ว่าตัวเองสามารถรับมือกับความผิดพลาดหรือความไม่สมบูรณ์แบบได้

อาจเริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ เช่น แสดงความคิดเห็นในที่ประชุม สมัครกิจกรรมใหม่ หรือพูดความต้องการของตัวเองในความสัมพันธ์

ฝึกตั้งขอบเขตในความสัมพันธ์

Boundary หรือขอบเขตในความสัมพันธ์ หมายถึงการเข้าใจว่าอะไรเป็นความรับผิดชอบของเรา อะไรเป็นของอีกฝ่าย และพฤติกรรมแบบใดที่เรายอมรับหรือไม่ยอมรับ

การปฏิเสธบางเรื่องไม่ได้ทำให้เป็นคนเห็นแก่ตัวเสมอไป

การมีขอบเขตสามารถช่วยให้ความสัมพันธ์มีพื้นที่สำหรับความต้องการของทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่ให้คนหนึ่งต้องยอมตลอดเพื่อรักษาความสัมพันธ์ไว้

สร้างคุณค่าของชีวิตจากหลายด้าน

หากคุณค่าของตัวเองขึ้นอยู่กับเรื่องเดียว เช่น งาน รูปร่าง รายได้ คะแนน หรือความสัมพันธ์ เมื่อสิ่งนั้นมีปัญหา ความรู้สึกที่มีต่อตัวเองอาจได้รับผลกระทบอย่างมาก

การมีพื้นที่ให้ความสัมพันธ์ มิตรภาพ สุขภาพ ความสนใจ การเรียนรู้ การช่วยเหลือคนอื่น และสิ่งที่มีความหมายในชีวิต สามารถช่วยให้ภาพของตัวเองมีความหลากหลายมากขึ้น

ปัญหา Self-Esteem ช่วยเหลืออย่างไรได้บ้าง?

ไม่จำเป็นต้องมีโรคทางจิตเวชจึงจะมาปรึกษาเรื่อง Self-Esteem ได้

การประเมินปัญหา

นักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์สามารถช่วยสำรวจว่าความรู้สึกไม่ดีพอเริ่มขึ้นเมื่อใด เกิดขึ้นในสถานการณ์ใด และส่งผลต่อการทำงาน ความสัมพันธ์ และการตัดสินใจอย่างไร

นอกจากนี้ยังสามารถประเมินว่ามีโรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล หรือปัญหาสุขภาพจิตอื่นร่วมด้วยหรือไม่

การปรึกษาและจิตบำบัด

Psychotherapy หรือจิตบำบัด คือการพูดคุยและทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตอย่างเป็นระบบ เพื่อทำความเข้าใจความคิด อารมณ์ และพฤติกรรม รวมถึงพัฒนาวิธีรับมือที่เหมาะสมขึ้น

สำหรับปัญหา Self-Esteem การทำงานอาจเกี่ยวข้องกับการสำรวจความเชื่อที่มีต่อตัวเอง การวิจารณ์ตัวเอง ความสมบูรณ์แบบ ความกลัวการถูกปฏิเสธ การตั้งขอบเขต และรูปแบบความสัมพันธ์

แนวทางจิตบำบัดจะเลือกตามปัญหาและความเหมาะสมของแต่ละคน ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีเดียวกับทุกคน

การรักษาด้วยยา

ไม่มียาที่ใช้เพื่อ “เพิ่ม Self-Esteem” โดยตรง

หากพบว่ามีโรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล หรือโรคทางจิตเวชอื่นร่วมด้วย จิตแพทย์อาจพิจารณาการใช้ยาตามข้อบ่งชี้ของโรคนั้น

การมาปรึกษาจิตแพทย์เรื่องความมั่นใจจึงไม่ได้หมายความว่าจะต้องได้รับยา

เมื่อไหร่ควรปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา?

ไม่จำเป็นต้องรอจนรู้สึกเกลียดตัวเองหรือใช้ชีวิตไม่ได้จึงค่อยมาปรึกษา

หากความรู้สึกว่า “ไม่ดีพอ” เกิดขึ้นบ่อยจนทำให้ไม่กล้าทำสิ่งที่ต้องการ ยอมอยู่ในความสัมพันธ์ที่ทำร้ายตัวเอง ไม่สามารถปฏิเสธคนอื่นได้ กลัวความผิดพลาดจนหลีกเลี่ยงโอกาส หรือรู้สึกว่าคุณค่าของตัวเองขึ้นอยู่กับการยอมรับจากคนอื่นตลอดเวลา การพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญอาจช่วยได้

ควรได้รับการประเมินเพิ่มเติมหากมีอาการเศร้า หมดความสนใจ วิตกกังวลรุนแรง นอนไม่หลับ ใช้แอลกอฮอล์หรือสารเพื่อรับมือ หรือมีปัญหาการกินและภาพลักษณ์เกี่ยวกับร่างกายร่วมด้วย

หากมีความรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่าอย่างรุนแรงจนมีความคิดไม่อยากมีชีวิตอยู่ มีความคิดหรือแผนทำร้ายตัวเอง ควรได้รับความช่วยเหลือฉุกเฉินทันที

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Self-Esteem Problems (FAQ)

Self-Esteem ต่ำ เป็นโรคทางจิตเวชไหม?

ไม่ใช่ Self-Esteem ต่ำไม่ใช่ชื่อโรคทางจิตเวช แต่สามารถสร้างความทุกข์และเกิดร่วมกับปัญหาสุขภาพจิตอื่นได้

ไม่มั่นใจในตัวเอง แปลว่า Self-Esteem ต่ำไหม?

ไม่เสมอไป เราสามารถไม่มั่นใจในบางเรื่องเพราะยังไม่มีประสบการณ์ แต่ยังมีการเห็นคุณค่าในตัวเองโดยรวมที่ดีได้

ทำไมคนอื่นชม แต่เรายังรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ?

เพราะวิธีที่เรามองตัวเองไม่ได้เกิดจากความคิดเห็นของคนอื่นเพียงอย่างเดียว หากมีความเชื่อเดิมว่าตัวเองไม่ดีพอ เราอาจรับคำวิจารณ์ได้ง่ายกว่าคำชม หรืออธิบายความสำเร็จว่าเกิดจากโชคมากกว่าความสามารถของตัวเอง

Self-Esteem ต่ำ ทำให้มีปัญหาเรื่องความรักได้ไหม?

สามารถมีส่วนได้ เช่น กลัวถูกทิ้ง ต้องการการยืนยันจากอีกฝ่ายมาก ยอมสิ่งที่ตัวเองไม่สบายใจ หรือไม่กล้าออกจากความสัมพันธ์เพราะคิดว่าจะไม่มีใครรัก แต่ปัญหาความสัมพันธ์มีหลายปัจจัย ไม่ควรอธิบายด้วย Self-Esteem เพียงอย่างเดียว

ต้องรักตัวเองให้ได้ก่อน ถึงจะมีความสัมพันธ์ที่ดีได้ไหม?

ไม่จำเป็นต้องรอจน “รักตัวเองได้ 100%” ก่อนจึงจะมีความสัมพันธ์ คนเราสามารถพัฒนาการเห็นคุณค่าในตัวเองไปพร้อมกับการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีได้

ปัญหา Self-Esteem ควรพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา?

สามารถเริ่มปรึกษาได้ทั้งสองวิชาชีพ หากต้องการทำความเข้าใจรูปแบบความคิด ความรู้สึก และความสัมพันธ์ นักจิตวิทยาสามารถช่วยผ่านการปรึกษาหรือจิตบำบัดได้ หากมีอาการที่สงสัยโรคซึมเศร้า วิตกกังวล หรือโรคทางจิตเวชอื่นร่วมด้วย การประเมินโดยจิตแพทย์อาจมีประโยชน์

ปรึกษาปัญหาความมั่นใจและการเห็นคุณค่าในตนเอง ที่ Piti Clinic

หากคุณรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพออยู่เสมอ

หากความผิดพลาดเล็ก ๆ ทำให้ตั้งคำถามกับคุณค่าของตัวเอง

หากต้องพยายามทำให้ทุกคนพอใจ เพราะกลัวว่าจะไม่เป็นที่รักหรือไม่ได้รับการยอมรับ

หรือหากไม่แน่ใจว่าสิ่งที่กำลังเผชิญเป็นเพียงความไม่มั่นใจ หรือมีโรคซึมเศร้า วิตกกังวล หรือปัญหาสุขภาพจิตอื่นเกิดร่วมด้วย

คุณสามารถเข้ามาปรึกษาได้โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ปัญหารุนแรง และไม่จำเป็นต้องมีการวินิจฉัยโรคทางจิตเวชก่อน

ที่ Piti Clinic จิตแพทย์ นักจิตวิทยา และทีมสุขภาพจิตสามารถช่วยสำรวจรูปแบบความคิด ความรู้สึกที่มีต่อตัวเอง ความสัมพันธ์ และประสบการณ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยให้เข้าใจตัวเองมากขึ้นและวางแนวทางดูแลที่เหมาะกับแต่ละคน

เป้าหมายไม่ใช่การทำให้คุณคิดว่าตัวเอง “ดีพร้อมทุกอย่าง” แต่คือการช่วยให้สามารถมองตัวเองอย่างเป็นธรรม ยอมรับทั้งจุดแข็งและข้อจำกัด และไม่ต้องใช้ความสำเร็จหรือการยอมรับจากคนอื่นเป็นเครื่องตัดสินคุณค่าของตัวเองทั้งหมด

โทร 090 230 6000นัดผ่าน LINE