ปัญหาความจำและภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ (Memory Problems and Dementia) อาการ สาเหตุ และการรักษา
เมื่ออายุมากขึ้น หลายคนอาจเริ่มรู้สึกว่าความจำไม่ดีเหมือนเดิม เช่น นึกชื่อคนไม่ออก วางของแล้วลืมว่าทิ้งไว้ที่ไหน หรือต้องใช้เวลานานขึ้นกว่าจะนึกเรื่องบางอย่างออก ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้บางส่วนสามารถพบได้ตามวัย และไม่ได้หมายความว่าผู้สูงอายุทุกคนที่เริ่มขี้ลืมจะเป็นภาวะสมองเสื่อม
อย่างไรก็ตาม หากปัญหาความจำเกิดบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ ร่วมกับความสามารถด้านอื่นที่ลดลง เช่น การวางแผน การตัดสินใจ การใช้ภาษา การจัดการเงิน หรือการดูแลกิจวัตรประจำวัน จนเริ่มกระทบต่อการใช้ชีวิต ควรได้รับการประเมินอย่างเหมาะสม เพราะอาการดังกล่าวอาจเกิดจากภาวะสมองเสื่อมหรือโรคอื่นที่ส่งผลต่อการทำงานของสมองได้
ปัญหาความจำจึงเป็นเรื่องสำคัญในการดูแลด้านจิตเวชผู้สูงอายุ โดยเฉพาะเมื่อครอบครัวสังเกตเห็นว่าความคิด พฤติกรรม บุคลิกภาพ หรือความสามารถในการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุเปลี่ยนไปจากเดิม
ปัญหาความจำและภาวะสมองเสื่อม คืออะไร?
ความจำเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความสามารถในการคิดและทำความเข้าใจของสมอง หรือที่เรียกว่า “การรู้คิด” ซึ่งยังรวมถึงสมาธิ การเรียนรู้ การใช้ภาษา การวางแผน การแก้ปัญหา การตัดสินใจ การรับรู้ตำแหน่งและสิ่งแวดล้อม รวมถึงความสามารถในการเข้าใจและปฏิบัติตัวในสถานการณ์ทางสังคม
ภาวะสมองเสื่อม หรือ Dementia เป็นภาวะที่ความสามารถเหล่านี้ลดลงจากระดับที่บุคคลนั้นเคยทำได้ ไม่ใช่เพียงการเป็นคนที่มีความจำไม่ดีมาตั้งแต่เดิม และเมื่ออาการมากขึ้นอาจกระทบต่อความสามารถในการดำเนินชีวิตอย่างเป็นอิสระ
ในทางการแพทย์ ปัจจุบันอาจใช้คำว่า “Major Neurocognitive Disorder” ซึ่งหมายถึงภาวะบกพร่องด้านการรู้คิดระดับมาก ครอบคลุมความผิดปกติของความจำ การเรียนรู้ สมาธิ การวางแผน ภาษา การรับรู้ หรือความสามารถทางสังคม และมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
นอกจากนี้ ยังมีภาวะที่เรียกว่า Mild Cognitive Impairment หรือ MCI ซึ่งหมายถึงภาวะบกพร่องด้านการรู้คิดระดับเล็กน้อย ผู้สูงอายุอาจมีความจำหรือความสามารถทางความคิดลดลงมากกว่าที่คาดตามวัย แต่โดยทั่วไปยังสามารถทำกิจวัตรพื้นฐานและใช้ชีวิตประจำวันได้ค่อนข้างเป็นอิสระ จึงเป็นภาวะที่อยู่ระหว่างความเปลี่ยนแปลงตามวัยกับภาวะสมองเสื่อม และควรได้รับการติดตามอย่างเหมาะสม
อาการของปัญหาความจำและภาวะสมองเสื่อม มีอะไรบ้าง?
อาการไม่ได้มีเพียง “ขี้ลืม” และอาจแตกต่างกันตามสาเหตุและระยะของโรค ผู้สูงอายุบางคนเริ่มจากความจำ ขณะที่บางคนอาจเริ่มจากภาษา การตัดสินใจ บุคลิกภาพ หรือพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป
อาการด้านความจำและการเรียนรู้
อาจจำเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่ได้ ลืมบทสนทนาที่เพิ่งคุย ถามเรื่องเดิมซ้ำ ๆ จำไม่ได้ว่าวางของไว้ที่ไหน หรือลืมนัดหมายและกิจกรรมที่เคยจัดการได้ด้วยตนเอง
ในภาวะสมองเสื่อมบางชนิด โดยเฉพาะโรคอัลไซเมอร์ ปัญหาความจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นมักเป็นอาการที่เห็นได้ตั้งแต่ระยะแรก และเมื่อโรคดำเนินไป ความบกพร่องของความจำอาจชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ
อาการด้านความคิด การวางแผน และการตัดสินใจ
ผู้สูงอายุอาจเริ่มทำสิ่งที่เคยทำเป็นประจำได้ยากขึ้น เช่น จ่ายบิลผิด คำนวณเงินผิด วางแผนซื้อของหรือทำอาหารไม่ถูกลำดับ จัดการยาไม่ถูกต้อง หรือตัดสินใจในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ไม่เหมือนเดิม
บางครั้งครอบครัวอาจสังเกตเห็นปัญหาจากกิจกรรมที่ซับซ้อนก่อน เช่น ผู้สูงอายุยังอาบน้ำ แต่งตัว และรับประทานอาหารเองได้ แต่เริ่มจัดการเรื่องการเงิน การเดินทาง หรือกิจกรรมที่ต้องวางแผนหลายขั้นตอนไม่ได้
อาการด้านภาษาและการสื่อสาร
อาจนึกคำที่ต้องการพูดไม่ออกบ่อยขึ้น เรียกชื่อสิ่งของผิด ใช้คำไม่ตรงความหมาย พูดหรือเล่าเรื่องได้ยากขึ้น หรือเริ่มติดตามบทสนทนาที่ซับซ้อนไม่ทัน
อาการด้านการรับรู้สถานที่และทิศทาง
ผู้สูงอายุบางคนอาจเริ่มสับสนเรื่องวัน เวลา หรือสถานที่ หลงทางในบริเวณที่เคยคุ้นเคย หรือจำเส้นทางกลับบ้านไม่ได้ เมื่ออาการรุนแรงขึ้นอาจสับสนแม้กระทั่งในสถานที่ที่ใช้ชีวิตอยู่เป็นประจำ
อาการด้านอารมณ์ บุคลิกภาพ และพฤติกรรม
ภาวะสมองเสื่อมสามารถมาพร้อมกับอาการทางจิตใจและพฤติกรรมได้ เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวล นอนไม่หลับ เฉยชา หงุดหงิด ก้าวร้าว กระสับกระส่าย หรือมีพฤติกรรมที่แตกต่างจากบุคลิกเดิมอย่างเห็นได้ชัด
ผู้สูงอายุบางรายอาจมีอาการหลงผิด เช่น เชื่อว่ามีคนมาขโมยของ หรือมีอาการประสาทหลอน เช่น เห็นหรือได้ยินสิ่งที่คนอื่นไม่เห็นหรือไม่ได้ยิน อาการเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าผู้สูงอายุ “ตั้งใจสร้างปัญหา” แต่อาจเป็นส่วนหนึ่งของความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับสมองและควรได้รับการประเมิน
อาการของแต่ละคนสามารถแตกต่างกันได้ และการมีอาการเพียงบางข้อไม่ได้หมายความว่าจะเป็นภาวะสมองเสื่อมเสมอไป
แบบไหนที่อาจเข้าข่ายภาวะสมองเสื่อม?
สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงถามว่า “ลืมหรือไม่ลืม” แต่ควรดูว่าอาการเปลี่ยนแปลงจากความสามารถเดิมมากเพียงใด เกิดต่อเนื่องหรือแย่ลงหรือไม่ และส่งผลต่อการใช้ชีวิตมากแค่ไหน
ตัวอย่างเช่น การเดินเข้าห้องแล้วลืมชั่วคราวว่าจะมาหยิบอะไร แต่เมื่อนึกสักพักแล้วจำได้ อาจเกิดขึ้นได้กับคนทั่วไป แต่หากผู้สูงอายุเริ่มจำบทสนทนาที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่ได้ซ้ำ ๆ ถามคำถามเดิมหลายครั้ง จ่ายเงินผิดเป็นประจำ หลงทางในสถานที่คุ้นเคย หรือเริ่มทำกิจกรรมที่เคยทำได้ด้วยตนเองไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ควรได้รับความสนใจมากขึ้น
อีกสิ่งหนึ่งที่ควรสังเกตคือผลกระทบต่อความเป็นอิสระในการใช้ชีวิต ภาวะบกพร่องทางการรู้คิดระดับเล็กน้อยอาจทำให้ความจำหรือความคิดลดลง แต่กิจวัตรประจำวันส่วนใหญ่ยังคงทำได้ ขณะที่ภาวะสมองเสื่อมระดับมากจะเริ่มกระทบต่อความสามารถในการจัดการชีวิตประจำวันด้วยตนเอง
หากครอบครัวไม่แน่ใจว่าความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นเพียงความจำที่เปลี่ยนไปตามวัย หรือเริ่มมากกว่าปกติ การเข้ารับการประเมินตั้งแต่ระยะแรกสามารถช่วยหาสาเหตุและวางแผนการดูแลได้เหมาะสมกว่าเดิม
ปัญหาความจำและภาวะสมองเสื่อม เกิดจากอะไร?
ปัญหาความจำในผู้สูงอายุไม่ได้มีสาเหตุเดียว และคำว่า “สมองเสื่อม” ก็ไม่ได้หมายถึงโรคเพียงโรคเดียว แต่เป็นกลุ่มอาการที่สามารถเกิดจากโรคหรือความผิดปกติหลายชนิด
โรคที่ทำให้เซลล์สมองเสื่อมลง
โรคอัลไซเมอร์เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของภาวะสมองเสื่อม โดยมักมีการดำเนินโรคอย่างค่อยเป็นค่อยไปและมีปัญหาด้านการเรียนรู้หรือความจำเด่น
ยังมีโรคทางสมองชนิดอื่น เช่น ภาวะสมองเสื่อมจากลิววีบอดี ซึ่งอาจพบความสามารถในการคิดและความตื่นตัวที่ขึ้นลง อาการเห็นภาพหลอน หรืออาการคล้ายโรคพาร์กินสัน และภาวะสมองเสื่อมส่วนหน้าและขมับ ซึ่งในบางคนอาจเริ่มจากบุคลิกภาพ พฤติกรรม หรือความสามารถทางภาษาที่เปลี่ยนไปมากกว่าปัญหาความจำ
โรคหลอดเลือดสมองและโรคทางกาย
ความผิดปกติของหลอดเลือดในสมอง เช่น โรคหลอดเลือดสมองหรือความเสียหายของหลอดเลือดขนาดเล็ก สามารถทำให้ความสามารถทางความคิดลดลงได้เช่นกัน ผู้สูงอายุบางคนอาจมีสาเหตุมากกว่าหนึ่งอย่างร่วมกัน เช่น มีทั้งการเปลี่ยนแปลงแบบอัลไซเมอร์และโรคหลอดเลือดสมอง
นอกจากนี้ การทำงานของสมองยังอาจได้รับผลกระทบจากโรคทางระบบประสาท การบาดเจ็บของสมอง การติดเชื้อ โรคทางกายบางชนิด สารต่าง ๆ และยา จึงไม่ควรสรุปว่าผู้สูงอายุที่ความจำลดลงเป็นโรคอัลไซเมอร์โดยอัตโนมัติ
ปัญหาสุขภาพจิต
ภาวะซึมเศร้าสามารถทำให้สมาธิและความจำลดลงอย่างชัดเจนจนบางครั้งดูคล้ายภาวะสมองเสื่อมได้ ดังนั้นการประเมินอารมณ์และอาการทางจิตเวชจึงเป็นส่วนสำคัญ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่เริ่มมีปัญหาความจำร่วมกับความเศร้า เบื่อหน่าย ขาดแรงจูงใจ หรือการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป
ยาและปัจจัยอื่นที่ส่งผลต่อสมอง
ผู้สูงอายุมักใช้ยาหลายชนิด และร่างกายอาจตอบสนองต่อยาแตกต่างจากคนอายุน้อย ยาบางชนิดหรือการใช้ยาหลายตัวร่วมกันสามารถสัมพันธ์กับความสับสนและอาการทางจิตเวชได้ จึงควรนำรายชื่อยา อาหารเสริม และผลิตภัณฑ์ที่ใช้อยู่ทั้งหมดมาให้แพทย์พิจารณาเมื่อเข้ารับการประเมิน
ปัญหาความจำและภาวะสมองเสื่อม รักษาอย่างไร?
แนวทางการรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุของปัญหาความจำ ระดับความรุนแรง โรคประจำตัว ยาที่ใช้อยู่ อาการทางอารมณ์และพฤติกรรม ตลอดจนความสามารถในการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุแต่ละคน
เป้าหมายสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการตอบว่า “เป็นสมองเสื่อมหรือไม่” แต่ต้องพยายามหาว่าความเปลี่ยนแปลงเกิดจากอะไร มีภาวะใดที่สามารถแก้ไขหรือรักษาได้หรือไม่ และผู้สูงอายุกับครอบครัวต้องการความช่วยเหลือด้านใดบ้าง
การประเมินและวินิจฉัย
แพทย์จะซักประวัติอาการและการเปลี่ยนแปลงจากความสามารถเดิม เช่น ความจำ การใช้ภาษา สมาธิ การวางแผน การจัดการเงิน การทำอาหาร การเดินทาง การดูแลตนเอง บุคลิกภาพ อารมณ์ และพฤติกรรม
ข้อมูลจากสมาชิกในครอบครัวหรือผู้ที่ใช้ชีวิตใกล้ชิดมีประโยชน์มาก เพราะบางครั้งผู้สูงอายุอาจไม่ทันสังเกตความเปลี่ยนแปลงของตนเอง หรือจำรายละเอียดของอาการไม่ได้ การประเมินจึงมักพิจารณาข้อมูลจากทั้งผู้สูงอายุและคนใกล้ชิดร่วมกัน
อาจมีการตรวจสภาพจิตและความสามารถด้านการรู้คิด ซึ่งเป็นการประเมินความจำ สมาธิ ภาษา การคิด การวางแผน และความสามารถด้านอื่นของสมอง หากจำเป็นอาจพิจารณาการประเมินทางจิตวิทยาหรือการตรวจเพิ่มเติมเพื่อค้นหาสาเหตุ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอาการและดุลยพินิจของแพทย์
การรักษาด้วยยา
การใช้ยาขึ้นอยู่กับชนิดและสาเหตุของภาวะสมองเสื่อม รวมถึงอาการที่เกิดร่วมกัน ผู้ป่วยแต่ละคนจึงไม่จำเป็นต้องได้รับยาเหมือนกัน
ในผู้ที่มีอาการทางอารมณ์ การนอน พฤติกรรม หรืออาการทางจิตเวชร่วมด้วย แพทย์จะพิจารณาว่าอาการนั้นเกิดจากอะไร รบกวนผู้ป่วยมากเพียงใด และการใช้ยามีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงหรือไม่ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่อาจไวต่อผลข้างเคียงของยามากขึ้น
การดูแลด้านจิตใจ พฤติกรรม และครอบครัว
การดูแลผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อมไม่ได้มีเพียงการใช้ยา การจัดสิ่งแวดล้อมให้ปลอดภัย การสร้างกิจวัตรที่สม่ำเสมอ การสื่อสารอย่างสงบและเข้าใจง่าย ตลอดจนการช่วยครอบครัวทำความเข้าใจอาการและรับมือกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป ล้วนเป็นส่วนสำคัญของการดูแล
หากมีภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล ปัญหาการนอน หรือความเครียดของทั้งผู้สูงอายุและผู้ดูแล ก็ควรได้รับการประเมินและช่วยเหลือตามความเหมาะสมเช่นกัน
การดูแลตนเองและการใช้ชีวิตประจำวัน
ควรให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตที่ปลอดภัยและเหมาะกับความสามารถในปัจจุบัน เช่น การจัดยา การจัดการเงิน การเดินทาง การทำอาหาร และกิจกรรมอื่นที่อาจเกิดอันตรายหากความจำหรือการตัดสินใจลดลง
ในขณะเดียวกัน ไม่ควรรีบทำทุกอย่างแทนผู้สูงอายุหากยังสามารถทำบางกิจกรรมได้ด้วยตนเอง การสนับสนุนให้ทำสิ่งที่ยังทำได้อย่างปลอดภัยสามารถช่วยรักษาความเป็นอิสระและคุณภาพชีวิตไว้ได้นานที่สุด
แผนการดูแลจึงควรออกแบบตามความสามารถและความต้องการของแต่ละคน และปรับเปลี่ยนเมื่ออาการหรือสถานการณ์เปลี่ยนไป
ขี้ลืมตามวัย หรือเริ่มมีภาวะสมองเสื่อม ดูอย่างไร?
การลืมบางอย่างเป็นครั้งคราวไม่ได้หมายความว่าเป็นภาวะสมองเสื่อม สิ่งที่ควรให้ความสำคัญมากกว่าคือ “ความเปลี่ยนแปลงจากเดิม” และ “ผลกระทบต่อชีวิต”
ผู้สูงอายุอาจใช้เวลานึกชื่อคนหรือข้อมูลบางอย่างนานขึ้น แต่ยังสามารถนึกออกภายหลังและใช้ชีวิตได้ตามปกติ ขณะที่ปัญหาที่น่ากังวลมากขึ้นมักมีลักษณะเกิดซ้ำหรือเพิ่มขึ้น และเริ่มกระทบสิ่งที่เคยทำได้ เช่น จำเหตุการณ์ล่าสุดไม่ได้บ่อย ๆ จัดการเงินหรือยาไม่ได้ หลงทาง ใช้เครื่องใช้ที่คุ้นเคยไม่เป็น หรือมีบุคลิกภาพและพฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ ยังมีภาวะบกพร่องทางการรู้คิดระดับเล็กน้อย หรือ MCI ซึ่งผู้สูงอายุมีความสามารถด้านความจำหรือการคิดลดลงมากกว่าที่คาดตามวัย แต่ยังสามารถดำเนินกิจวัตรพื้นฐานได้ ภาวะนี้จึงไม่เท่ากับภาวะสมองเสื่อม และควรได้รับการประเมินและติดตามอย่างเหมาะสม
หากครอบครัวเริ่มลังเลว่า “นี่เป็นเรื่องของอายุหรือเริ่มผิดปกติ” ไม่จำเป็นต้องรอให้ผู้สูงอายุช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ก่อน การประเมินตั้งแต่ยังมีอาการไม่มากสามารถช่วยแยกสาเหตุและวางแผนดูแลได้เร็วขึ้น
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปัญหาความจำและภาวะสมองเสื่อม (FAQ)
ผู้สูงอายุขี้ลืม แปลว่าเป็นสมองเสื่อมหรือไม่?
ไม่เสมอไป ความจำสามารถเปลี่ยนแปลงตามวัยได้ และยังมีภาวะอื่นที่ทำให้ความจำหรือสมาธิลดลง เช่น ภาวะซึมเศร้า โรคทางกาย หรือผลจากยาบางชนิด สิ่งสำคัญคือดูว่าความสามารถลดลงจากเดิมมากเพียงใดและเริ่มกระทบการใช้ชีวิตหรือไม่
ภาวะสมองเสื่อมกับอัลไซเมอร์เหมือนกันหรือไม่?
ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว “ภาวะสมองเสื่อม” เป็นคำที่ใช้อธิบายกลุ่มอาการที่ความสามารถด้านการรู้คิดลดลงจนส่งผลต่อการใช้ชีวิต ส่วนโรคอัลไซเมอร์เป็นโรคหนึ่งที่สามารถทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อมได้ นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่น เช่น โรคหลอดเลือดสมอง ภาวะสมองเสื่อมจากลิววีบอดี และภาวะสมองเสื่อมส่วนหน้าและขมับ
ภาวะสมองเสื่อมรักษาหายไหม?
ขึ้นอยู่กับสาเหตุ ภาวะสมองเสื่อมบางชนิดเกิดจากโรคที่ดำเนินต่อเนื่องและไม่สามารถทำให้สมองกลับมาเหมือนเดิมทั้งหมดได้ แต่ปัญหาการรู้คิดบางกรณีอาจสัมพันธ์กับสาเหตุที่สามารถรักษาหรือแก้ไขได้ การหาสาเหตุจึงเป็นส่วนสำคัญของการประเมิน ไม่ควรสรุปจากอาการขี้ลืมเพียงอย่างเดียว
เมื่อไหร่ควรพาผู้สูงอายุไปพบแพทย์?
ควรพิจารณาประเมินเมื่อความจำหรือความคิดเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างต่อเนื่อง เริ่มถามซ้ำ หลงทาง จัดการเงินหรือยาไม่ได้ ทำกิจกรรมที่เคยทำไม่ได้ บุคลิกภาพหรือพฤติกรรมเปลี่ยนไป หรืออาการเริ่มส่งผลต่อความปลอดภัยและการใช้ชีวิต
ผู้สูงอายุมีอาการหูแว่ว เห็นภาพ หรือหวาดระแวง เกี่ยวกับสมองเสื่อมได้หรือไม่?
เป็นไปได้ ภาวะสมองเสื่อมบางชนิดสามารถมีอาการหลงผิดหรือประสาทหลอนร่วมด้วย แต่สาเหตุของอาการเหล่านี้มีได้หลายอย่าง จึงควรได้รับการประเมินแทนการสรุปว่าเกิดจากสมองเสื่อมเพียงอย่างเดียว
ครอบครัวควรช่วยผู้ที่มีปัญหาความจำอย่างไร?
พยายามสื่อสารด้วยประโยคที่ชัดเจน ให้เวลาในการตอบ หลีกเลี่ยงการตำหนิเมื่อผู้สูงอายุจำไม่ได้ และช่วยจัดสภาพแวดล้อมหรือกิจวัตรให้ปลอดภัย หากมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป ควรมองว่าอาจเป็นอาการที่ต้องทำความเข้าใจและหาสาเหตุ มากกว่ามองว่าผู้สูงอายุตั้งใจดื้อหรือสร้างปัญหา
ปรึกษาปัญหาความจำและภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ ที่ Piti Clinic
หากคุณสังเกตว่าตนเองหรือคนในครอบครัวเริ่มมีปัญหาความจำ สับสน ทำสิ่งที่เคยทำเป็นประจำได้ยากขึ้น หรือมีอารมณ์ บุคลิกภาพและพฤติกรรมเปลี่ยนไป คุณไม่จำเป็นต้องรอให้อาการรุนแรงก่อนจึงค่อยขอความช่วยเหลือ
ที่ Piti Clinic ทีมจิตแพทย์ นักจิตวิทยา และบุคลากรด้านสุขภาพจิต พร้อมรับฟังและประเมินปัญหาสุขภาพจิตและการเปลี่ยนแปลงด้านความคิด ความจำ อารมณ์ และพฤติกรรมในผู้สูงอายุ โดยพิจารณาร่วมกับความสามารถในการใช้ชีวิต โรคประจำตัว ยาที่ใช้อยู่ และข้อมูลจากครอบครัว เพื่อช่วยวางแนวทางการดูแลที่เหมาะสมกับแต่ละคน
การประเมินอาจครอบคลุมการซักประวัติผู้สูงอายุและครอบครัว การประเมินอาการทางจิตเวชและความสามารถด้านการรู้คิด รวมถึงการพิจารณาว่าจำเป็นต้องได้รับการประเมินหรือตรวจเพิ่มเติมด้านใด เพื่อช่วยแยกสาเหตุของปัญหาความจำและวางแผนการดูแลต่อไป