ข้ามไปเนื้อหา
โทร 090 230 6000LINE @piticlinic

ปัญหาการใช้และภาวะติดสารกระตุ้น เช่น ยาบ้าและไอซ์ (Stimulant Use Disorder) อาการ สาเหตุ และการรักษา

เนื้อหาโดยทีมแพทย์ปีติ คลินิก · ตรวจทานโดย นพ. พิชญุตม์ เกษมภักดีพงษ์ (จิตแพทย์) · 13 กันยายน 2569

จากที่เคยใช้ยาบ้าหรือยาไอซ์เป็นครั้งคราว กลายเป็นใช้บ่อยขึ้น จากที่เคยคิดว่าจะหยุดเมื่อไรก็ได้ กลับพบว่าพยายามเลิกหลายครั้งแต่กลับไปใช้ซ้ำ หรือเริ่มต้องใช้สารเพื่อให้มีแรง ทำงานได้ รู้สึกดี หรือหลีกหนีจากความรู้สึกแย่หลังหยุดใช้

อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของปัญหาการใช้และภาวะติดสารกระตุ้น (Stimulant Use Disorder)

สารกระตุ้น (Stimulants) เป็นกลุ่มสารที่กระตุ้นการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง ตัวอย่างที่สำคัญ ได้แก่ แอมเฟตามีน เมทแอมเฟตามีน และโคเคน โดยในประเทศไทย เมทแอมเฟตามีนเป็นสารที่เกี่ยวข้องกับชื่อที่คนทั่วไปคุ้นเคยอย่างยาบ้าและยาไอซ์

การติดยาบ้าหรือติดยาไอซ์ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการ “ใจไม่แข็ง” เพราะเมื่อเกิดรูปแบบการใช้ซ้ำ ความอยากใช้ การเรียนรู้ของสมอง สภาพแวดล้อม และปัจจัยทางจิตใจสามารถเข้ามามีส่วนทำให้การหยุดสารยากขึ้น

นอกจากนี้ การใช้สารกระตุ้นยังสามารถสัมพันธ์กับปัญหาสุขภาพจิต เช่น นอนไม่หลับ วิตกกังวล หวาดระแวง หูแว่ว หลงผิด และอาการทางจิต จึงควรได้รับการประเมินทั้งเรื่องการใช้สารและสุขภาพจิตควบคู่กัน

ภาวะติดสารกระตุ้น (Stimulant Use Disorder) คืออะไร?

Stimulant Use Disorder คือความผิดปกติที่เกิดจากรูปแบบการใช้สารกระตุ้นจนก่อให้เกิดปัญหาหรือความทุกข์อย่างมีนัยสำคัญ

ผู้ที่มีปัญหาอาจเริ่มพบว่า

  • ใช้สารมากกว่าหรือนานกว่าที่ตั้งใจ
  • อยากลดหรือเลิก แต่พยายามแล้วไม่สำเร็จ
  • ใช้เวลาไปกับการหา ใช้ หรือฟื้นตัวจากสารมากขึ้น
  • มีความอยากใช้สารอย่างมาก
  • การใช้เริ่มกระทบการเรียนหรือการทำงาน
  • เกิดปัญหากับคู่รักหรือครอบครัว
  • ลดกิจกรรมสำคัญเพื่อไปใช้สาร
  • ใช้สารในสถานการณ์ที่เสี่ยง
  • ยังคงใช้แม้ทราบว่ากำลังเกิดผลเสียต่อร่างกายหรือสุขภาพจิต
  • ต้องใช้มากขึ้นเพื่อให้ได้ผลใกล้เคียงกับเดิม
  • มีอาการผิดปกติหลังลดหรือหยุดใช้

ผู้ป่วยแต่ละคนไม่จำเป็นต้องมีอาการทั้งหมด และการใช้ยาบ้าหรือยาไอซ์เพียงครั้งหนึ่งไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นมี Stimulant Use Disorder โดยอัตโนมัติ

การวินิจฉัยต้องพิจารณารูปแบบการใช้ ผลกระทบ และอาการโดยรวม

สารกระตุ้นมีอะไรบ้าง?

Stimulants เป็นสารกลุ่มใหญ่ ไม่ได้หมายถึงยาบ้าเพียงอย่างเดียว

สารสำคัญในกลุ่มนี้ ได้แก่

ยาบ้า

ยาบ้าเป็นชื่อที่ใช้เรียกผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับเมทแอมเฟตามีน (Methamphetamine) ซึ่งเป็นสารกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง

ผลของสารอาจทำให้ตื่นตัว มีพลัง พูดมาก ความต้องการนอนลดลง หรือรู้สึกมั่นใจมากขึ้น

เมื่อใช้ในปริมาณมากหรือใช้ต่อเนื่อง ความเสี่ยงต่อปัญหาทั้งทางร่างกายและจิตใจจะเพิ่มขึ้น

ยาไอซ์

ยาไอซ์ (Ice หรือ Crystal Meth) เป็นชื่อที่ใช้เรียกเมทแอมเฟตามีนในรูปแบบผลึก

แม้ยาบ้ากับยาไอซ์อาจมีลักษณะผลิตภัณฑ์และวิธีใช้แตกต่างกัน แต่สารสำคัญที่เกี่ยวข้องคือ methamphetamine เช่นเดียวกัน

แอมเฟตามีนและเมทแอมเฟตามีน

Amphetamine และ Methamphetamine เป็นสารในกลุ่ม stimulant

นอกจากการใช้สารนอกระบบการแพทย์แล้ว ยากระตุ้นบางชนิดยังมีการใช้ทางการแพทย์ในบางประเทศและบางข้อบ่งใช้ การใช้ยาตามแผนการรักษาของแพทย์จึงไม่ควรถูกตีความว่าเท่ากับการมี Stimulant Use Disorder โดยอัตโนมัติ

โคเคน

Cocaine หรือโคเคน เป็นสารกระตุ้นอีกประเภทหนึ่ง สามารถทำให้เกิดความอยากใช้และรูปแบบการใช้ที่ควบคุมได้ยากได้เช่นกัน

ในทางการวินิจฉัย Stimulant Use Disorder จึงครอบคลุมมากกว่าปัญหาจากยาบ้าและยาไอซ์

อาการของภาวะติดยาบ้าและยาไอซ์ มีอะไรบ้าง?

อาการของ Stimulant Use Disorder ไม่ได้หมายถึงอาการตอนที่สารกำลังออกฤทธิ์เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงรูปแบบการใช้ที่เริ่มเข้ามาควบคุมชีวิตด้วย

ควบคุมการใช้ได้ยาก

อาจตั้งใจว่าจะใช้เพียงครั้งเดียว ใช้เฉพาะวันหยุด หรือใช้ปริมาณหนึ่ง แต่สุดท้ายกลับใช้มากหรือนานกว่าที่ตั้งใจ

บางคนเคยพยายามหยุดหลายครั้ง แต่เมื่อผ่านไประยะหนึ่งก็กลับไปใช้ซ้ำ

มีความอยากใช้สารมาก

Craving หมายถึงความอยากใช้สารอย่างมาก

ความอยากอาจถูกกระตุ้นจากความเครียด อารมณ์บางอย่าง สถานที่ กลุ่มเพื่อน อุปกรณ์ที่เคยใช้ หรือสถานการณ์ที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์การใช้สารในอดีต

ใช้เวลาไปกับสารมากขึ้น

ผู้ป่วยอาจใช้เวลาไปกับการหาสาร การใช้สาร การอยู่กับกลุ่มที่ใช้สาร หรือการพักฟื้นหลังใช้มากขึ้น จนกิจกรรมอื่นในชีวิตค่อย ๆ ลดลง

ใช้ต่อแม้เกิดผลเสีย

บางคนเห็นแล้วว่าการใช้สารทำให้นอนไม่หลับ ทำงานแย่ลง มีปัญหาการเงิน ทะเลาะกับครอบครัว หรือเริ่มมีอาการหวาดระแวง แต่ยังรู้สึกว่าการหยุดเป็นเรื่องยาก

ต้องเพิ่มปริมาณ

ผู้ใช้บางรายอาจต้องใช้ปริมาณมากขึ้นเพื่อให้เกิดผลใกล้เคียงกับเดิม ลักษณะนี้เรียกว่า Tolerance หรือภาวะดื้อสาร

ชีวิตเริ่มเปลี่ยนไปเพราะการใช้สาร

อาจเริ่มขาดงาน เรียนไม่ได้ ใช้เงินมากขึ้น แยกตัวจากครอบครัว เปลี่ยนกลุ่มเพื่อน นอนผิดเวลา หรือให้ความสำคัญกับการใช้สารมากกว่ากิจกรรมที่เคยมีความหมาย

แบบไหนที่อาจเข้าข่ายภาวะติดยาบ้าหรือยาไอซ์?

บางคนอาจคิดว่า

“ไม่ได้ใช้ทุกวัน ไม่น่าจะติด”

“ใช้เฉพาะเวลาทำงานหนัก”

“ถ้าอยากเลิกจริง ๆ ก็เลิกได้”

แต่ความถี่เพียงอย่างเดียวไม่สามารถบอกได้ว่ามี Stimulant Use Disorder หรือไม่

สิ่งที่ควรสังเกตคือ เริ่มควบคุมการใช้ยากขึ้นหรือไม่ ใช้มากกว่าที่ตั้งใจหรือไม่ มีความอยากใช้มากหรือไม่ พยายามเลิกแล้วกลับไปใช้ซ้ำหรือไม่ และสารเริ่มเข้ามากระทบชีวิตมากเพียงใด

หากเริ่มเห็นรูปแบบเหล่านี้ สามารถเข้ามาปรึกษาได้โดยไม่จำเป็นต้องรอจนใช้ทุกวันหรือเกิดปัญหารุนแรง

ตามเกณฑ์ DSM ภาวะติดสารกระตุ้นวินิจฉัยอย่างไร?

DSM ย่อมาจาก Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders เป็นคู่มือเกณฑ์การวินิจฉัยโรคทางจิตเวชของสมาคมจิตแพทย์อเมริกัน (American Psychiatric Association)

การประเมิน Stimulant Use Disorder ตามแนวทาง DSM พิจารณารูปแบบการใช้สารที่ก่อให้เกิดปัญหาหรือความทุกข์อย่างมีนัยสำคัญ โดยดูอาการภายในช่วง 12 เดือน เช่น

  • ใช้มากกว่าหรือนานกว่าที่ตั้งใจ
  • อยากลดหรือเลิกแต่ทำไม่สำเร็จ
  • ใช้เวลาไปกับการหา ใช้ หรือฟื้นตัวจากสารมาก
  • มีความอยากใช้สารอย่างมาก
  • การใช้สารทำให้ไม่สามารถทำหน้าที่สำคัญได้
  • ยังคงใช้แม้เกิดปัญหาทางสังคมหรือความสัมพันธ์
  • ลดหรือเลิกกิจกรรมสำคัญเพราะการใช้สาร
  • ใช้ในสถานการณ์ที่เป็นอันตราย
  • ยังคงใช้แม้รู้ว่าสารกำลังทำให้ปัญหาสุขภาพกายหรือสุขภาพจิตแย่ลง
  • มี Tolerance หรือภาวะดื้อสาร
  • มี Withdrawal หรือภาวะถอนสาร

แพทย์จะประเมินจำนวนอาการและบริบทอื่นเพื่อพิจารณาระดับความรุนแรง

เกณฑ์เหล่านี้ใช้ประกอบการวินิจฉัยโดยผู้เชี่ยวชาญ ไม่ควรใช้เพียงรายการอาการเพื่อวินิจฉัยตนเอง

อาการหลังใช้ยาบ้าหรือยาไอซ์ มีอะไรบ้าง?

อาการที่เกิดขณะสารกระตุ้นออกฤทธิ์แตกต่างกันตามชนิดของสาร ปริมาณ วิธีใช้ ระยะเวลาที่ใช้ และความไวของแต่ละคน

อาจพบอาการ เช่น

  • ตื่นตัวมาก
  • พลังงานเพิ่มขึ้น
  • นอนน้อยลง
  • พูดมาก
  • กระสับกระส่าย
  • หงุดหงิด
  • วิตกกังวล
  • ใจเต้นเร็ว
  • ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น
  • เหงื่อออก
  • เบื่ออาหาร

เมื่อได้รับสารมากขึ้นหรือเกิดอาการรุนแรง อาจพบความสับสน พฤติกรรมก้าวร้าว ความหวาดระแวง ประสาทหลอน หรืออาการทางจิตได้

อาการทางร่างกายรุนแรง เช่น เจ็บหน้าอก ชัก หมดสติ หรือมีภาวะตัวร้อนมากผิดปกติ ควรได้รับการประเมินฉุกเฉิน

ยาบ้าและยาไอซ์ทำให้หวาดระแวง หูแว่ว หรือหลงผิดได้ไหม?

ได้

สารกระตุ้น โดยเฉพาะ amphetamine และ methamphetamine สามารถสัมพันธ์กับอาการทางจิตได้

อาการทางจิต (Psychosis) หมายถึงกลุ่มอาการที่มีความผิดปกติของการรับรู้ ความคิด หรือการตีความความเป็นจริง

อาการที่อาจพบ เช่น

  • รู้สึกว่ามีคนกำลังติดตาม
  • เชื่อว่ามีคนกำลังจะทำร้าย
  • ระแวงว่าถูกจับตามอง
  • หูแว่วหรือได้ยินเสียงที่ไม่มีแหล่งเสียงภายนอก
  • เห็นหรือรู้สึกถึงสิ่งที่ผู้อื่นไม่รับรู้
  • มีอาการหลงผิด
  • กระสับกระส่ายหรือมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงมาก

อาการเหล่านี้อาจรู้สึกเป็นจริงอย่างมากสำหรับผู้ป่วย จึงไม่ควรตอบด้วยการล้อเลียน ตำหนิ หรือพยายามเผชิญหน้าอย่างรุนแรง

มีอาการทางจิตหลังใช้ยาบ้า แปลว่าเป็นโรคจิตเภทไหม?

ไม่จำเป็น

เมื่อผู้ที่ใช้ยาบ้าหรือยาไอซ์มีหูแว่ว หลงผิด หรือหวาดระแวง จิตแพทย์ต้องพิจารณาหลายความเป็นไปได้

อาจเป็นอาการทางจิตที่สัมพันธ์กับสาร เป็นโรคทางจิตเวชที่เกิดขึ้นเองแต่ถูกสารกระตุ้นให้แสดงอาการ หรือมีทั้งปัญหาการใช้สารและโรคทางจิตเวชเกิดร่วมกัน

ในบางกรณี การพบแพทย์ครั้งแรกยังไม่สามารถสรุปการวินิจฉัยสุดท้ายได้ทันที เพราะต้องอาศัยข้อมูลว่าอาการเริ่มเมื่อไร เกิดสัมพันธ์กับการใช้สารอย่างไร เคยมีอาการก่อนเริ่มใช้หรือไม่ และอาการเป็นอย่างไรหลังหยุดสาร

จึงไม่ควรสรุปจากอาการหูแว่วหรือหวาดระแวงเพียงอย่างเดียวว่าเป็นโรคจิตเภท

อาการถอนยาบ้าและยาไอซ์ (Stimulant Withdrawal) เป็นอย่างไร?

หลังหยุดหรือลดการใช้สารกระตุ้น ผู้ใช้บางรายอาจเกิดอาการในทิศทางตรงข้ามกับช่วงที่สารกำลังออกฤทธิ์

อาการอาจประกอบด้วย

  • อ่อนเพลียมาก
  • รู้สึกหมดแรง
  • อารมณ์ตก
  • ไม่มีความสุขหรือไม่สนใจกิจกรรมที่เคยชอบ
  • หงุดหงิด
  • วิตกกังวล
  • สมาธิลดลง
  • ความอยากใช้สาร
  • นอนมากขึ้นหรือนอนไม่หลับ
  • ฝันชัดหรือฝันผิดปกติ
  • ความอยากอาหารเปลี่ยนแปลง
  • เคลื่อนไหวช้าลงหรือกระสับกระส่าย

อาการหลังหยุดสารสามารถทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่า “ถ้ากลับไปใช้จะดีขึ้น” และกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้กลับไปใช้ซ้ำ

ในช่วงที่อารมณ์ตกหลังหยุดสาร ควรประเมินความคิดทำร้ายตนเองหรือฆ่าตัวตายด้วย โดยเฉพาะหากผู้ป่วยมีอาการซึมเศร้ารุนแรง

ภาวะติดสารกระตุ้น เกิดจากอะไร?

Stimulant Use Disorder ไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่เป็นผลจากหลายปัจจัยร่วมกัน

ปัจจัยทางสมองและชีวภาพ

สารกระตุ้นมีผลต่อระบบสารสื่อประสาทและวงจรสมองที่เกี่ยวข้องกับรางวัล แรงจูงใจ ความตื่นตัว การเรียนรู้ และความอยาก

เมื่อใช้ซ้ำ สมองสามารถเกิดการปรับตัว ทำให้ความอยากและรูปแบบพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับสารมีความสำคัญมากขึ้น

ปัจจัยทางพันธุกรรมและความแตกต่างของแต่ละคนก็มีส่วนต่อความเสี่ยง

ปัจจัยทางจิตใจ

บางคนเริ่มใช้สารเพื่อให้มีพลัง ทำงานได้นานขึ้น เข้าสังคม หรือรับมือกับความเครียด ความเหงา อารมณ์เศร้า หรือความรู้สึกบางอย่าง

เมื่อสมองเรียนรู้ซ้ำ ๆ ว่าการใช้สารช่วยเปลี่ยนความรู้สึกได้อย่างรวดเร็ว การหยุดใช้โดยไม่มีวิธีรับมืออื่นมาทดแทนอาจทำได้ยากขึ้น

ปัจจัยด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม

การเข้าถึงสาร กลุ่มเพื่อน สถานที่ที่เคยใช้ ความเครียดจากงาน ปัญหาความสัมพันธ์ ปัญหาการเงิน และสภาพแวดล้อมสามารถกลายเป็นตัวกระตุ้นให้กลับไปใช้ได้

การรักษาจึงต้องทำความเข้าใจทั้งตัวสารและบริบทชีวิตของผู้ป่วย

ภาวะติดยาบ้าและยาไอซ์ รักษาอย่างไร?

การรักษา Stimulant Use Disorder ไม่ได้มีเพียงการหยุดสารให้พ้นช่วงแรก แต่ควรดูแลทั้งความอยากใช้ สุขภาพกาย สุขภาพจิต ตัวกระตุ้น และการป้องกันการกลับไปใช้ซ้ำ

ประเมินรูปแบบการใช้สาร

แพทย์อาจประเมินว่าสารที่ใช้คืออะไร ใช้ปริมาณเท่าใด ใช้บ่อยแค่ไหน ใช้มานานเท่าไร ใช้ครั้งล่าสุดเมื่อใด และใช้สารอื่นหรือแอลกอฮอล์ร่วมด้วยหรือไม่

ควรแจ้งข้อมูลตามจริง รวมถึงวิธีใช้และสารหลายชนิดที่ใช้ร่วมกัน เพราะข้อมูลเหล่านี้มีผลต่อการประเมินความเสี่ยงและการรักษา

ประเมินสุขภาพกายและสุขภาพจิต

นอกจากปัญหาการใช้สารแล้ว ควรประเมินการนอน อารมณ์ ความวิตกกังวล อาการซึมเศร้า ความคิดทำร้ายตนเอง หูแว่ว หลงผิด และอาการทางจิตอื่น

หากมีอาการทางกายหรือประวัติที่บ่งชี้ความเสี่ยง แพทย์อาจพิจารณาการตรวจร่างกายหรือการตรวจเพิ่มเติมตามความเหมาะสม

ดูแลอาการหลังหยุดสาร

ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการอ่อนเพลีย อารมณ์ตก นอนผิดปกติ หรือความอยากใช้มากในช่วงหลังหยุดสาร

การดูแลจึงควรให้ความสำคัญกับความปลอดภัย สุขภาพจิต การนอน และความเสี่ยงต่อการกลับไปใช้ซ้ำ ไม่ใช่เพียงการบอกให้ผู้ป่วยอดทนผ่านช่วงนี้ด้วยตนเอง

จิตบำบัดและการปรับพฤติกรรม

การรักษาทางจิตใจและพฤติกรรมมีบทบาทสำคัญในการรักษา Stimulant Use Disorder

เป้าหมายอาจรวมถึงการช่วยให้ผู้ป่วย

  • รู้จักตัวกระตุ้นของความอยากใช้
  • วางแผนรับมือกับ Craving
  • ปรับสภาพแวดล้อมที่เชื่อมโยงกับการใช้สาร
  • เรียนรู้วิธีจัดการความเครียด
  • สร้างกิจวัตรใหม่
  • ฟื้นฟูความสัมพันธ์และการทำงาน
  • วางแผนป้องกันการกลับไปใช้ซ้ำ

การรักษาควรปรับตามบริบทและเป้าหมายของแต่ละคน

การรักษาด้วยยา

ปัจจุบันไม่มี “ยาเลิกยาบ้า” หรือ “ยาเลิกไอซ์” ตัวเดียวที่เป็นคำตอบสำหรับผู้ป่วยทุกคน

แพทย์อาจพิจารณาการใช้ยาตามอาการหรือโรคที่เกิดร่วม เช่น อาการทางจิต อารมณ์ หรือปัญหาสุขภาพจิตอื่น โดยต้องเลือกตามการวินิจฉัยและความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย

จึงไม่ควรซื้อยาหรือใช้ยาของผู้อื่นเพื่อพยายามเลิกสารด้วยตนเอง

ถ้าเลิกยาบ้าหรือยาไอซ์แล้วกลับไปใช้อีก แปลว่ารักษาไม่ได้หรือไม่?

ไม่จำเป็น

การกลับไปใช้ซ้ำสามารถเกิดขึ้นได้ในกระบวนการฟื้นตัวของบางคน สิ่งสำคัญคือกลับมาดูว่าอะไรเกิดขึ้นก่อนการใช้ครั้งนั้น

ตัวกระตุ้นอาจเป็นความอยากใช้ ความเครียด การนอนไม่หลับ อารมณ์ตก การกลับไปเจอกลุ่มเพื่อนเดิม การมีสารอยู่ใกล้ตัว หรือความคิดว่า “ครั้งเดียวคงไม่เป็นอะไร”

ข้อมูลจากการกลับไปใช้สามารถนำมาปรับแผนการรักษาและป้องกันการกลับไปใช้ครั้งต่อไปได้

หากกลับไปใช้แล้ว ไม่จำเป็นต้องรอให้กลับไปใช้หนักเหมือนเดิมก่อนจึงกลับมารักษา

ครอบครัวควรช่วยคนที่ติดยาบ้าหรือยาไอซ์อย่างไร?

ครอบครัวมักต้องเผชิญทั้งความเป็นห่วง ความโกรธ ความกลัว และความเหนื่อย โดยเฉพาะเมื่อผู้ป่วยเคยพยายามหยุดแล้วกลับไปใช้หลายครั้ง

การตำหนิว่า “ทำไมไม่เลิกเสียที” “ไม่มีความรับผิดชอบ” หรือ “ถ้าอยากเลิกจริงก็ต้องเลิกได้” อาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกอับอายและหลีกเลี่ยงการขอความช่วยเหลือ

ครอบครัวอาจเริ่มจากสิ่งที่สังเกตได้ เช่น

“เราเห็นว่าช่วงนี้คุณไม่ค่อยได้นอนและดูระแวงมากขึ้น เราเป็นห่วง”

“เราเห็นว่าคุณพยายามหยุดหลายครั้งแล้ว แต่มันดูยากมาก ลองให้หมอช่วยประเมินไหม”

หากผู้ป่วยกำลังหวาดระแวงหรือมีอาการหลงผิด ไม่ควรล้อเลียนหรือโต้เถียงอย่างรุนแรง และไม่ควรยืนยันว่าความหลงผิดนั้นเป็นเรื่องจริง ควรเน้นการรักษาความสงบ ความปลอดภัย และพาเข้าสู่การประเมิน

การเข้าใจว่า Stimulant Use Disorder เป็นปัญหาสุขภาพไม่ได้หมายความว่าครอบครัวต้องยอมรับความรุนแรง การขโมยเงิน การขับรถหลังใช้สาร หรือพฤติกรรมที่ทำให้คนอื่นไม่ปลอดภัย ครอบครัวยังคงสามารถกำหนดขอบเขตที่เหมาะสมได้

เมื่อไหร่ควรไปโรงพยาบาลทันที?

ควรได้รับการประเมินฉุกเฉิน หากหลังใช้ยาบ้า ยาไอซ์ หรือสารกระตุ้นมีอาการ เช่น

  • เจ็บหน้าอกรุนแรง
  • หายใจผิดปกติ
  • ชัก
  • หมดสติหรือระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยน
  • ตัวร้อนมากผิดปกติ
  • สับสนรุนแรง
  • กระสับกระส่ายหรือก้าวร้าวจนควบคุมไม่ได้
  • หวาดระแวงหรือหลงผิดรุนแรง
  • หูแว่วหรือประสาทหลอนรุนแรง
  • มีความคิดหรือพฤติกรรมทำร้ายตนเอง
  • มีความคิดหรือพฤติกรรมทำร้ายผู้อื่น
  • ไม่สามารถดูแลความปลอดภัยพื้นฐานของตนเองได้

หากไม่แน่ใจว่าสารที่ใช้มีส่วนประกอบอะไร หรือสงสัยว่าใช้หลายสารร่วมกัน ควรแจ้งบุคลากรทางการแพทย์ตามข้อมูลที่ทราบ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปัญหาการใช้และภาวะติดสารกระตุ้น (FAQ)

ยาบ้ากับยาไอซ์เป็นสารเดียวกันไหม?

ทั้งยาบ้าและยาไอซ์มีความเกี่ยวข้องกับ methamphetamine หรือเมทแอมเฟตามีน แต่ลักษณะผลิตภัณฑ์ ความเข้มข้น ส่วนประกอบ และวิธีใช้สามารถแตกต่างกันได้ จึงไม่ควรประเมินความเสี่ยงจากชื่อที่เรียกเพียงอย่างเดียว

ไม่ได้ใช้ยาบ้าทุกวัน ถือว่าติดได้ไหม?

ได้ การวินิจฉัยไม่ได้ดูเพียงว่าต้องใช้ทุกวันหรือไม่ แต่ดูการควบคุม ความอยากใช้ ความพยายามลดหรือเลิก ผลกระทบ และรูปแบบของปัญหาโดยรวม

เลิกยาบ้าแล้วทำไมรู้สึกไม่มีแรงและอารมณ์ตก?

หลังหยุดสารกระตุ้นบางคนสามารถมีอาการอ่อนเพลีย อารมณ์ตก นอนมากขึ้นหรือนอนไม่หลับ และมีความอยากใช้สารได้ หากอารมณ์ตกมากหรือมีความคิดทำร้ายตนเอง ควรเข้ารับการประเมินโดยเร็ว

ใช้ยาไอซ์แล้วหูแว่วหรือหวาดระแวงได้ไหม?

ได้ Methamphetamine สามารถสัมพันธ์กับอาการหวาดระแวง หลงผิด และประสาทหลอนได้ โดยความเสี่ยงขึ้นอยู่กับปริมาณ ระยะเวลาที่ใช้ และความไวของแต่ละคน

หูแว่วหลังใช้ยาบ้า แปลว่าเป็นโรคจิตเภทหรือไม่?

ไม่จำเป็น ต้องแยกระหว่างอาการทางจิตจากสาร โรคทางจิตเวชที่เกิดขึ้นเอง และการมีทั้งสองปัญหาร่วมกัน จิตแพทย์อาจต้องติดตามลำดับเวลาและอาการหลังหยุดสารก่อนสรุปการวินิจฉัย

ต้องเลิกยาบ้าหรือยาไอซ์ให้ได้ก่อนถึงจะมาพบจิตแพทย์ไหม?

ไม่จำเป็น สามารถมาปรึกษาได้แม้ยังใช้อยู่ ยังหยุดไม่ได้ เพิ่งกลับไปใช้ซ้ำ หรือยังไม่แน่ใจว่าต้องการเลิกอย่างไร

การรักษาสามารถเริ่มจากการประเมินปัญหาและช่วยกันกำหนดเป้าหมายที่เหมาะสมในช่วงนั้นได้

ปรึกษาปัญหาการใช้และภาวะติดยาบ้า ยาไอซ์ และสารกระตุ้น ที่ Piti Clinic

หากคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังมีปัญหาจากยาบ้า ยาไอซ์ เมทแอมเฟตามีน แอมเฟตามีน โคเคน หรือสารกระตุ้นอื่น ไม่จำเป็นต้องรอจนใช้ทุกวัน เสียงาน หรือเกิดปัญหารุนแรงจึงค่อยมาขอความช่วยเหลือ

หากเริ่มควบคุมการใช้ได้ยาก พยายามเลิกหลายครั้งแต่กลับไปใช้ มีความอยากใช้มาก หรือการใช้สารเริ่มกระทบการนอน อารมณ์ สุขภาพ การเงิน งาน และความสัมพันธ์ ก็สามารถเข้ามารับการประเมินได้

หากหลังใช้ยาบ้าหรือยาไอซ์มีอาการหวาดระแวง หูแว่ว หลงผิด หรือพฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน การประเมินโดยจิตแพทย์มีความสำคัญ เพราะต้องแยกว่าเป็นอาการทางจิตจากสาร มีโรคทางจิตเวชอื่นเกิดร่วม หรือมีทั้งสองปัญหาที่ต้องได้รับการรักษาควบคู่กัน

ที่ Piti Clinic จิตแพทย์และทีมสุขภาพจิตสามารถประเมินรูปแบบการใช้สาร สุขภาพกายและสุขภาพจิต อาการทางจิตที่เกี่ยวข้อง ช่วยวางแผนการหยุดสาร การจัดการความอยาก และการป้องกันการกลับไปใช้ซ้ำให้เหมาะกับแต่ละคน

ครอบครัวที่เป็นห่วงคนใกล้ตัวแต่ผู้ป่วยยังไม่พร้อมมารักษา สามารถเข้ามาปรึกษาเพื่อทำความเข้าใจอาการ วิธีสื่อสาร และวางแนวทางช่วยเหลือได้เช่นกัน

โทร 090 230 6000นัดผ่าน LINE