ข้ามไปเนื้อหา
โทร 090 230 6000LINE @piticlinic

ปัญหาการใช้และภาวะติดยากล่อมประสาทหรือยานอนหลับ (Sedative, Hypnotic, or Anxiolytic Use Disorder) อาการ สาเหตุ และการรักษา

เนื้อหาโดยทีมแพทย์ปีติ คลินิก · ตรวจทานโดย นพ. พิชญุตม์ เกษมภักดีพงษ์ (จิตแพทย์) · 13 กันยายน 2569

จากที่เคยใช้ยานอนหลับหรือยาคลายกังวลเฉพาะเวลาจำเป็น กลายเป็นต้องใช้บ่อยขึ้น จากที่เคยใช้ปริมาณเดิมแล้วได้ผล เริ่มรู้สึกว่าต้องเพิ่มยา หรือเมื่อไม่ได้ใช้กลับนอนไม่หลับ วิตกกังวล กระสับกระส่าย จนรู้สึกว่าขาดยาไม่ได้

บางคนพยายามลดหรือหยุดยาหลายครั้ง แต่เมื่อมีอาการไม่สบายก็กลับไปใช้อีก ขณะที่บางคนเริ่มใช้ยานอกเหนือจากคำแนะนำของแพทย์ ใช้มากกว่าที่ตั้งใจ หรือใช้ร่วมกับแอลกอฮอล์และสารอื่นเพื่อให้ได้ผลมากขึ้น

ลักษณะเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของปัญหาการใช้และภาวะติดยากล่อมประสาทหรือยานอนหลับ (Sedative, Hypnotic, or Anxiolytic Use Disorder)

อย่างไรก็ตาม การได้รับยานอนหลับหรือยาคลายกังวลจากแพทย์ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยจะมีภาวะติดยาเสมอไป และการที่ร่างกายเกิดการพึ่งพายาบางชนิดก็ไม่ได้มีความหมายเหมือนกับการวินิจฉัยภาวะติดยาในทุกกรณี

สิ่งสำคัญคือ หากใช้ยากลุ่มนี้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะ benzodiazepines ไม่ควรหยุดยาอย่างกะทันหันด้วยตนเอง เพราะอาการถอนบางกรณีอาจรุนแรงและเป็นอันตรายได้

ภาวะติดยากล่อมประสาทหรือยานอนหลับ คืออะไร?

Sedative, Hypnotic, or Anxiolytic Use Disorder คือความผิดปกติจากรูปแบบการใช้สารหรือยาที่มีฤทธิ์กดประสาท ช่วยให้นอนหลับ หรือลดความวิตกกังวล จนการใช้เริ่มควบคุมได้ยากและก่อให้เกิดปัญหาหรือความทุกข์อย่างมีนัยสำคัญ

ผู้ที่มีปัญหาอาจพบว่า

  • ใช้ยามากกว่าหรือนานกว่าที่ตั้งใจ
  • อยากลดหรือหยุด แต่พยายามแล้วไม่สำเร็จ
  • ใช้เวลาไปกับการหา ใช้ หรือฟื้นตัวจากฤทธิ์ยามากขึ้น
  • มีความอยากใช้ยา
  • การใช้เริ่มกระทบการเรียนหรือการทำงาน
  • เกิดปัญหากับครอบครัวหรือความสัมพันธ์
  • ลดหรือเลิกกิจกรรมสำคัญเพราะการใช้
  • ใช้ยาในสถานการณ์ที่อาจเป็นอันตราย
  • ยังคงใช้แม้ทราบว่ากำลังเกิดผลเสีย
  • ต้องใช้มากขึ้นเพื่อให้ได้ผลใกล้เคียงกับเดิม
  • มีอาการถอนเมื่อลดหรือหยุดยา

ผู้ป่วยแต่ละคนไม่จำเป็นต้องมีอาการทั้งหมด การวินิจฉัยต้องพิจารณารูปแบบการใช้ ผลกระทบ และบริบททางการแพทย์ร่วมกัน

ยากล่อมประสาท ยานอนหลับ และยาคลายกังวล มีอะไรบ้าง?

Sedative, Hypnotic และ Anxiolytic เป็นคำที่อธิบายยาหรือสารตามลักษณะของฤทธิ์ที่มีต่อระบบประสาท

Sedative หมายถึงยาหรือสารที่มีฤทธิ์กดหรือทำให้ระบบประสาทสงบลง

Hypnotic หมายถึงยาที่มีฤทธิ์ช่วยให้นอนหลับ

Anxiolytic หมายถึงยาที่ใช้ลดความวิตกกังวล

ยาบางชนิดสามารถมีฤทธิ์มากกว่าหนึ่งอย่าง จึงไม่สามารถแบ่งเป็นสามกลุ่มอย่างเด็ดขาดได้

กลุ่มที่สำคัญ ได้แก่

Benzodiazepines

Benzodiazepines เป็นยาที่ใช้ทางการแพทย์ในหลายข้อบ่งใช้ เช่น ความวิตกกังวล ปัญหาการนอน อาการชัก หรือภาวะอื่นตามการพิจารณาของแพทย์

ยากลุ่มนี้มีประโยชน์ทางการแพทย์ แต่เมื่อใช้ต่อเนื่องร่างกายสามารถเกิดการปรับตัวและการพึ่งพาทางกายได้

หากใช้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหนึ่ง ไม่ควรเพิ่ม ลด หรือหยุดยาเองโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์

ยานอนหลับและยากดประสาทชนิดอื่น

นอกจาก benzodiazepines ยังมียานอนหลับและยากดประสาทชนิดอื่นที่มีคุณสมบัติและความเสี่ยงแตกต่างกัน

ดังนั้น หากผู้ป่วยไม่แน่ใจว่ายาที่ตนเองใช้อยู่เป็นยากลุ่มใด ควรนำชื่อยา ซองยา หรือรายการยาที่ใช้อยู่ให้แพทย์ตรวจสอบ แทนการสรุปจากคำว่า “ยานอนหลับ” เพียงอย่างเดียว

ยานอนหลับทุกชนิดไม่ได้มีความเสี่ยงต่อการพึ่งพาและอาการถอนเหมือนกัน

กินยานอนหลับทุกวัน แปลว่าติดยาหรือไม่?

ไม่จำเป็น

ความถี่ในการใช้ยาเป็นข้อมูลสำคัญ แต่ไม่สามารถใช้เพียงอย่างเดียวในการวินิจฉัย Sedative, Hypnotic, or Anxiolytic Use Disorder

ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยบางคนอาจได้รับยาจากแพทย์และใช้ตามแผนการรักษาอย่างต่อเนื่อง การที่ร่างกายเกิดการปรับตัวต่อยาไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยมี Use Disorder โดยอัตโนมัติ

ในทางกลับกัน สิ่งที่ทำให้น่ากังวลมากขึ้นคือรูปแบบ เช่น ใช้มากกว่าที่ตั้งใจ เพิ่มขนาดยาเอง พยายามลดแล้วทำไม่ได้ ใช้ยานอกเหนือจากข้อบ่งใช้ มีความอยากใช้มาก หรือยังคงใช้ต่อแม้เกิดผลเสียต่อสุขภาพและชีวิต

หากไม่แน่ใจว่าตนเองกำลัง “พึ่งยา” หรือ “ติดยา” ไม่จำเป็นต้องหยุดยาเพื่อพิสูจน์ด้วยตนเอง สามารถนำรายการยามาปรึกษาแพทย์ได้

อาการของภาวะติดยากล่อมประสาทหรือยานอนหลับ มีอะไรบ้าง?

อาการสามารถเกิดได้หลายด้าน และไม่ได้มีเพียงการต้องเพิ่มขนาดยา

ควบคุมการใช้ได้ยาก

อาจตั้งใจว่าจะใช้เฉพาะคืนที่นอนไม่หลับ แต่กลายเป็นใช้บ่อยขึ้น หรือใช้มากกว่าที่ตั้งใจ

บางคนเริ่มเพิ่มจำนวนเม็ดหรือขนาดยาเองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์

พยายามลดหรือหยุดแล้วทำไม่ได้

ผู้ป่วยอาจเคยพยายามลดหลายครั้ง แต่เมื่อเกิดอาการนอนไม่หลับ วิตกกังวล หรืออาการถอนอื่นก็กลับไปใช้ขนาดเดิม

มีความอยากใช้ยา

บางคนเริ่มรู้สึกกังวลมากเมื่อยาใกล้หมด พกยาไว้ตลอด หรือรู้สึกว่าตนเองไม่สามารถนอนหลับ ออกจากบ้าน หรือรับมือกับความเครียดได้หากไม่มียา

การใช้เริ่มกระทบชีวิต

ฤทธิ์กดประสาทอาจสัมพันธ์กับอาการง่วง การตอบสนองช้าลง หรือความสามารถในการทำกิจกรรมบางอย่างลดลง

หากการใช้ยาทำให้เกิดปัญหากับงาน ความสัมพันธ์ หรือความปลอดภัย แต่ยังคงใช้ต่อ ควรได้รับการประเมิน

เกิด Tolerance

Tolerance หรือภาวะดื้อ หมายถึงการที่ต้องใช้ปริมาณมากขึ้นเพื่อให้เกิดผลใกล้เคียงกับเดิม หรือปริมาณเดิมให้ผลลดลง

อย่างไรก็ตาม Tolerance ที่เกิดขึ้นระหว่างการใช้ยาตามการรักษา ไม่ควรถูกใช้เพียงอย่างเดียวเพื่อวินิจฉัย Use Disorder

เกิด Withdrawal

Withdrawal หรือภาวะถอนยา หมายถึงอาการที่เกิดขึ้นหลังลดหรือหยุดยาบางชนิดเมื่อร่างกายเกิดการปรับตัวจากการใช้ต่อเนื่อง

อาการถอนของยากดประสาทบางชนิดสามารถรุนแรงได้ จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ไม่ควรหยุดยาเองกะทันหัน

แบบไหนที่อาจเข้าข่ายภาวะติดยานอนหลับหรือยาคลายกังวล?

สิ่งที่ควรสังเกตไม่ใช่เพียงจำนวนเม็ดหรือจำนวนวันที่ใช้ แต่คือความสัมพันธ์ระหว่างยาและชีวิตเริ่มเปลี่ยนไปหรือไม่

ตัวอย่างเช่น

จากที่ใช้ตามแพทย์แนะนำ เริ่มเพิ่มขนาดยาเอง

จากที่ใช้เฉพาะบางครั้ง กลายเป็นรู้สึกว่าขาดยาไม่ได้

จากที่ตั้งใจว่าจะลด กลับพยายามหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ

เริ่มใช้ยาด้วยเหตุผลอื่นนอกเหนือจากที่ได้รับมา

เริ่มหายาจากหลายแหล่งเพราะกลัวว่ายาจะหมด

หรือยังคงใช้แม้รู้ว่ายากำลังสร้างปัญหาต่อสุขภาพ งาน ความสัมพันธ์ หรือความปลอดภัย

หากเริ่มมีรูปแบบเหล่านี้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินก่อนปรับยาด้วยตนเอง

ตามเกณฑ์ DSM ภาวะติดยากล่อมประสาทหรือยานอนหลับวินิจฉัยอย่างไร?

DSM ย่อมาจาก Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders เป็นคู่มือเกณฑ์การวินิจฉัยโรคทางจิตเวชของสมาคมจิตแพทย์อเมริกัน (American Psychiatric Association) ซึ่งเป็นเกณฑ์การวินิจฉัยทางจิตเวชที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในระดับสากล

ตามแนวทาง DSM การวินิจฉัย Sedative, Hypnotic, or Anxiolytic Use Disorder พิจารณารูปแบบการใช้ที่ก่อให้เกิดปัญหาหรือความทุกข์อย่างมีนัยสำคัญ โดยประเมินอาการที่เกิดขึ้นภายในช่วง 12 เดือน เช่น

  • ใช้มากกว่าหรือนานกว่าที่ตั้งใจ
  • อยากลดหรือหยุด แต่ทำไม่สำเร็จ
  • ใช้เวลาไปกับการหา ใช้ หรือฟื้นตัวจากยามาก
  • มีความอยากใช้
  • การใช้กระทบหน้าที่สำคัญ
  • ยังคงใช้แม้เกิดปัญหาความสัมพันธ์
  • ลดหรือเลิกกิจกรรมสำคัญเพราะการใช้
  • ใช้ในสถานการณ์ที่เสี่ยง
  • ยังคงใช้แม้ทราบว่ากำลังทำให้ปัญหาสุขภาพแย่ลง
  • มี Tolerance
  • มี Withdrawal

แพทย์จะประเมินจำนวนอาการ ความรุนแรง และบริบททางการแพทย์ร่วมกัน

สำหรับยาที่แพทย์สั่งใช้ การเกิด Tolerance และ Withdrawal ระหว่างการใช้ภายใต้การดูแลทางการแพทย์ ไม่ควรถูกนำมาใช้เพียงลำพังเพื่อสรุปว่าผู้ป่วยมี Use Disorder

DSM จึงไม่ใช่แบบเช็กลิสต์ที่ควรนำมาใช้วินิจฉัยตนเอง แต่เป็นส่วนหนึ่งของการประเมินทางคลินิกโดยผู้เชี่ยวชาญ

อาการถอนยานอนหลับหรือยาคลายกังวล เป็นอย่างไร?

อาการถอนขึ้นอยู่กับชนิดของยา ขนาดที่ใช้ ระยะเวลาที่ใช้ สุขภาพของผู้ป่วย และยาหรือสารอื่นที่ใช้ร่วมกัน

ในยากลุ่ม benzodiazepines และยากดประสาทบางชนิด อาการที่อาจพบหลังลดหรือหยุด ได้แก่

  • วิตกกังวล
  • กระสับกระส่าย
  • หงุดหงิด
  • นอนไม่หลับ
  • มือสั่น
  • เหงื่อออก
  • ใจสั่น
  • คลื่นไส้
  • ไวต่อเสียงหรือสิ่งกระตุ้น
  • การรับรู้ผิดปกติในบางราย

ในกรณีรุนแรงอาจเกิดอาการสับสน ประสาทหลอน หรือชักได้

ความรุนแรงของอาการถอนแตกต่างกันในแต่ละคน จึงไม่ควรใช้ประสบการณ์ของคนอื่นเป็นตัวตัดสินว่าตนเองสามารถหยุดยาได้อย่างปลอดภัยหรือไม่

ทำไมเลิกยานอนหลับแล้วนอนไม่หลับกว่าเดิม?

อาการนอนไม่หลับหลังลดหรือหยุดยาอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ

สาเหตุหนึ่งคือปัญหาการนอนเดิมยังไม่ได้รับการแก้ไข เช่น ความวิตกกังวล โรคซึมเศร้า ความเครียด หรือพฤติกรรมการนอนที่ไม่เหมาะสม

อีกสาเหตุหนึ่งคืออาการที่เกิดสัมพันธ์กับการลดหรือถอนยา

ผู้ป่วยบางคนจึงรู้สึกว่า “ถ้าไม่กินยา ฉันนอนไม่ได้เลย” และกลับไปใช้ยาอีกครั้ง

ในสถานการณ์เช่นนี้ การรักษาไม่ควรมีเป้าหมายเพียงเอายาออก แต่ควรประเมินด้วยว่าทำไมผู้ป่วยถึงนอนไม่หลับตั้งแต่แรก และมีวิธีรักษาปัญหาการนอนในระยะยาวอย่างไร

ใช้ยานอนหลับหรือยาคลายกังวลต่อเนื่อง หยุดเองได้ไหม?

หากใช้ยากลุ่ม benzodiazepines หรือยากดประสาทบางชนิดต่อเนื่อง ไม่ควรหยุดอย่างกะทันหันด้วยตนเอง

การหยุดเร็วเกินไปอาจทำให้เกิดอาการถอน และในบางกรณีอาจเกิดอาการรุนแรง เช่น ชัก

แพทย์อาจพิจารณาการค่อย ๆ ลดขนาดยาตามแผน หรือ Tapering ซึ่งหมายถึงการปรับลดขนาดยาอย่างเป็นขั้นตอน

วิธีและระยะเวลาในการลดไม่เหมือนกันทุกคน และไม่ควรนำตารางลดของบุคคลอื่นมาใช้กับตนเอง เพราะต้องพิจารณาชนิดยา ขนาด ระยะเวลาที่ใช้ อาการเดิม โรคร่วม และยาอื่นที่ใช้ร่วมกัน

เป้าหมายไม่ใช่การบอกว่า “ห้ามหยุดยา” แต่คือการช่วยให้ผู้ป่วยลดหรือหยุดยาอย่างปลอดภัยเมื่อมีข้อบ่งชี้และเหมาะสมกับการรักษา

ใช้ยานอนหลับร่วมกับแอลกอฮอล์อันตรายไหม?

อาจเป็นอันตรายได้

แอลกอฮอล์มีฤทธิ์กดระบบประสาท และการใช้ร่วมกับยากดประสาทบางชนิดสามารถทำให้ฤทธิ์กดประสาทเพิ่มขึ้น

อาจเกิดอาการง่วงมาก การทรงตัวและการตัดสินใจแย่ลง ระดับความรู้สึกตัวลดลง หรือเกิดอันตรายรุนแรงได้ โดยความเสี่ยงขึ้นอยู่กับชนิดและปริมาณของสารที่ได้รับ

นอกจากนี้ การใช้ opioid ร่วมกับยากดประสาทบางชนิดก็เป็นประเด็นด้านความปลอดภัยที่สำคัญ เนื่องจากสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการกดระบบประสาทและการหายใจ

หากใช้ยานอนหลับ ยาคลายกังวล แอลกอฮอล์ opioid หรือสารอื่นร่วมกัน ควรแจ้งแพทย์ตามจริงเพื่อให้สามารถประเมินความเสี่ยงได้ครบถ้วน

ภาวะติดยากล่อมประสาทหรือยานอนหลับ เกิดจากอะไร?

ภาวะนี้ไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน

ปัจจัยทางสมองและชีวภาพ

ยากดประสาทหลายชนิดมีผลต่อระบบสารสื่อประสาทในสมอง เมื่อได้รับต่อเนื่อง สมองและร่างกายสามารถเกิดการปรับตัวต่อยา

การปรับตัวดังกล่าวมีส่วนเกี่ยวข้องกับ Tolerance และ Withdrawal ในยาบางประเภท

ปัจจัยทางจิตใจ

หลายคนเริ่มใช้ยาเพราะมีเหตุผลที่เข้าใจได้ เช่น นอนไม่หลับ วิตกกังวล เครียด หรือเผชิญปัญหาชีวิต

หากยากลายเป็นวิธีหลักเพียงวิธีเดียวในการรับมือกับอารมณ์หรือการนอน ผู้ป่วยอาจเริ่มรู้สึกว่าตนเองไม่สามารถจัดการชีวิตได้หากไม่มียา

ปัจจัยด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม

ความเครียดจากงาน ปัญหาความสัมพันธ์ การเข้าถึงยา การใช้ยาของคนรอบตัว และการมีปัญหาการใช้สารชนิดอื่นสามารถมีส่วนต่อรูปแบบการใช้ยาได้

ดังนั้น การรักษาจึงไม่ควรดูเฉพาะจำนวนยาที่รับประทาน แต่ควรเข้าใจเหตุผลและบริบทที่ทำให้ผู้ป่วยต้องพึ่งยาเพิ่มขึ้นด้วย

ภาวะติดยากล่อมประสาทหรือยานอนหลับ รักษาอย่างไร?

แผนการรักษาต้องปรับให้เหมาะกับแต่ละคน โดยพิจารณาชนิดยา ขนาด ระยะเวลาที่ใช้ รูปแบบการใช้ ความเสี่ยงจากอาการถอน และโรคทางจิตเวชที่เกิดร่วม

ประเมินยาที่ใช้อยู่ทั้งหมด

แพทย์อาจสอบถามชื่อยา ขนาดยา ความถี่ ระยะเวลาที่ใช้ ผู้สั่งยา และเคยเพิ่มหรือลดยาอย่างไร

หากจำชื่อยาไม่ได้ สามารถนำซองยา กล่องยา รูปถ่ายฉลากยา หรือรายการยาที่ใช้อยู่มาให้แพทย์ดูได้

ควรแจ้งการดื่มแอลกอฮอล์ การใช้ opioid และสารอื่นร่วมด้วยตามจริง เพราะมีผลต่อความปลอดภัยของแผนการรักษา

วางแผนลดหรือหยุดยาอย่างเหมาะสม

หากแพทย์ประเมินว่าควรลดหรือหยุดยาที่มีความเสี่ยงต่อ withdrawal อาจวางแผนลดขนาดอย่างเป็นขั้นตอนแทนการหยุดทันที

แผนการลดต้องปรับตามอาการของแต่ละคน จึงไม่มีสูตรเดียวที่เหมาะกับทุกคน

รักษาปัญหาที่ทำให้เริ่มใช้ยา

หากผู้ป่วยเริ่มใช้ยาเพราะนอนไม่หลับ วิตกกังวล โรคแพนิค ซึมเศร้า หรือปัญหาสุขภาพจิตอื่น ควรประเมินและรักษาปัญหาเหล่านี้ควบคู่กัน

มิฉะนั้น เมื่อเอายาที่เคยใช้รับมือกับอาการออกไป แต่ปัญหาต้นเหตุยังคงอยู่ ผู้ป่วยอาจกลับไปใช้ยาอีก

จิตบำบัดและการปรับพฤติกรรม

การรักษาทางจิตใจสามารถช่วยจัดการความวิตกกังวล ความเครียด และพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการพึ่งยา

สำหรับผู้ที่มีปัญหานอนไม่หลับ การรักษาอาจรวมถึงการประเมินพฤติกรรมการนอนและการใช้แนวทางทางจิตวิทยาที่เหมาะสมกับสาเหตุของอาการ

เป้าหมายคือช่วยให้ผู้ป่วยมีวิธีรับมือกับความเครียด ความวิตกกังวล และการนอนที่ไม่ได้พึ่งยากดประสาทเพียงวิธีเดียว

ถ้าลดแล้วกลับไปใช้ยาเพิ่มอีก แปลว่ารักษาไม่ได้หรือไม่?

ไม่จำเป็น

หากระหว่างการลดผู้ป่วยกลับไปใช้ยาเพิ่ม ควรประเมินว่าเกิดจากอะไร

อาจเป็นเพราะลดเร็วเกินไป มีอาการถอน นอนไม่หลับรุนแรง ความวิตกกังวลกลับมา มีเหตุการณ์เครียด หรือปัญหาที่ทำให้เริ่มใช้ยายังไม่ได้รับการรักษาอย่างเพียงพอ

ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาปรับแผนการรักษาได้

ไม่ควรสรุปว่าผู้ป่วย “ไม่มีวินัย” หรือ “เลิกไม่ได้” เพียงเพราะแผนการลดครั้งหนึ่งไม่สำเร็จ

ครอบครัวควรช่วยอย่างไร?

หากคนในครอบครัวใช้ยานอนหลับหรือยาคลายกังวลมากขึ้น การตำหนิหรือยึดยาไปทิ้งทันทีอาจไม่ใช่วิธีที่ปลอดภัย โดยเฉพาะหากผู้ป่วยใช้ยาที่สามารถเกิด withdrawal หลังหยุดกะทันหัน

ครอบครัวอาจเริ่มจากสิ่งที่สังเกตเห็น เช่น

“ช่วงหลังเราเห็นว่าคุณต้องเพิ่มยาบ่อยขึ้น เลยเป็นห่วง”

“ถ้าอยากลด เราอยากให้คุยกับหมอก่อน จะได้ลดอย่างปลอดภัย”

หากผู้ป่วยได้รับยาจากแพทย์ ไม่ควรกล่าวหาว่า “ติดยา” เพียงเพราะต้องใช้ยาต่อเนื่อง แต่สามารถชวนให้แพทย์ช่วยประเมินว่าปัจจุบันยายังจำเป็นหรือไม่ และควรวางแผนต่ออย่างไร

เมื่อไหร่ควรไปโรงพยาบาลทันที?

ควรได้รับการประเมินฉุกเฉินหากมีอาการ เช่น

  • หมดสติหรือปลุกไม่ตื่น
  • หายใจผิดปกติ
  • ระดับความรู้สึกตัวลดลงมาก
  • ชัก
  • สับสนรุนแรง
  • ประสาทหลอนหรือพฤติกรรมผิดปกติรุนแรง
  • ล้ม หรือได้รับอุบัติเหตุหลังใช้ยา
  • ใช้ยาในปริมาณมากเกินกว่าที่ควร
  • ใช้ยากดประสาทร่วมกับแอลกอฮอล์หรือสารอื่นแล้วมีอาการผิดปกติ
  • มีความคิดหรือพฤติกรรมทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น

หากสงสัยว่าได้รับยาเกินขนาด ไม่ควรรอให้อาการหายเอง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาวะติดยากล่อมประสาทหรือยานอนหลับ (FAQ)

กินยานอนหลับทุกคืน แปลว่าติดยาไหม?

ไม่จำเป็น ต้องดูว่ายาชนิดใด ใช้ด้วยเหตุผลอะไร ใช้ตามแผนการรักษาหรือไม่ และมีรูปแบบการสูญเสียการควบคุมหรือผลกระทบอื่นหรือไม่

กินยาคลายกังวลมานาน หยุดเองได้ไหม?

ไม่ควรตัดสินใจหยุดเอง โดยเฉพาะหากเป็น benzodiazepine หรือยากดประสาทที่ใช้ต่อเนื่อง เพราะการหยุดกะทันหันอาจทำให้เกิด withdrawal และในบางกรณีอาจเกิดอาการชัก ควรปรึกษาแพทย์ก่อนปรับยา

ต้องเพิ่มยานอนหลับ แปลว่าติดยาแล้วหรือไม่?

ไม่สามารถสรุปจากการเพิ่มขนาดยาเพียงอย่างเดียว ต้องประเมินทั้ง Tolerance สาเหตุของการนอนไม่หลับ รูปแบบการใช้ และอาการอื่นร่วมกัน หากรู้สึกว่ายาเดิมไม่ได้ผล ไม่ควรเพิ่มยาเอง

เลิกยานอนหลับแล้วนอนไม่หลับกว่าเดิม เกิดจากอะไร?

อาจเกี่ยวข้องกับ withdrawal หรือ rebound insomnia ซึ่งหมายถึงอาการนอนไม่หลับที่กลับมาหรือมากขึ้นหลังลดหรือหยุดยาบางชนิด รวมถึงอาจเกิดจากโรคหรือปัญหาการนอนเดิมที่ยังไม่ได้รับการรักษา

ใช้ยานอนหลับกับแอลกอฮอล์ได้ไหม?

การใช้แอลกอฮอล์ร่วมกับยากดประสาทบางชนิดสามารถเพิ่มฤทธิ์กดระบบประสาทและเพิ่มความเสี่ยงต่ออันตราย จึงควรแจ้งแพทย์เกี่ยวกับการดื่มแอลกอฮอล์และยาทั้งหมดที่ใช้อยู่

อยากเลิกยานอนหลับ ต้องเลิกให้ได้ก่อนมาพบจิตแพทย์ไหม?

ไม่จำเป็น และในยาบางประเภทไม่ควรพยายามหยุดกะทันหันด้วยตนเอง

สามารถนำยาที่ใช้อยู่มาปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินว่ามีการพึ่งพาหรือ Use Disorder หรือไม่ จำเป็นต้องใช้ยาต่อหรือไม่ และหากควรลด ควรลดอย่างไรจึงจะปลอดภัย

ปรึกษาปัญหาการใช้และภาวะติดยากล่อมประสาทหรือยานอนหลับ ที่ Piti Clinic

หากคุณหรือคนใกล้ตัวใช้ยานอนหลับ ยาคลายกังวล หรือยากดประสาทต่อเนื่อง และเริ่มกังวลว่าต้องใช้มากขึ้น หยุดไม่ได้ พยายามลดแล้วมีอาการ หรือไม่แน่ใจว่าตนเองกำลังเกิดการพึ่งพายาหรือไม่ สามารถเข้ามารับการประเมินได้

ไม่จำเป็นต้องหยุดยาก่อนมาพบแพทย์ และไม่ควรหยุดยากลุ่ม benzodiazepines หรือยากดประสาทบางชนิดอย่างกะทันหันเพื่อทดลองว่าตนเอง “ติดหรือไม่”

ที่ Piti Clinic จิตแพทย์และทีมสุขภาพจิตสามารถช่วยประเมินชนิดและรูปแบบการใช้ยา ความเสี่ยงจากอาการถอน ปัญหาการนอน ความวิตกกังวล โรคทางจิตเวชที่เกิดร่วม และวางแผนการรักษาหรือการลดอย่างเหมาะสมกับแต่ละคน

สำหรับครอบครัวที่เป็นห่วงคนใกล้ตัว แต่ไม่แน่ใจว่าควรพูดอย่างไรหรือควรช่วยเรื่องการใช้ยาแบบไหน สามารถเข้ามาปรึกษาเพื่อทำความเข้าใจปัญหาและวางแนวทางช่วยเหลือได้เช่นกัน

โทร 090 230 6000นัดผ่าน LINE