ข้ามไปเนื้อหา
โทร 090 230 6000LINE @piticlinic

ปัญหาการควบคุมอารมณ์และพฤติกรรม (Emotional and Behavioral Regulation Problems) อาการ สาเหตุ และการดูแลรักษา

เนื้อหาโดยทีมแพทย์ปีติ คลินิก · ตรวจทานโดย นพ. พิชญุตม์ เกษมภักดีพงษ์ (จิตแพทย์) · 13 กันยายน 2569

“รู้ว่าไม่ควรพูดแบบนั้น แต่ตอนโกรธหยุดตัวเองไม่ได้” “เรื่องเล็ก ๆ ทำไมถึงทำให้เราอารมณ์ขึ้นแรงขนาดนี้” หรือ “พออารมณ์มาแล้วเหมือนสมองคิดอะไรไม่ออก จนทำบางอย่างที่ต้องมาเสียใจทีหลัง”

ทุกคนมีวันที่อารมณ์ไม่ดี หงุดหงิด หรือควบคุมตัวเองได้ยากเป็นครั้งคราว โดยเฉพาะเมื่อเครียด เหนื่อย นอนไม่พอ หรือกำลังเผชิญปัญหาชีวิต

แต่หากอารมณ์เกิดขึ้นรุนแรงหรือบ่อย ควบคุมและกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ยาก จนนำไปสู่พฤติกรรมที่กระทบความสัมพันธ์ การเรียน การทำงาน หรือคุณภาพชีวิต อาจเรียกปัญหาในภาพรวมว่า ปัญหาการควบคุมอารมณ์และพฤติกรรม (Emotional and Behavioral Regulation Problems)

คำนี้ไม่ได้หมายถึงโรคทางจิตเวชโรคใดโรคหนึ่งโดยเฉพาะ สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การรีบติดป้ายว่า “เราเป็นโรคอะไร” แต่เป็นการค้นหาว่าอารมณ์และพฤติกรรมที่เกิดขึ้นมีรูปแบบอย่างไร อะไรเป็นตัวกระตุ้น และมีภาวะใดอยู่เบื้องหลังหรือไม่

ปัญหาการควบคุมอารมณ์และพฤติกรรม คืออะไร?

Emotional Regulation หรือการกำกับและจัดการอารมณ์ คือความสามารถในการรับรู้อารมณ์ เข้าใจสิ่งที่กำลังรู้สึก และเลือกวิธีตอบสนองต่ออารมณ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์

การควบคุมอารมณ์ที่ดีไม่ได้หมายความว่าเราต้อง “ไม่โกรธ ไม่เศร้า และไม่กังวล”

เป้าหมายไม่ใช่การกำจัดอารมณ์ แต่เป็นการสามารถมีอารมณ์เหล่านั้นโดยไม่ปล่อยให้อารมณ์ควบคุมทุกการตัดสินใจของเรา

ตัวอย่างเช่น คนหนึ่งอาจโกรธมากจากความขัดแย้ง แต่สามารถหยุดการสนทนาชั่วคราว รอให้อารมณ์ลดลง แล้วกลับมาพูดคุยได้

ขณะที่อีกคนอาจรู้สึกโกรธแล้วอารมณ์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตะโกน พูดสิ่งที่ไม่ได้ตั้งใจ ทำลายของ หรือทำพฤติกรรมบางอย่างทันที ก่อนจะมารู้สึกผิดภายหลัง

เมื่อความยากในการจัดการอารมณ์เกิดขึ้นซ้ำ ๆ และนำไปสู่พฤติกรรมที่สร้างปัญหา จึงควรค้นหาสาเหตุและแนวทางช่วยเหลืออย่างเหมาะสม

อาการของปัญหาการควบคุมอารมณ์และพฤติกรรม มีอะไรบ้าง?

อาการสามารถแตกต่างกันมากในแต่ละคน และไม่จำเป็นต้องมีครบทุกลักษณะ

อาการด้านอารมณ์

บางคนอาจรู้สึกว่าอารมณ์เปลี่ยนแปลงรวดเร็วหรือมีความรุนแรงมากกว่าสถานการณ์

อาจหงุดหงิดง่าย โกรธง่าย รู้สึกท่วมท้นกับความเศร้า ความกังวล หรือความผิดหวัง และใช้เวลานานกว่าจะกลับมาสงบได้

เรื่องที่คนอื่นมองว่าเล็กน้อยอาจกระตุ้นอารมณ์อย่างรุนแรง เช่น ถูกวิจารณ์ ถูกปฏิเสธ แผนเปลี่ยนกะทันหัน หรือรู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่เข้าใจ

บางคนไม่ได้แสดงอารมณ์ออกมามาก แต่กลับเก็บทุกอย่างไว้ภายในจนรู้สึกเหนื่อย ชา หรือระเบิดออกมาเมื่อความเครียดสะสมมากเกินไป

อาการด้านความคิด

เมื่ออารมณ์รุนแรง ความสามารถในการคิดอย่างรอบด้านอาจลดลงชั่วคราว

บางคนคิดแบบสุดขั้ว เช่น

“ถ้าเขาทำแบบนี้ แปลว่าเขาไม่เห็นคุณค่าเราเลย”

“เราทำพลาดเรื่องเดียว แปลว่าเราทำอะไรไม่ได้สักอย่าง”

“ต้องจัดการเรื่องนี้ตอนนี้ ไม่อย่างนั้นทนไม่ได้”

หลังจากอารมณ์ลดลง อาจมองสถานการณ์ต่างออกไปและสงสัยว่าทำไมตอนนั้นจึงคิดหรือทำเช่นนั้น

อาการด้านพฤติกรรม

เมื่ออารมณ์เพิ่มขึ้น อาจเกิดพฤติกรรมตอบสนองอย่างรวดเร็ว เช่น พูดแรง ตะโกน ทะเลาะ ส่งข้อความทันที ตัดสินใจโดยไม่ได้คิดรอบด้าน หรือออกจากสถานการณ์อย่างกะทันหัน

บางคนอาจหลีกเลี่ยงปัญหา ตัดการติดต่อ หรือใช้พฤติกรรมบางอย่างเพื่อทำให้อารมณ์ลดลงอย่างรวดเร็ว

ในบางรายอาจมีพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อตนเองหรือผู้อื่น ซึ่งต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับแรก

ผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน

ปัญหาอาจทำให้เกิดความขัดแย้งกับคู่รัก ครอบครัว เพื่อน หรือเพื่อนร่วมงานซ้ำ ๆ

บางคนอาจพบว่าตนเองมีรูปแบบเดิมเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เมื่อมีเหตุการณ์บางอย่างมากระตุ้น อารมณ์จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนนำไปสู่การพูดหรือทำบางอย่างที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง หลังจากอารมณ์ลดลงจึงรู้สึกผิดและพยายามแก้ไข แต่เมื่อมีเหตุการณ์ใหม่มากระตุ้น รูปแบบเดิมก็อาจเกิดขึ้นอีก

หากเกิดขึ้นต่อเนื่อง ผู้ที่มีปัญหาอาจเริ่มรู้สึกผิดกับตัวเอง สูญเสียความมั่นใจ หรือรู้สึกว่า “ทำไมเราถึงควบคุมตัวเองไม่ได้”

การมีอาการบางอย่างเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นโรคทางจิตเวชเสมอไป

แบบไหนที่อาจเข้าข่ายมีปัญหาการควบคุมอารมณ์และพฤติกรรม?

คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงว่า “โกรธง่ายหรือไม่?” แต่ควรพิจารณาทั้งความถี่ ความรุนแรง ความสามารถในการกลับมาควบคุมตนเอง และผลกระทบที่เกิดขึ้น

ตัวอย่างเช่น

คนหนึ่งอาจหงุดหงิดและเผลอขึ้นเสียงหลังจากวันที่ทำงานหนัก แต่เมื่อรู้ตัวสามารถหยุด พัก และกลับมาพูดคุยกันได้ หลังจากพักผ่อนอารมณ์ก็กลับมาเป็นปกติ

ขณะที่อีกคนอาจมีอารมณ์รุนแรงหลายครั้งต่อสัปดาห์ เรื่องเล็กน้อยสามารถนำไปสู่การทะเลาะอย่างหนัก ใช้เวลานานกว่าจะสงบ และปัญหาเริ่มกระทบคู่รัก ครอบครัว หรือการทำงาน

อีกคนหนึ่งอาจไม่ได้โกรธ แต่เมื่อรู้สึกถูกปฏิเสธจะเศร้าหรือวิตกกังวลอย่างรุนแรงจนไม่สามารถทำกิจวัตรตามปกติได้

จึงไม่มีแบบทดสอบง่าย ๆ ว่า “อารมณ์แรงกี่ครั้งถึงเรียกว่าเป็นโรค”

หากอารมณ์และพฤติกรรมเกิดซ้ำ ควบคุมได้ยาก หรือสร้างความทุกข์และผลกระทบต่อชีวิต การปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาสามารถช่วยค้นหาว่าเกิดอะไรขึ้นและควรดูแลอย่างไร

ปัญหาการควบคุมอารมณ์และพฤติกรรม เกิดจากอะไร?

ความสามารถในการจัดการอารมณ์เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งชีวภาพ จิตใจ ประสบการณ์ และสภาพแวดล้อม

ปัจจัยทางชีวภาพ

ระบบสมองที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ การควบคุมพฤติกรรม การยับยั้งการตอบสนอง และการประเมินสถานการณ์มีส่วนในการกำกับอารมณ์

ความเหนื่อย ความเจ็บป่วย การนอนหลับไม่เพียงพอ รวมถึงแอลกอฮอล์ สารบางชนิด และยาบางประเภทสามารถส่งผลต่ออารมณ์หรือความสามารถในการควบคุมพฤติกรรมได้

ปัจจัยทางจิตใจ

วิธีที่เราแปลความหมายของเหตุการณ์มีผลต่ออารมณ์

ตัวอย่างเช่น การไม่ได้รับข้อความตอบกลับอาจถูกตีความว่า “เขาคงยุ่ง” หรืออาจถูกตีความว่า “เขาไม่สนใจเราแล้ว” ซึ่งนำไปสู่อารมณ์และพฤติกรรมที่แตกต่างกัน

ทักษะในการสังเกตอารมณ์ การทนต่อความรู้สึกไม่สบายใจ การสื่อสารความต้องการ และการแก้ปัญหาก็สามารถมีส่วนต่อวิธีตอบสนองต่อสถานการณ์

ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเหตุการณ์ในชีวิต

ความเครียดสะสม ปัญหาความสัมพันธ์ ความกดดันจากงาน ปัญหาการเงิน ความสูญเสีย หรือการเปลี่ยนแปลงในชีวิตสามารถทำให้ความสามารถในการรับมือกับอารมณ์ลดลงชั่วคราว

ประสบการณ์ในอดีตอาจมีผลต่อวิธีที่บุคคลเรียนรู้ที่จะเข้าใจและจัดการกับอารมณ์ แต่ไม่ควรสรุปว่าปัญหาทั้งหมดเกิดจาก “การเลี้ยงดู” หรือโทษครอบครัวโดยไม่มีการประเมินบริบทอย่างเหมาะสม

ปัญหาการควบคุมอารมณ์อาจเกี่ยวข้องกับโรคอะไรได้บ้าง?

นี่เป็นประเด็นสำคัญ เพราะ Emotional and Behavioral Regulation Problems ไม่ใช่ชื่อโรคเดียว

อาการลักษณะนี้สามารถพบร่วมกับภาวะหลายประเภท

ตัวอย่างเช่น ผู้ที่มี ADHD บางคนอาจมีความยากในการยับยั้งการตอบสนองและจัดการอารมณ์

ผู้ที่มี ภาวะซึมเศร้าหรือวิตกกังวล อาจหงุดหงิด ไวต่อความเครียด หรือรู้สึกท่วมท้นกับอารมณ์ได้

ใน Bipolar Disorder อารมณ์และพฤติกรรมสามารถเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนเป็นช่วง ๆ ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงของพลังงาน กิจกรรม และการนอน

ปัญหาการใช้แอลกอฮอล์หรือสารสามารถทำให้การยับยั้งพฤติกรรมและการควบคุมอารมณ์เปลี่ยนแปลงได้

นอกจากนี้ยังสามารถพบปัญหาการควบคุมอารมณ์ร่วมกับภาวะทางจิตเวชหรือปัญหาทางจิตใจอื่น ๆ ได้อีกหลายรูปแบบ

ดังนั้น หากรู้สึกว่า “อารมณ์ขึ้นลง” ไม่ควรรีบสรุปด้วยตนเองว่าเป็น Bipolar Disorder หรือโรคใดโรคหนึ่งจากอาการเพียงอย่างเดียว

ปัญหาการควบคุมอารมณ์และพฤติกรรม รักษาอย่างไร?

แนวทางการรักษาขึ้นอยู่กับว่าอะไรเป็นสาเหตุของปัญหา ความรุนแรง ผลกระทบต่อชีวิต ภาวะทางสุขภาพจิตที่เกิดร่วมกัน และบริบทของแต่ละคน

การประเมินและวินิจฉัย

จิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาอาจช่วยสำรวจว่าอารมณ์ชนิดใดเป็นปัญหา เกิดขึ้นเมื่อใด มีตัวกระตุ้นอะไร รุนแรงและนานเพียงใด และเกิดพฤติกรรมอะไรตามมา

อาจประเมินรูปแบบการนอน ความเครียด ความสัมพันธ์ การใช้แอลกอฮอล์หรือสาร รวมถึงประวัติอาการทางสุขภาพจิตอื่น

การดูรูปแบบตามเวลาเป็นเรื่องสำคัญ เช่น อารมณ์เปลี่ยนภายในไม่กี่นาทีเพื่อตอบสนองต่อเหตุการณ์ หรือเป็นการเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องหลายวันร่วมกับพลังงานและการนอนที่เปลี่ยนไป ข้อมูลเหล่านี้สามารถช่วยในการวินิจฉัยแยกโรคได้

จิตบำบัด

จิตบำบัดสามารถช่วยให้ผู้รับการรักษาเข้าใจอารมณ์และพฤติกรรมของตนเองได้มากขึ้น

อาจมีการฝึกสังเกตอารมณ์ตั้งแต่ระดับที่ยังไม่รุนแรง ระบุตัวกระตุ้น ตรวจสอบความคิดที่เกิดขึ้น ฝึกหยุดก่อนตอบสนอง และสร้างวิธีจัดการอารมณ์ที่ไม่สร้างผลเสีย

Cognitive Behavioral Therapy (CBT) อาจมีบทบาทในการทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างสถานการณ์ ความคิด อารมณ์ และพฤติกรรม

ในบางปัญหา อาจใช้แนวทางหรือทักษะจาก Dialectical Behavior Therapy (DBT) เช่น การมีสติอยู่กับปัจจุบัน การทนต่อความทุกข์ การกำกับอารมณ์ และทักษะด้านความสัมพันธ์ ตามความเหมาะสมของปัญหาและแผนการรักษา

เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่การทำให้ “ไม่มีอารมณ์” แต่ช่วยให้สามารถเลือกว่าจะตอบสนองต่ออารมณ์อย่างไรได้มากขึ้น

การรักษาด้วยยา

ไม่มี “ยาควบคุมอารมณ์” ชนิดเดียวที่เหมาะสำหรับทุกคนที่มี Emotional Regulation Problems

หากการประเมินพบโรคหรือภาวะทางจิตเวชที่มีข้อบ่งชี้ในการใช้ยา จิตแพทย์อาจพิจารณายาตามการวินิจฉัย อาการ สุขภาพ และความเสี่ยงของแต่ละคน

ตัวอย่างเช่น แนวทางการใช้ยาในภาวะซึมเศร้า ADHD หรือ Bipolar Disorder แตกต่างกัน การวินิจฉัยให้ถูกต้องก่อนเลือกยาจึงมีความสำคัญ

ไม่ควรนำยาของผู้อื่นมาใช้หรือปรับยาเองเพื่อพยายามควบคุมอารมณ์

การดูแลตนเองและการฝึกทักษะ

ขั้นแรกที่สามารถช่วยได้คือการเริ่มสังเกตว่า ก่อนที่อารมณ์จะรุนแรงขึ้นมักมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น เราอาจตีความหรือคิดเกี่ยวกับเหตุการณ์นั้นในแบบหนึ่ง จนนำไปสู่อารมณ์และแรงกระตุ้นบางอย่าง จากนั้นจึงตอบสนองออกมาเป็นพฤติกรรม และพฤติกรรมนั้นก็มีผลตามมา

การค่อย ๆ สังเกตองค์ประกอบเหล่านี้จะช่วยให้เห็นว่า จุดใดเป็นช่วงที่เราสามารถเริ่มเปลี่ยนวิธีตอบสนองได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้อารมณ์หายไปทั้งหมดก่อน

การฝึกหยุดก่อนตอบสนอง ออกจากสถานการณ์ชั่วคราวเมื่อปลอดภัย รอให้อารมณ์ลดลงก่อนตัดสินใจเรื่องสำคัญ และฝึกสื่อสารความต้องการอย่างชัดเจนสามารถเป็นทักษะที่นำมาใช้ได้

การนอนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม และหลีกเลี่ยงการใช้แอลกอฮอล์หรือสารเพื่อจัดการอารมณ์ก็เป็นส่วนสนับสนุนที่สำคัญ

อย่างไรก็ตาม หากปัญหาเกิดซ้ำและรุนแรง การดูแลตนเองเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ

ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ แปลว่าเป็นไบโพลาร์หรือไม่?

ไม่จำเป็น

นี่เป็นหนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อย เพราะคำว่า “อารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ” มักถูกนำไปเชื่อมโยงกับ Bipolar Disorder

การหงุดหงิดตอนเช้าแล้วอารมณ์ดีขึ้นตอนบ่าย หรือโกรธอย่างรุนแรงเมื่อทะเลาะกับคนรัก ไม่ได้หมายความว่าเป็นไบโพลาร์โดยอัตโนมัติ

Bipolar Disorder มีลักษณะของช่วงอารมณ์ผิดปกติ เช่น mania หรือ hypomania ซึ่งไม่ได้ดูเพียงว่าอารมณ์ดีหรืออารมณ์เสีย แต่ต้องพิจารณาการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ พลังงาน กิจกรรม ความต้องการนอน การพูด ความคิด ความมั่นใจ และพฤติกรรมอื่นร่วมกัน รวมถึงรูปแบบตามเวลา

ในทางกลับกัน ความยากในการควบคุมอารมณ์อาจสัมพันธ์กับความเครียด ADHD ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า ปัญหาความสัมพันธ์ การใช้สาร หรือภาวะอื่นได้

ดังนั้น หากรู้สึกว่าอารมณ์เปลี่ยนแปลงมาก การประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญจะให้ข้อมูลที่แม่นยำกว่าการวินิจฉัยตนเองจากคำว่า “Mood Swing”

ฝึกควบคุมอารมณ์อย่างไร เมื่อรู้สึกว่าอารมณ์กำลังจะระเบิด?

เมื่ออารมณ์สูงมาก เป้าหมายแรกอาจไม่ใช่การหาคำตอบว่า “ใครถูกใครผิด” แต่เป็นการลดโอกาสเกิดพฤติกรรมที่ทำให้สถานการณ์แย่ลง

หากสถานการณ์ปลอดภัย อาจหยุดการสนทนาชั่วคราวและบอกอีกฝ่ายว่าจะกลับมาคุยเมื่ออารมณ์ลดลง

พยายามสังเกตสัญญาณเตือนของตนเอง เช่น หัวใจเต้นเร็ว ตัวร้อน กำมือ เสียงดังขึ้น หรือเริ่มมีความคิดว่า “ต้องจัดการเดี๋ยวนี้”

เมื่อรู้สัญญาณได้เร็วขึ้น จะมีโอกาสเลือกพฤติกรรมก่อนอารมณ์ถึงจุดสูงสุดได้มากขึ้น

หลังจากอารมณ์ลดลงจึงค่อยกลับมาทบทวนว่าเกิดอะไรขึ้น เราตีความเหตุการณ์อย่างไร ต้องการอะไร และสามารถสื่อสารหรือแก้ปัญหาในรูปแบบอื่นได้หรือไม่

แต่หากอารมณ์นำไปสู่การทำร้ายตัวเอง ทำร้ายผู้อื่น หรือพฤติกรรมที่เป็นอันตราย การฝึกด้วยตนเองไม่ควรเป็นแนวทางเดียว ควรได้รับการประเมินและวางแผนด้านความปลอดภัยร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปัญหาการควบคุมอารมณ์และพฤติกรรม (FAQ)

ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ถือว่าเป็นโรคทางจิตเวชหรือไม่?

ไม่เสมอไป Emotional and Behavioral Regulation Problems เป็นคำอธิบายปัญหา ไม่ใช่การวินิจฉัยโรคเดียว ผู้เชี่ยวชาญต้องประเมินรูปแบบอาการ ผลกระทบ และสาเหตุที่อาจอยู่เบื้องหลัง

อารมณ์ขึ้นลงบ่อยคือไบโพลาร์หรือไม่?

ไม่จำเป็น Bipolar Disorder มีเกณฑ์และรูปแบบอาการเฉพาะ การเปลี่ยนอารมณ์ตามเหตุการณ์ภายในวันเพียงอย่างเดียวไม่สามารถใช้วินิจฉัยไบโพลาร์ได้

คนอารมณ์ร้อนเปลี่ยนตัวเองได้ไหม?

การจัดการอารมณ์เป็นทักษะที่สามารถพัฒนาได้ แต่ควรค้นหาด้วยว่ามีภาวะทางสุขภาพจิตหรือปัจจัยอื่นอยู่เบื้องหลังหรือไม่ การบำบัดและการฝึกทักษะสามารถช่วยให้หลายคนตอบสนองต่ออารมณ์ได้ดีขึ้น

ต้องกินยาเพื่อควบคุมอารมณ์หรือไม่?

ไม่ใช่ทุกคนจำเป็นต้องใช้ยา การใช้ยาขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยและอาการของแต่ละคน หากมีโรคทางจิตเวชที่มีข้อบ่งชี้ จิตแพทย์จึงพิจารณายาที่เหมาะสม

คนในครอบครัวควรช่วยอย่างไร?

ควรรับฟังโดยไม่ตีตราว่าอีกฝ่าย “นิสัยเสีย” แต่ขณะเดียวกันไม่จำเป็นต้องยอมรับพฤติกรรมที่ทำร้ายหรือคุกคามผู้อื่น สามารถแสดงความเข้าใจต่ออารมณ์พร้อมกับกำหนดขอบเขตด้านพฤติกรรมและความปลอดภัยได้

เมื่อไหร่ควรพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา?

เมื่ออารมณ์รุนแรงหรือเกิดบ่อย ควบคุมได้ยาก ทำให้ทะเลาะกับคนใกล้ตัวซ้ำ ๆ กระทบการเรียน การทำงาน หรือคุณภาพชีวิต หรือพยายามแก้ด้วยตนเองแล้วปัญหายังคงเกิดขึ้น การเข้ารับการประเมินสามารถช่วยค้นหาสาเหตุและวางแนวทางดูแลได้

เมื่อไหร่ควรขอความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน?

หากมีอารมณ์หรือแรงกระตุ้นรุนแรงจนรู้สึกว่าอาจ ทำร้ายตัวเอง ทำร้ายผู้อื่น หรือไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ให้ปลอดภัยได้ ควรขอความช่วยเหลือฉุกเฉินทันที

หากมีอาการร่วม เช่น แทบไม่ได้นอนหลายคืนแต่มีพลังงานสูงผิดปกติ พูดหรือคิดเร็วมาก มีพฤติกรรมเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน หูแว่ว หลงผิด หรือสับสน ควรได้รับการประเมินโดยแพทย์โดยเร็ว

ความปลอดภัยของผู้ป่วยและคนรอบข้างควรมาก่อนการพยายามแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง

ปรึกษาปัญหาการควบคุมอารมณ์และพฤติกรรม ที่ Piti Clinic

หากคุณรู้สึกว่าอารมณ์เกิดขึ้นรุนแรง ควบคุมได้ยาก หรือเมื่ออารมณ์มาแล้วมักทำหรือพูดบางอย่างที่ต้องมาเสียใจภายหลัง รวมถึงหากปัญหากำลังกระทบความสัมพันธ์ ครอบครัว การเรียน หรือการทำงาน คุณไม่จำเป็นต้องรอให้ปัญหารุนแรงก่อนจึงค่อยขอความช่วยเหลือ

ที่ Piti Clinic ทีมจิตแพทย์ นักจิตวิทยา และบุคลากรด้านสุขภาพจิต พร้อมรับฟังโดยไม่ตัดสิน ประเมินว่าปัญหาเกี่ยวข้องกับความเครียด รูปแบบการจัดการอารมณ์ หรือภาวะทางสุขภาพจิตอื่นหรือไม่ และวางแนวทางการดูแลที่เหมาะสมกับแต่ละคน

การดูแลอาจประกอบด้วยการประเมินโดยจิตแพทย์ การประเมินทางจิตวิทยาตามความเหมาะสม จิตบำบัด การฝึกทักษะในการกำกับอารมณ์และพฤติกรรม การดูแลปัญหาความสัมพันธ์ รวมถึงการรักษาด้วยยาหากมีข้อบ่งชี้จากภาวะทางจิตเวชที่ตรวจพบ

โทร 090 230 6000นัดผ่าน LINE