ข้ามไปเนื้อหา
โทร 090 230 6000LINE @piticlinic

ความเครียดจากการทำงาน (Work-Related Stress) อาการ สาเหตุ และวิธีรับมือ

เนื้อหาโดยทีมแพทย์ปีติ คลินิก · ตรวจทานโดย นพ. พิชญุตม์ เกษมภักดีพงษ์ (จิตแพทย์) · 13 กันยายน 2569

“แค่คิดว่าพรุ่งนี้ต้องไปทำงานก็เครียดแล้ว”

“เลิกงานแล้ว แต่สมองยังคิดเรื่องงานตลอด”

“วันหยุดก็พักไม่ได้ เพราะกังวลว่างานจะมีปัญหา”

“เมื่อก่อนรับมือได้ แต่ช่วงนี้งานนิดเดียวก็รู้สึกหงุดหงิดและเหนื่อยมาก”

“อยากลาออกทุกวัน แต่ก็ยังลาออกไม่ได้”

ความเครียดจากการทำงาน (Work-Related Stress) สามารถเกิดขึ้นได้เมื่อความต้องการหรือแรงกดดันจากงานเริ่มมากเกินกว่าทรัพยากรที่เรามีในการรับมือ ไม่ว่าจะเป็นเวลา พลังงาน ความสามารถในการควบคุมงาน การสนับสนุนจากคนรอบตัว หรือสภาพร่างกายและจิตใจในช่วงนั้น

ความเครียดจากงานไม่ได้หมายความว่าเราอ่อนแอหรือไม่เก่งพอ และไม่ใช่ทุกครั้งที่เครียดจากงานจะหมายถึงการเป็นโรคทางจิตเวช

แต่หากความเครียดเกิดขึ้นต่อเนื่องจนเริ่มกระทบการนอน อารมณ์ ความสัมพันธ์ สุขภาพ หรือทำให้การใช้ชีวิตนอกเวลางานหายไปเรื่อย ๆ ก็เป็นสัญญาณว่าควรเริ่มให้ความสำคัญกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น

Work-Related Stress คือความเครียดที่เกี่ยวข้องกับงานหรือสภาพแวดล้อมในการทำงาน

ความเครียดในระดับหนึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ตามปกติ เช่น ก่อนนำเสนองานสำคัญ ช่วงใกล้ Deadline หรือเมื่อได้รับหน้าที่ใหม่

ความเครียดระยะสั้นบางครั้งช่วยให้เราตื่นตัวและมีสมาธิกับสิ่งที่ต้องทำ

แต่เมื่อความกดดันสูงเกินไป เกิดขึ้นต่อเนื่อง หรือรู้สึกว่าไม่มีโอกาสฟื้นตัว ความเครียดสามารถเริ่มส่งผลเสียต่อร่างกาย ความคิด อารมณ์ และพฤติกรรมได้

สิ่งสำคัญคือ ความเครียดไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “งานหนักแค่ไหน” เพียงอย่างเดียว

คนสองคนที่ทำงานคล้ายกันอาจได้รับผลกระทบไม่เท่ากัน เพราะแต่ละคนมีภาระชีวิต สุขภาพ ความสัมพันธ์ การสนับสนุน และทรัพยากรในการรับมือแตกต่างกัน

อาการเครียดจากงาน มีอะไรบ้าง?

ความเครียดจากการทำงานสามารถแสดงออกได้หลายด้าน และแต่ละคนอาจมีอาการไม่เหมือนกัน

อาการทางอารมณ์

อาจรู้สึก

  • เครียดหรือกังวลตลอดเวลา
  • หงุดหงิดง่ายขึ้น
  • ใจร้อน
  • ท้อแท้
  • หมดกำลังใจ
  • รู้สึกผิดที่ทำงานไม่ทัน
  • รู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งพอ
  • กลัวการทำผิดพลาด
  • รู้สึกเหนื่อยกับการต้องเจอคนในที่ทำงาน

บางคนพบว่าอารมณ์จากงานติดกลับมาถึงบ้าน ทำให้หงุดหงิดกับคู่รัก ลูก หรือครอบครัวมากขึ้น

อาการทางความคิด

อาจพบว่า

  • คิดเรื่องงานตลอด
  • หยุดคิดเรื่องงานหลังเลิกงานไม่ได้
  • คิดวนเรื่องความผิดพลาด
  • กังวลกับเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิด
  • สมาธิลดลง
  • ตัดสินใจยาก
  • ลืมง่าย
  • รู้สึกว่างานทุกอย่างเร่งด่วนไปหมด
  • กลัวเปิดข้อความหรืออีเมลงาน

บางคนตื่นขึ้นมากลางดึกแล้วเริ่มคิดถึงรายการงานของวันรุ่งขึ้นทันที

อาการทางร่างกาย

ความเครียดสามารถส่งผลต่อร่างกายได้ เช่น

  • ปวดศีรษะ
  • ปวดตึงคอ บ่า ไหล่
  • ใจเต้นเร็ว
  • แน่นหน้าอก
  • เหนื่อยง่าย
  • ปัญหาระบบทางเดินอาหาร
  • นอนไม่หลับ
  • หลับไม่สนิท
  • ตื่นกลางดึก
  • รู้สึกอ่อนเพลียแม้นอนแล้ว

อาการทางร่างกายเหล่านี้สามารถมีสาเหตุอื่นได้เช่นกัน หากมีอาการผิดปกติ โดยเฉพาะอาการรุนแรงหรือเกิดขึ้นใหม่ ควรได้รับการประเมินทางการแพทย์ ไม่ควรสรุปเองว่าเกิดจากความเครียดทั้งหมด

การเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรม

บางคนอาจ

  • ผัดวันประกันพรุ่งมากขึ้น
  • หลีกเลี่ยงงานบางอย่าง
  • ทำงานจนดึกเป็นประจำ
  • เช็กข้อความงานตลอดเวลา
  • ไม่สามารถหยุดทำงานในวันหยุด
  • ขาดงานหรือลางานบ่อยขึ้น
  • แยกตัวจากเพื่อนร่วมงาน
  • ไม่อยากพูดกับคนในครอบครัว
  • ดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้น
  • ใช้ยานอนหลับหรือสารอื่นเพื่อให้หลับหรือผ่อนคลาย

พฤติกรรมบางอย่างอาจช่วยให้รู้สึกดีขึ้นชั่วคราว แต่หากกลายเป็นวิธีหลักในการรับมือกับความเครียด อาจสร้างปัญหาเพิ่มเติมในระยะยาว

แบบไหนที่อาจเรียกว่าเครียดจากงานมากเกินไป?

ไม่สามารถตัดสินจากจำนวนชั่วโมงทำงานเพียงอย่างเดียว

ควรพิจารณาว่าความเครียดเกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน ต่อเนื่องนานเพียงใด และส่งผลต่อชีวิตมากแค่ไหน

สัญญาณที่ควรให้ความสนใจ เช่น

ตื่นมาแล้วไม่อยากไปทำงานแทบทุกวัน

คิดเรื่องงานตั้งแต่ตื่นจนเข้านอน

วันหยุดก็ยังรู้สึกกังวลและไม่สามารถพักได้

นอนไม่หลับเพราะคิดเรื่องงาน

เริ่มทำงานผิดพลาดเพราะสมาธิลดลง

หงุดหงิดกับคนรอบตัวมากขึ้น

รู้สึกว่าต้องฝืนตัวเองอย่างมากเพื่อผ่านแต่ละวัน

หรือเริ่มใช้แอลกอฮอล์ ยานอนหลับ หรือสารอื่นเพื่อรับมือกับความเครียด

หากอาการเริ่มรบกวนการทำงาน ความสัมพันธ์ การนอน หรือชีวิตประจำวัน ควรพิจารณาขอความช่วยเหลือ

ความเครียดจากการทำงาน เกิดจากอะไร?

Work-Related Stress มักไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว

บางครั้งงานอาจหนักจริง แต่บางครั้งปัญหาอยู่ที่วิธีจัดการงาน วัฒนธรรมองค์กร ความสัมพันธ์ในที่ทำงาน หรือภาระชีวิตด้านอื่นที่เกิดขึ้นพร้อมกัน

ปริมาณงานมากเกินไป

งานที่มากเกินเวลาและทรัพยากรที่มี สามารถทำให้รู้สึกว่าต่อให้พยายามแค่ไหนก็ไม่มีวันทำเสร็จ

หากสถานการณ์เกิดขึ้นต่อเนื่อง ความรู้สึกควบคุมชีวิตอาจลดลง

Deadline และแรงกดดันต่อเนื่อง

ช่วงงานเร่งด่วนสามารถเกิดขึ้นได้ แต่หากทุกงานกลายเป็นงานด่วนตลอดเวลา ร่างกายและจิตใจอาจไม่มีช่วงฟื้นตัว

บทบาทและความคาดหวังไม่ชัดเจน

บางคนไม่แน่ใจว่าตนเองรับผิดชอบอะไร หรือได้รับคำสั่งที่ขัดแย้งกันจากหลายฝ่าย

เมื่อไม่รู้ว่า “ทำแบบไหนถึงจะถูก” ความเครียดสามารถเพิ่มขึ้นแม้งานไม่ได้มีปริมาณมาก

ควบคุมงานของตัวเองได้น้อย

การไม่มีอิสระในการตัดสินใจ ไม่มีส่วนร่วมกับสิ่งที่ส่งผลต่อการทำงาน หรือไม่สามารถจัดลำดับงานได้เอง อาจทำให้เกิดความรู้สึกไร้อำนาจ

ความสัมพันธ์ในที่ทำงาน

ความขัดแย้งกับหัวหน้า เพื่อนร่วมงาน หรือลูกค้า สามารถทำให้ที่ทำงานกลายเป็นแหล่งความเครียด

โดยเฉพาะเมื่อรู้สึกว่าตนเองต้องระวังคำพูดตลอดเวลา หรือไม่สามารถพูดถึงปัญหาได้อย่างปลอดภัย

การถูกกลั่นแกล้งหรือคุกคามในที่ทำงาน

การถูกดูถูก ประจาน กีดกัน ข่มขู่ คุกคาม หรือปฏิบัติอย่างไม่เหมาะสม ไม่ควรถูกทำให้เป็นเรื่องปกติด้วยคำว่า “ทุกที่ก็เป็นแบบนี้”

หากสถานการณ์เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย การคุกคาม หรือการละเมิดสิทธิ อาจจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากช่องทางที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม ไม่ใช่พยายามปรับวิธีคิดของตัวเองเพียงอย่างเดียว

ความไม่มั่นคงในการทำงาน

ความกลัวตกงาน การปรับโครงสร้างองค์กร รายได้ไม่แน่นอน หรือการเปลี่ยนแปลงบทบาท สามารถทำให้เกิดความเครียดต่อเนื่องได้

Work-Life Boundaries ไม่ชัดเจน

เมื่อโทรศัพท์และระบบออนไลน์ทำให้สามารถติดต่อเรื่องงานได้ตลอดเวลา เส้นแบ่งระหว่างเวลางานกับเวลาส่วนตัวอาจค่อย ๆ หายไป

บางคนเลิกงานแล้วแต่ยังรู้สึกเหมือน “ยังอยู่ที่ทำงาน” เพราะต้องเช็กข้อความและเตรียมพร้อมตอบตลอดเวลา

ปัญหาชีวิตด้านอื่นเกิดขึ้นพร้อมกัน

บางครั้งสิ่งที่ทำให้รับมือกับงานไม่ไหวไม่ได้มาจากงานเพียงอย่างเดียว

อาจกำลังมีปัญหาความสัมพันธ์ ดูแลพ่อแม่ มีปัญหาการเงิน เจ็บป่วย หรือนอนไม่พออยู่แล้ว

เมื่อภาระหลายด้านเกิดขึ้นพร้อมกัน งานที่เคยรับมือได้อาจเริ่มรู้สึกหนักมากขึ้น

เครียดจากงาน กับ Burnout เหมือนกันไหม?

ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว

Burnout หรือภาวะหมดไฟจากการทำงาน เป็นแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับความเครียดเรื้อรังจากการทำงานที่ไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม

ลักษณะที่มักกล่าวถึงประกอบด้วยความรู้สึกหมดพลังหรือเหนื่อยล้า มีระยะห่างทางใจกับงานมากขึ้น รู้สึกด้านลบหรือเบื่อหน่ายกับงาน และรู้สึกว่าประสิทธิภาพในการทำงานลดลง

ความเครียดจากงานสามารถเกิดขึ้นได้โดยยังไม่ถึงระดับ Burnout

และ Burnout ก็ไม่ควรถูกใช้แทนการวินิจฉัยโรคซึมเศร้าหรือโรคทางจิตเวชอื่นโดยอัตโนมัติ

หากรู้สึกหมดแรง ไม่สนใจสิ่งที่เคยชอบ นอนไม่หลับ รู้สึกไร้ค่า หรืออาการไม่ได้เกิดเฉพาะเวลาทำงาน ควรประเมินว่ามีโรคซึมเศร้าหรือปัญหาสุขภาพจิตอื่นร่วมด้วยหรือไม่

เครียดจากงานจนไม่อยากไปทำงาน เป็นโรคซึมเศร้าหรือไม่?

ไม่สามารถสรุปจากอาการนี้เพียงอย่างเดียว

การไม่อยากไปทำงานอาจเกิดจากงานที่กดดัน ความขัดแย้งในที่ทำงาน ความเหนื่อยสะสม Burnout ปัญหาการนอน โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า หรือหลายปัจจัยร่วมกัน

สิ่งที่ช่วยแยกได้ส่วนหนึ่งคือดูว่าอาการเกิดเฉพาะกับงานหรือกระจายไปยังชีวิตด้านอื่นด้วย

ตัวอย่างเช่น หากวันหยุดหรือเมื่อออกจากสถานการณ์งานแล้วสามารถกลับมาสนุกกับกิจกรรมอื่น มีพลัง และรู้สึกเป็นตัวเองมากขึ้น อาจมีรูปแบบแตกต่างจากผู้ที่มีอารมณ์เศร้า หมดความสนใจ และไม่มีพลังในเกือบทุกบริบท

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรใช้ข้อสังเกตนี้วินิจฉัยตัวเอง เพราะอาการสามารถซ้อนทับกันได้

หากไม่แน่ใจ การประเมินโดยจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาจะช่วยแยกสาเหตุและวางแนวทางช่วยเหลือได้เหมาะสมกว่า

ความเครียดจากงานเป็นโรคทางจิตเวชหรือไม่?

Work-Related Stress ไม่ใช่ชื่อโรคทางจิตเวชโดยตัวมันเอง

ดังนั้น ไม่ใช่ทุกคนที่เครียดจากงานจะต้องได้รับการวินิจฉัยหรือรักษาด้วยยา

อย่างไรก็ตาม ความเครียดจากงานสามารถเกิดร่วมกับหรือกระตุ้นปัญหาสุขภาพจิตได้

ตัวอย่างเช่น

  • โรคซึมเศร้า
  • โรควิตกกังวล
  • โรคแพนิค
  • ปัญหาการนอน
  • Adjustment Disorder หรือความผิดปกติในการปรับตัว
  • ปัญหาการใช้แอลกอฮอล์หรือสารอื่น

จึงควรประเมินทั้งปัจจัยจากงานและสุขภาพจิตของแต่ละคน ไม่ควรสรุปว่าทุกอย่างเป็นเพราะ “งานเครียด” หรือในทางกลับกันรีบสรุปว่าความเครียดทุกอย่างเป็นโรค

ทำอย่างไรเมื่อเครียดจากงาน?

การจัดการความเครียดจากงานไม่ควรมีเพียงการบอกให้ “คิดบวก” หรือ “พักผ่อนเยอะ ๆ”

หากต้นเหตุของความเครียดยังคงอยู่ การดูแลตัวเองอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ

แยกให้ชัดว่าอะไรทำให้เครียด

แทนที่จะสรุปว่า

“เกลียดงาน”

ลองแยกให้ละเอียดขึ้นว่า

ปริมาณงานมากเกินไปหรือไม่

ปัญหาอยู่ที่หัวหน้าหรือทีม

กลัวทำผิดพลาด

ไม่ชัดเจนว่าต้องรับผิดชอบอะไร

ไม่เห็นความหมายของงาน

ไม่มีเวลาพัก

หรือกำลังมีปัญหาชีวิตด้านอื่นร่วมด้วย

ยิ่งระบุปัญหาได้ชัด วิธีแก้ก็ยิ่งเฉพาะเจาะจงขึ้น

แยกสิ่งที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้

เราอาจเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรไม่ได้ แต่สามารถวางแผนว่าจะจัดลำดับงานอย่างไร

อาจควบคุมอารมณ์ของหัวหน้าไม่ได้ แต่สามารถพิจารณาวิธีสื่อสาร ขอความชัดเจน หรือหาช่องทางสนับสนุนได้

การแยกสองส่วนนี้ช่วยลดการใช้พลังงานไปกับสิ่งที่เราไม่มีอำนาจเปลี่ยนแปลง

จัดลำดับความสำคัญของงาน

เมื่อทุกอย่างดูเร่งด่วน สมองอาจเข้าสู่ภาวะที่ไม่รู้ว่าจะเริ่มตรงไหน

การแบ่งงานออกเป็นส่วนย่อย ระบุว่างานใดสำคัญจริง และตกลงลำดับความสำคัญกับผู้เกี่ยวข้องสามารถช่วยลดความสับสนได้

สร้างขอบเขตระหว่างงานกับชีวิต

หากลักษณะงานเอื้อ อาจกำหนดเวลาที่จะหยุดเช็กข้อความ ปิดการแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็น หรือสร้างกิจวัตรหลังเลิกงานเพื่อช่วยให้สมองเปลี่ยนจากโหมดทำงานไปสู่เวลาส่วนตัว

ขอบเขตที่เหมาะสมของแต่ละอาชีพไม่เหมือนกัน จึงต้องปรับให้สอดคล้องกับความรับผิดชอบจริง

ดูแลการนอนและการฟื้นตัว

การนอนน้อยทำให้ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ สมาธิ และการรับมือกับความเครียดลดลง

หากความเครียดทำให้นอนไม่หลับ และการนอนไม่หลับทำให้รับมือกับงานยากขึ้น อาจเกิดเป็นวงจรที่เสริมกัน

จึงควรจัดการทั้งสองส่วน ไม่ใช่รอให้งานหายเครียดก่อนจึงค่อยดูแลการนอน

พูดคุยกับคนที่เกี่ยวข้องเมื่อสามารถทำได้

บางปัญหาไม่สามารถแก้ด้วยตัวคนเดียว เช่น ปริมาณงานเกินกำลัง บทบาทไม่ชัด หรือได้รับคำสั่งที่ขัดแย้งกัน

การพูดคุยกับหัวหน้า ทีม หรือฝ่ายที่เกี่ยวข้องอาจช่วยให้มีการจัดลำดับงาน ปรับความคาดหวัง หรือหาทางเลือกอื่น

แต่หากสภาพแวดล้อมไม่ปลอดภัยหรือมีการคุกคาม การขอความช่วยเหลือควรคำนึงถึงความปลอดภัยและบริบทขององค์กรด้วย

ลาออกคือวิธีแก้ความเครียดจากงานหรือไม่?

บางสถานการณ์ การเปลี่ยนงานหรือออกจากสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมอาจเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผล

แต่ไม่ใช่คำตอบเดียวสำหรับทุกคน

ก่อนตัดสินใจ อาจมีประโยชน์ที่จะถามว่า

ปัญหาหลักคืออะไร

สามารถเปลี่ยนแปลงภายในงานปัจจุบันได้หรือไม่

ถ้าเปลี่ยนงาน ปัญหานี้มีโอกาสตามไปที่ใหม่หรือไม่

สถานะทางการเงินรองรับการเปลี่ยนงานหรือไม่

และสุขภาพจิตในขณะนี้ส่งผลต่อการตัดสินใจมากเพียงใด

ผู้เชี่ยวชาญไม่ควรตัดสินใจแทนว่า “ต้องลาออก” หรือ “ต้องอดทนต่อ”

แต่สามารถช่วยให้มองเห็นปัญหา ทางเลือก ผลที่อาจตามมา และสิ่งที่สำคัญกับชีวิตของตัวเองชัดขึ้น

ความเครียดจากการทำงาน รักษาหรือช่วยเหลืออย่างไร?

แนวทางขึ้นอยู่กับสาเหตุ ความรุนแรง ระยะเวลา และผลกระทบที่เกิดขึ้น

ประเมินความเครียดและสุขภาพจิต

จิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาอาจช่วยสำรวจว่า ความเครียดเกิดจากอะไร เริ่มมานานเท่าไร ส่งผลต่ออารมณ์ การนอน ร่างกาย ความสัมพันธ์ และการทำงานอย่างไร

รวมถึงประเมินว่ามีโรคซึมเศร้า วิตกกังวล ปัญหาการนอน หรือปัญหาสุขภาพจิตอื่นเกิดร่วมด้วยหรือไม่

การปรึกษาและจิตบำบัด

การพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญสามารถช่วยให้มองเห็นรูปแบบความคิดและพฤติกรรมที่ทำให้ความเครียดดำเนินต่อ

เช่น

กลัวผิดพลาดจนตรวจงานซ้ำมากเกินไป

รู้สึกว่าต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง

ไม่กล้าปฏิเสธงาน

รู้สึกผิดทุกครั้งที่พัก

หรือเอาคุณค่าของตัวเองผูกไว้กับผลงานทั้งหมด

การบำบัดสามารถช่วยพัฒนาวิธีรับมือ การแก้ปัญหา การสื่อสาร การกำหนดขอบเขต และการจัดการอารมณ์ให้เหมาะกับแต่ละคน

ปรับปัจจัยจากงาน

หากปัญหาหลักมาจากโครงสร้างงาน การรักษาไม่ควรทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าต้อง “ปรับตัวให้ทนทุกอย่าง”

อาจต้องพิจารณาปัจจัยที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เช่น ภาระงาน ลำดับความสำคัญ บทบาท ชั่วโมงทำงาน การสื่อสาร หรือสภาพแวดล้อม

การรักษาด้วยยา

ความเครียดจากงานไม่ได้จำเป็นต้องใช้ยา

หากจิตแพทย์ประเมินว่ามีโรคทางจิตเวชหรืออาการที่มีข้อบ่งชี้ในการใช้ยา เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล หรือปัญหาการนอนบางประเภท จึงอาจพิจารณาการรักษาด้วยยาตามความเหมาะสม

การมาพบจิตแพทย์จึงไม่ได้หมายความว่าจะต้องได้รับยาทุกคน

เมื่อไหร่ควรปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาเรื่องความเครียดจากงาน?

สามารถมาปรึกษาได้ตั้งแต่เริ่มรู้สึกว่าความเครียดกำลังเกินกว่าจะจัดการด้วยวิธีเดิม

ไม่จำเป็นต้องรอจนทำงานไม่ได้

ควรพิจารณาขอความช่วยเหลือหาก

  • เครียดเรื่องงานแทบทุกวัน
  • ไม่สามารถหยุดคิดเรื่องงานได้
  • นอนไม่หลับต่อเนื่อง
  • มีอาการแพนิคหรือวิตกกังวลมาก
  • อารมณ์จากงานกระทบครอบครัวหรือความสัมพันธ์
  • สมาธิและประสิทธิภาพการทำงานลดลงชัดเจน
  • รู้สึกหมดแรงหรือสิ้นหวัง
  • เริ่มดื่มแอลกอฮอล์ ใช้ยานอนหลับ หรือสารอื่นเพื่อรับมือ
  • ลางานหรือหลีกเลี่ยงงานมากขึ้น
  • ไม่แน่ใจว่ากำลังเครียด หมดไฟ หรือเป็นโรคซึมเศร้า

หากมีความคิดว่าตนเองไม่อยากมีชีวิตอยู่ มีความคิดหรือแผนทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น หรือรู้สึกว่าไม่สามารถรักษาความปลอดภัยของตัวเองได้ ควรได้รับการประเมินฉุกเฉินทันที

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับความเครียดจากการทำงาน (FAQ)

เครียดจากงานทุกวัน ถือว่าผิดปกติไหม?

ความเครียดจากงานสามารถเกิดขึ้นได้ แต่หากเกิดแทบทุกวัน ต่อเนื่อง และเริ่มกระทบการนอน อารมณ์ สุขภาพ ความสัมพันธ์ หรือการทำงาน ควรประเมินว่าอะไรเป็นสาเหตุและต้องการความช่วยเหลือหรือไม่

เครียดจากงานจนร้องไห้ ควรพบจิตแพทย์ไหม?

การร้องไห้เพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าเป็นโรคทางจิตเวช แต่หากความทุกข์เกิดขึ้นบ่อย รุนแรง หรือเริ่มกระทบการใช้ชีวิต สามารถปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาได้

เครียดจากงานจนไม่อยากไปทำงาน เป็น Burnout หรือซึมเศร้า?

เป็นได้หลายสาเหตุ และอาการสามารถซ้อนทับกันได้ การประเมินต้องดูอาการด้านอื่น ระยะเวลา ผลกระทบ และบริบท ไม่ควรวินิจฉัยจากอาการเดียว

อยากลาออกเพราะเครียด ควรทำอย่างไร?

ไม่จำเป็นต้องรีบตัดสินใจในช่วงที่อารมณ์รุนแรง หากยังมีเวลาและความปลอดภัยเพียงพอ อาจเริ่มจากแยกสาเหตุของความเครียด สำรวจทางเลือก และพิจารณาผลด้านการเงิน สุขภาพ และชีวิตก่อนตัดสินใจ

ปรึกษานักจิตวิทยาเรื่องงานได้ไหม แม้ไม่ได้เป็นโรค?

ได้ ความเครียดจากงาน การหมดไฟ ความขัดแย้งในที่ทำงาน การตัดสินใจเรื่องอาชีพ และการจัดการ Work-Life Balance สามารถนำมาปรึกษาได้โดยไม่จำเป็นต้องมีโรคทางจิตเวช

พบจิตแพทย์เพราะเครียดจากงาน จะต้องกินยาไหม?

ไม่จำเป็น จิตแพทย์จะประเมินก่อนว่าความเครียดและอาการที่เกิดขึ้นมีลักษณะอย่างไร หากไม่มีข้อบ่งชี้ในการใช้ยา อาจแนะนำแนวทางอื่นที่เหมาะสม

ปรึกษาความเครียดจากการทำงาน ที่ Piti Clinic

หากทุกเช้าต้องใช้พลังอย่างมากเพื่อพาตัวเองไปทำงาน

หากเลิกงานแล้วแต่ความคิดยังไม่เลิกงาน

หากวันหยุดกลายเป็นวันที่ใช้กังวลถึงวันจันทร์

หรือหากคุณเริ่มไม่แน่ใจว่า สิ่งที่กำลังเผชิญเป็นเพียงช่วงงานหนัก ความเครียดสะสม Burnout หรือมีปัญหาสุขภาพจิตเกิดร่วมด้วย

คุณสามารถเข้ามาปรึกษาได้โดยไม่จำเป็นต้องรอให้อาการรุนแรงหรือมีชื่อโรคก่อน

ที่ Piti Clinic จิตแพทย์ นักจิตวิทยา และทีมสุขภาพจิตสามารถช่วยรับฟังและประเมินปัจจัยจากงาน ความคิด อารมณ์ การนอน ความสัมพันธ์ และสุขภาพจิตโดยรวม เพื่อช่วยให้เข้าใจว่าอะไรทำให้ความเครียดดำเนินต่อ และวางแนวทางรับมือที่เหมาะกับสถานการณ์จริงของแต่ละคน

เป้าหมายไม่ใช่การบอกให้คุณ “อดทนกับงานให้เก่งขึ้น”

และไม่ใช่การตัดสินใจแทนว่าคุณควรลาออกหรืออยู่ต่อ

แต่คือการช่วยให้คุณกลับมามองเห็นปัญหา ทางเลือก ขอบเขต และสิ่งที่สำคัญกับชีวิตของตัวเองได้ชัดขึ้น

โทร 090 230 6000นัดผ่าน LINE