ความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบหลีกเลี่ยง (Avoidant Personality Disorder) อาการ สาเหตุ และการรักษา
ความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบหลีกเลี่ยง หรือ Avoidant Personality Disorder (AvPD) เป็นความผิดปกติทางบุคลิกภาพที่มีลักษณะสำคัญคือ ความรู้สึกว่าตนเองไม่ดีพอ ไม่มั่นใจในตนเอง ไวต่อการถูกวิจารณ์หรือปฏิเสธ และหลีกเลี่ยงสถานการณ์ทางสังคมหรือความสัมพันธ์เพราะกลัวว่าจะถูกมองในแง่ลบ
สิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดคือ ผู้ที่มีความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้จำเป็นต้องไม่ชอบผู้คนหรืออยากอยู่คนเดียว ในความเป็นจริง หลายคนต้องการเพื่อน ความรัก ความใกล้ชิด และการยอมรับจากคนอื่น แต่ความกลัวว่าจะถูกปฏิเสธ ถูกวิจารณ์ หรือทำอะไรน่าอายมีมากจนเลือกหลีกเลี่ยงเพื่อป้องกันตนเองจากความเจ็บปวด
เมื่อการหลีกเลี่ยงเกิดขึ้นซ้ำ ๆ อาจทำให้เสียโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์ การเรียน การทำงาน และการพัฒนาความมั่นใจในตนเอง จนกลายเป็นวงจรที่ทำให้รู้สึกโดดเดี่ยวและยิ่งเชื่อว่าตนเองเข้ากับคนอื่นไม่ได้
อย่างไรก็ตาม การเป็นคนขี้อาย ไม่ชอบเข้าสังคม มีเพื่อนน้อย หรือเป็น Introvert ไม่ได้หมายความว่าจะมี Avoidant Personality Disorder การวินิจฉัยต้องพิจารณารูปแบบของความคิด ความรู้สึกและพฤติกรรมในระยะยาว รวมถึงผลกระทบต่อชีวิตโดยผู้เชี่ยวชาญ
ความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบหลีกเลี่ยง คืออะไร?
ความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบหลีกเลี่ยงเป็นรูปแบบที่บุคคลมีความไวต่อการถูกปฏิเสธหรือวิจารณ์อย่างมาก ร่วมกับความรู้สึกไม่มั่นใจหรือรู้สึกว่าตนเองด้อยกว่าคนอื่น
บางคนอยากมีเพื่อนหรือความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด แต่ไม่กล้าเข้าไปทำความรู้จัก เพราะคิดล่วงหน้าว่า “เขาคงไม่ชอบเรา” “ถ้าพูดอะไรผิดคงน่าอาย” หรือ “เราไม่น่าสนใจพอ”
เมื่ออยู่กับคนอื่นอาจคอยสังเกตว่าสีหน้า น้ำเสียง หรือคำพูดของอีกฝ่ายมีความหมายเชิงลบหรือไม่ คำพูดที่คลุมเครือหรือความคิดเห็นธรรมดาบางอย่างอาจถูกตีความว่าเป็นการตำหนิหรือล้อเลียนได้ง่าย
เมื่อถูกปฏิเสธหรือวิจารณ์ แม้เป็นเรื่องที่คนอื่นอาจมองว่าเล็กน้อย ก็อาจรู้สึกเจ็บปวดและถอยห่างจากความสัมพันธ์มากขึ้น
ผลที่ตามมาคือ แม้ต้องการความใกล้ชิด แต่กลับไม่กล้าเริ่มต้นความสัมพันธ์จนกว่าจะมั่นใจมากว่าอีกฝ่ายจะยอมรับตนเอง ทำให้บางคนมีเพื่อนสนิทหรือคนที่ไว้วางใจเพียงไม่กี่คน
อาการของความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบหลีกเลี่ยง มีอะไรบ้าง?
ลักษณะของ Avoidant Personality Disorder สามารถแสดงออกแตกต่างกันในแต่ละคน ไม่จำเป็นต้องมีอาการเหมือนกันทั้งหมด
หลีกเลี่ยงกิจกรรมหรือสถานการณ์ที่ต้องพบปะผู้คน
บางคนอาจหลีกเลี่ยงงาน กิจกรรม หรือบทบาทที่ต้องติดต่อกับคนจำนวนมาก เพราะกลัวการถูกวิจารณ์ ไม่ได้รับการยอมรับ หรือถูกปฏิเสธ
ในเรื่องงาน อาจเลือกทำงานที่ไม่ต้องพบปะผู้คนมาก หลีกเลี่ยงการนำเสนอ แสดงความคิดเห็น หรือรับบทบาทที่ต้องแสดงความสามารถต่อหน้าคนอื่น
การหลีกเลี่ยงเช่นนี้อาจทำให้พลาดโอกาสในการเรียน การทำงาน หรือความก้าวหน้า แม้บุคคลนั้นจะมีความสามารถเพียงพอก็ตาม
กลัวว่าคนอื่นจะไม่ชอบหรือไม่ยอมรับ
ก่อนเข้าไปทำความรู้จักกับคนใหม่ อาจคิดถึงความเป็นไปได้ที่จะถูกปฏิเสธมากกว่าความเป็นไปได้ที่จะได้รับการยอมรับ
บางคนจึงไม่กล้าเริ่มบทสนทนา ไม่กล้าชวนคนอื่นทำกิจกรรม หรือไม่กล้าแสดงความสนใจในความสัมพันธ์ เพราะกลัวว่าหากอีกฝ่ายไม่ตอบรับจะรู้สึกอับอายหรือเจ็บปวดมาก
ต้องมั่นใจว่าอีกฝ่ายจะยอมรับก่อนจึงกล้าใกล้ชิด
ผู้ที่มีภาวะนี้อาจต้องการความสัมพันธ์ แต่ลังเลที่จะเปิดใจจนกว่าจะรู้สึกมั่นใจมากว่าอีกฝ่ายจะไม่ปฏิเสธ วิจารณ์ หรือล้อเลียนตนเอง
จึงอาจใช้เวลานานกว่าจะไว้ใจใคร หรือมีความสัมพันธ์อยู่เฉพาะกับคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่รู้สึกปลอดภัย
ไม่กล้าแสดงตัวตนในความสัมพันธ์
แม้จะมีคนที่ค่อนข้างสนิทแล้ว บางคนยังระมัดระวังอย่างมากในการพูดหรือแสดงออก เพราะกลัวว่าหากอีกฝ่ายรู้จักตัวตนจริง ๆ แล้วจะไม่ชอบตนเอง
อาจไม่กล้าบอกความคิดเห็น ความต้องการ หรือความรู้สึก เพราะกลัวว่าจะถูกมองว่าไม่ดี ถูกหัวเราะเยาะ หรือทำให้ความสัมพันธ์เปลี่ยนไป
ไวต่อคำวิจารณ์และการปฏิเสธ
คำวิจารณ์ การถูกปฏิเสธ หรือแม้แต่ความคิดเห็นที่ไม่ได้มีเจตนาร้าย อาจกระทบความรู้สึกอย่างมาก
บางคนคอยสังเกตปฏิกิริยาของคนอื่นอย่างระมัดระวัง และอาจตีความคำพูดบางอย่างว่าเป็นการดูถูกหรือล้อเลียน แม้อีกฝ่ายอาจไม่ได้ตั้งใจเช่นนั้น
รู้สึกว่าตนเองเข้าสังคมไม่เก่ง ไม่ดีพอ หรือด้อยกว่าคนอื่น
ความคิดเกี่ยวกับตนเองอาจเป็นไปในทางลบ เช่น รู้สึกว่าตนเองไม่น่าสนใจ ไม่มีเสน่ห์ เข้ากับคนไม่เก่ง หรือด้อยกว่าคนอื่น
เมื่อมองตนเองเช่นนี้ การเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ใหม่จึงอาจรู้สึกเหมือนกำลังเปิดโอกาสให้คนอื่นเห็นข้อบกพร่องของตนเอง
ไม่กล้าลองสิ่งใหม่เพราะกลัวทำผิดหรือน่าอาย
บางคนหลีกเลี่ยงกิจกรรมใหม่ ๆ ไม่ใช่เพราะไม่สนใจ แต่เพราะกังวลว่าตนเองจะทำไม่ได้ ทำผิด หรือถูกมองในแง่ลบ
ความกลัวความอับอายจึงสามารถจำกัดทั้งชีวิตทางสังคม การทำงาน ความสัมพันธ์ และประสบการณ์ใหม่ ๆ
อาการเหล่านี้สามารถพบได้ในระดับหนึ่งในคนทั่วไป การมีลักษณะบางข้อไม่ได้หมายความว่าจะมี Avoidant Personality Disorder และไม่ควรใช้รายการอาการนี้เพื่อวินิจฉัยตนเองหรือผู้อื่น
แบบไหนที่อาจเข้าข่ายความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบหลีกเลี่ยง?
สิ่งสำคัญคือการดูรูปแบบที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในหลายด้านของชีวิต ไม่ใช่ดูจากการหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง
ตัวอย่างเช่น คนหนึ่งอาจอยากมีเพื่อนและอยากมีคนรัก แต่แทบไม่กล้าเริ่มทำความรู้จักกับใคร เพราะเชื่อว่าตนเองไม่น่าสนใจ เมื่อมีคนเข้ามาคุยก็ระวังคำพูดทุกอย่างและกลัวว่าจะทำให้อีกฝ่ายไม่ชอบ
ในที่ทำงาน บุคคลนั้นอาจมีความสามารถแต่ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น ไม่สมัครตำแหน่งใหม่ หรือปฏิเสธโอกาสที่ต้องพบคนมากขึ้น เพราะกลัวว่าจะทำได้ไม่ดีและถูกวิจารณ์
เมื่อมีคนปฏิเสธคำชวนหรือวิจารณ์งาน อาจรู้สึกเจ็บปวดมากและนำเหตุการณ์นั้นไปยืนยันความเชื่อเดิมว่า “เราไม่ดีพอ” จากนั้นจึงหลีกเลี่ยงมากขึ้น
วงจรดังกล่าวอาจทำให้โลกของบุคคลค่อย ๆ แคบลง แม้ภายในยังต้องการความสัมพันธ์และประสบการณ์ต่าง ๆ ในชีวิต
หากความกลัวการถูกปฏิเสธและการหลีกเลี่ยงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกระทบความสัมพันธ์ การเรียน การทำงาน หรือทำให้รู้สึกโดดเดี่ยวและทุกข์ใจ การปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาสามารถช่วยประเมินว่าเกิดจาก Avoidant Personality Disorder หรือภาวะอื่นได้
ความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบหลีกเลี่ยง เกิดจากอะไร?
ความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่เป็นผลจากหลายปัจจัยที่มีปฏิสัมพันธ์กันตลอดพัฒนาการของบุคคล
พื้นฐานทางอารมณ์และชีวภาพ
คนแต่ละคนมีพื้นฐานด้านอารมณ์แตกต่างกัน บางคนอาจมีความระมัดระวังต่อคนแปลกหน้า สถานการณ์ใหม่ หรือการประเมินจากผู้อื่นมากกว่าคนอื่นตั้งแต่วัยเด็ก
Avoidant Personality Disorder มักมีพัฒนาการที่สัมพันธ์กับความขี้อาย ความกลัวคนแปลกหน้า และความกังวลต่อสถานการณ์ใหม่ตั้งแต่ช่วงวัยเด็ก แต่การเป็นเด็กขี้อายไม่ได้หมายความว่าจะพัฒนาเป็นความผิดปกตินี้ในอนาคต
ปัจจัยทางจิตใจ
ความเชื่อที่มีต่อตนเองสามารถมีบทบาทสำคัญ เช่น “ฉันไม่ดีพอ” “คนอื่นคงไม่ชอบฉัน” หรือ “ถ้าฉันทำผิด ทุกคนจะมองฉันแย่”
เมื่อความคิดเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำ การหลีกเลี่ยงอาจกลายเป็นวิธีป้องกันตนเองจากความรู้สึกอับอายหรือการถูกปฏิเสธ
ปัญหาคือ เมื่อหลีกเลี่ยงอยู่เสมอ บุคคลก็มีโอกาสน้อยลงที่จะได้รับประสบการณ์ใหม่ที่อาจช่วยให้เห็นว่าความกลัวไม่ได้เกิดขึ้นจริงทุกครั้ง
ประสบการณ์และความสัมพันธ์
ประสบการณ์การถูกปฏิเสธ วิจารณ์ ล้อเลียน หรือความสัมพันธ์ที่ทำให้รู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับการยอมรับอาจมีส่วนต่อรูปแบบความคิดและพฤติกรรมในบางคน
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรสรุปว่าความผิดปกตินี้เกิดจากพ่อแม่ การเลี้ยงดู หรือเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง เพราะบุคลิกภาพพัฒนาจากหลายปัจจัยร่วมกัน
ความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบหลีกเลี่ยง รักษาอย่างไร?
การรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการหลีกเลี่ยง ปัญหาความสัมพันธ์ การเรียนหรือการทำงาน ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า และโรคทางจิตเวชอื่นที่เกิดร่วม
ผู้ที่มี Avoidant Personality Disorder มีความเสี่ยงที่จะมีความผิดปกติทางอารมณ์และวิตกกังวลร่วมด้วย โดยเฉพาะ Social Anxiety Disorder หรือโรควิตกกังวลทางสังคม
การประเมินและวินิจฉัย
ผู้เชี่ยวชาญจะประเมินทั้งความคิดเกี่ยวกับตนเอง ความกลัวการถูกวิจารณ์หรือปฏิเสธ รูปแบบความสัมพันธ์ การหลีกเลี่ยง และผลกระทบต่อการใช้ชีวิต
นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาภาวะอื่นที่มีการหลีกเลี่ยงสังคมเช่นกัน โดยเฉพาะ Social Anxiety Disorder รวมถึงภาวะซึมเศร้า ความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบแยกตัว และความผิดปกติทางบุคลิกภาพชนิดอื่น
Avoidant Personality Disorder และ Social Anxiety Disorder สามารถเกิดร่วมกันได้ จึงไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอไป
จิตบำบัด
จิตบำบัดมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้บุคคลเข้าใจความกลัวการถูกปฏิเสธ ความคิดเกี่ยวกับตนเอง และรูปแบบการหลีกเลี่ยงที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ
การบำบัดอาจช่วยให้มองเห็นความคิดอัตโนมัติ เช่น “ถ้าพูดผิด ทุกคนจะหัวเราะ” หรือ “ถ้าเขาไม่ตอบแสดงว่าเขาไม่ชอบเรา” และค่อย ๆ พิจารณาความคิดเหล่านี้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น
อีกส่วนหนึ่งคือการค่อย ๆ ฝึกเผชิญสถานการณ์ที่เคยหลีกเลี่ยงในระดับที่เหมาะสม เช่น การแสดงความคิดเห็น การเริ่มบทสนทนา หรือการสร้างความสัมพันธ์ โดยไม่จำเป็นต้องบังคับตนเองให้เผชิญสถานการณ์ที่ยากที่สุดทันที
การฝึกทักษะทางสังคมสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาในบางคน โดยเฉพาะเมื่อการหลีกเลี่ยงเป็นเวลานานทำให้ขาดโอกาสฝึกการสื่อสารหรือสร้างความมั่นใจในการเข้าสังคม
การรักษาด้วยยา
ไม่มียาที่ใช้เปลี่ยนบุคลิกภาพแบบหลีกเลี่ยงโดยตรง
หากมีโรควิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า หรือภาวะอื่นเกิดร่วม จิตแพทย์อาจพิจารณาการรักษาด้วยยาตามข้อบ่งชี้ของภาวะนั้น โดยเลือกตามอาการ สุขภาพกาย ยาที่ใช้อยู่ และบริบทของแต่ละคน
การมี Avoidant Personality Disorder จึงไม่ได้หมายความว่าทุกคนจำเป็นต้องรับประทานยา
การดูแลตนเองและการปรับพฤติกรรม
การเปลี่ยนแปลงอาจเริ่มจากการสังเกตว่า “เราไม่อยากทำสิ่งนี้จริง ๆ หรือเรากำลังหลีกเลี่ยงเพราะกลัว?”
จากนั้นอาจตั้งเป้าหมายเล็ก ๆ ที่สามารถทำได้ เช่น พูดคุยกับเพื่อนร่วมงานเพิ่มขึ้น แสดงความคิดเห็นหนึ่งครั้งในการประชุม หรือทำกิจกรรมร่วมกับคนที่รู้สึกค่อนข้างปลอดภัย
เป้าหมายไม่ใช่การเปลี่ยนคนที่ชอบความสงบให้กลายเป็นคนชอบเข้าสังคม แต่เป็นการช่วยให้ความกลัวไม่เป็นตัวกำหนดว่าบุคคลนั้นสามารถทำอะไร มีความสัมพันธ์กับใคร หรือใช้ชีวิตแบบไหนได้บ้าง
ความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบหลีกเลี่ยง ต่างจากคนขี้อายและ Introvert อย่างไร?
คนขี้อายอาจรู้สึกประหม่าเมื่อต้องพบคนใหม่ แต่เมื่อคุ้นเคยแล้วสามารถสร้างความสัมพันธ์และใช้ชีวิตได้ตามที่ต้องการ
ส่วน Introvert หรือคนที่มีบุคลิกค่อนข้างเก็บตัว อาจชอบใช้เวลาอยู่คนเดียวหรือกับคนกลุ่มเล็ก และอาจรู้สึกเหนื่อยหลังเข้าสังคมนาน ๆ แต่ไม่ได้หมายความว่ากลัวการถูกปฏิเสธหรือรู้สึกว่าตนเองด้อยกว่าคนอื่น
Avoidant Personality Disorder แตกต่างตรงที่การหลีกเลี่ยงมีความสัมพันธ์อย่างมากกับความกลัวการถูกวิจารณ์ ปฏิเสธ หรืออับอาย และความรู้สึกว่าตนเองไม่ดีพอ
ผู้ที่มีภาวะนี้มักยังต้องการความสัมพันธ์และความอบอุ่นจากผู้อื่น แต่ความกลัวทำให้ไม่กล้าเข้าไปหาความสัมพันธ์ที่ตนเองต้องการ
ดังนั้น จำนวนเพื่อน ความชอบอยู่บ้าน หรือความเงียบไม่สามารถใช้ตัดสินว่าใครมี Avoidant Personality Disorder ได้
ความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบหลีกเลี่ยง ต่างจาก Social Anxiety Disorder อย่างไร?
Avoidant Personality Disorder และ Social Anxiety Disorder หรือโรควิตกกังวลทางสังคมมีความคล้ายกันมาก และสามารถเกิดร่วมกันได้
ทั้งสองภาวะอาจมีความกลัวการถูกมองในแง่ลบ ความอับอาย การถูกวิจารณ์ และการหลีกเลี่ยงสถานการณ์ทางสังคม
โดยทั่วไป Social Anxiety Disorder อาจมีความกลัวเด่นในสถานการณ์ทางสังคมหรือสถานการณ์ที่รู้สึกว่าตนเองกำลังถูกประเมิน ขณะที่ Avoidant Personality Disorder มักเป็นรูปแบบที่กว้างกว่าและเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลโดยทั่วไป รวมถึงภาพที่มีต่อตนเองว่าไม่ดีพอหรือด้อยกว่าผู้อื่น
อย่างไรก็ตาม ในชีวิตจริงเส้นแบ่งระหว่างสองภาวะอาจไม่ชัดเจน และคนคนเดียวสามารถมีทั้งสองภาวะได้ จึงไม่ควรพยายามแยกโรคจากคำอธิบายสั้น ๆ เพียงอย่างเดียว
ความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบหลีกเลี่ยง ต่างจากความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบแยกตัวอย่างไร?
ความแตกต่างที่ช่วยให้เข้าใจสองภาวะนี้ได้ง่ายขึ้นคือ “ความต้องการความสัมพันธ์”
ผู้ที่มี Avoidant Personality Disorder มักต้องการความสัมพันธ์และอยากมีส่วนร่วมกับผู้อื่น แต่หลีกเลี่ยงเพราะกลัวการปฏิเสธ วิจารณ์ หรืออับอาย
ส่วนผู้ที่มีความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบแยกตัว หรือ Schizoid Personality Disorder มักมีความต้องการความสัมพันธ์ทางสังคมน้อยกว่าและมีความพึงพอใจกับการอยู่ลำพังมากกว่า
ดังนั้น คนสองคนอาจดูเหมือน “ไม่เข้าสังคม” เหมือนกันจากภายนอก แต่เหตุผลภายในอาจแตกต่างกันอย่างมาก
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบหลีกเลี่ยง (FAQ)
คนขี้อายเป็น Avoidant Personality Disorder หรือไม่?
ไม่จำเป็น ความขี้อายเป็นลักษณะที่พบได้ทั่วไป การพิจารณาความผิดปกติทางบุคลิกภาพต้องดูว่าความกลัวและการหลีกเลี่ยงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง กว้างขวาง และส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ การเรียน การทำงาน หรือชีวิตที่บุคคลต้องการหรือไม่
Introvert กับ Avoidant Personality Disorder เหมือนกันไหม?
ไม่เหมือนกัน Introvert เป็นลักษณะบุคลิกภาพ ไม่ใช่โรคทางจิตเวช คนที่เป็น Introvert อาจมีความมั่นใจ มีความสัมพันธ์ที่ดี และเลือกอยู่คนเดียวเพราะชอบ ขณะที่ผู้ที่มี Avoidant Personality Disorder อาจอยากเข้าสังคมหรือสร้างความสัมพันธ์แต่ไม่กล้าเพราะกลัวการถูกปฏิเสธหรือรู้สึกว่าตนเองไม่ดีพอ
Avoidant Personality Disorder กับ Social Anxiety ต่างกันอย่างไร?
มีความคล้ายกันมาก Social Anxiety Disorder มักเกี่ยวข้องกับความกลัวสถานการณ์ทางสังคมหรือการถูกประเมิน ส่วน Avoidant Personality Disorder มักเป็นรูปแบบที่กว้างกว่าและสัมพันธ์กับภาพต่อตนเองและความสัมพันธ์โดยรวม ทั้งสองภาวะสามารถเกิดร่วมกันได้
คนที่มี Avoidant Personality Disorder อยากมีเพื่อนหรือมีแฟนไหม?
หลายคนอยากมี ผู้ที่มีภาวะนี้สามารถต้องการความอบอุ่น ความใกล้ชิดและความสัมพันธ์อย่างมาก แต่ความกลัวการถูกปฏิเสธหรือวิจารณ์อาจทำให้ไม่กล้าเริ่มหรือเปิดใจในความสัมพันธ์
ความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบหลีกเลี่ยงรักษาได้ไหม?
สามารถเข้ารับการรักษาเพื่อช่วยลดการหลีกเลี่ยง พัฒนาความมั่นใจ เข้าใจความคิดเกี่ยวกับตนเอง และสร้างความสัมพันธ์ได้ดีขึ้น การเปลี่ยนรูปแบบที่เกิดขึ้นมาเป็นเวลานานมักต้องใช้เวลาและค่อยเป็นค่อยไป
เมื่อไหร่ควรพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา?
หากความกลัวการถูกปฏิเสธ การถูกวิจารณ์ หรือความรู้สึกว่าตนเองไม่ดีพอ ทำให้หลีกเลี่ยงความสัมพันธ์ การเรียน การทำงาน หรือโอกาสสำคัญในชีวิตจนเกิดความทุกข์ สามารถเข้ารับการประเมินได้โดยไม่จำเป็นต้องรอให้อาการรุนแรง
ปรึกษาและรักษาความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบหลีกเลี่ยง ที่ Piti Clinic
หากคุณอยากมีเพื่อน อยากสร้างความสัมพันธ์ อยากก้าวหน้าในการเรียนหรือการทำงาน แต่ความกลัวการถูกปฏิเสธ วิจารณ์ หรือความรู้สึกว่าตนเองไม่ดีพอกำลังทำให้คุณถอยออกจากสิ่งเหล่านั้นซ้ำ ๆ คุณไม่จำเป็นต้องรอให้ชีวิตถูกจำกัดมากขึ้นก่อนจึงค่อยขอความช่วยเหลือ
และหากคุณกำลังกังวลเกี่ยวกับคนใกล้ตัวที่แยกตัว ไม่กล้าเข้าสังคม หรือหลีกเลี่ยงความสัมพันธ์ ไม่ควรรีบสรุปว่าเป็น Avoidant Personality Disorder เพราะพฤติกรรมลักษณะเดียวกันสามารถเกิดจากความขี้อาย Social Anxiety Disorder ภาวะซึมเศร้า ความผิดปกติทางบุคลิกภาพชนิดอื่น หรือปัจจัยอื่นได้
ที่ Piti Clinic ทีมจิตแพทย์ นักจิตวิทยา และบุคลากรด้านสุขภาพจิต พร้อมรับฟัง ประเมินปัญหา และวางแนวทางการดูแลที่เหมาะสมกับแต่ละคน โดยคำนึงถึงทั้งอาการ ชีวิตประจำวัน ความสัมพันธ์ และเป้าหมายในการรักษา
การดูแลอาจประกอบด้วยการประเมินทางจิตเวช การประเมินรูปแบบบุคลิกภาพ ความวิตกกังวลทางสังคม ภาวะซึมเศร้า และปัญหาสุขภาพจิตที่เกิดร่วม รวมถึงจิตบำบัดเพื่อช่วยจัดการความกลัวการถูกปฏิเสธ ความรู้สึกไม่มั่นใจ การหลีกเลี่ยง และการสร้างความสัมพันธ์
เป้าหมายของการรักษาไม่ใช่การบังคับให้คนที่ชอบความสงบต้องกลายเป็นคนเข้าสังคมเก่ง แต่เป็นการช่วยให้ความกลัวไม่ปิดกั้นความสัมพันธ์ โอกาส และชีวิตในแบบที่บุคคลนั้นต้องการ