แบบทดสอบโรคสมาธิสั้นออนไลน์ เชื่อถือได้หรือไม่?

แบบทดสอบโรคสมาธิสั้นออนไลน์

แบบทดสอบโรคสมาธิสั้นออนไลน์ รวมถึงแบบคัดกรองภาวะทางจิตเวชต่าง ๆ ควรเป็นแบบทดสอบที่ได้รับการพัฒนามาจากการวิจัยและทดสอบแล้วว่ามีความแม่นยำ จึงจะเชื่อถือได้ว่าผลการประเมินที่ได้บ่งบอกถึงความเสี่ยงในการเป็นโรคนั้น ๆ ได้จริง แบบทดสอบหรือแบบคัดกรองเหล่านี้ มีประโยชน์ตรงที่ช่วยให้ผู้ใหญ่ที่สงสัยว่ามีอาการของโรคสมาธิสั้นประเมินตัวเองได้ ส่วนผู้ปกครอง หรือครูก็สามารถประเมินเด็กได้ก่อนที่จะไปพบผู้เชี่ยวชาญ สำหรับแบบคัดกรองโรคสมาธิสั้นที่ได้มาตรฐาน และใช้กันแพร่หลายในประเทศไทยมีอยู่ 2 ประเภท

  1. แบบคัดกรองโรคสมาธิสั้นในเด็ก SNAP-IV เหมาะสำหรับเด็กอายุ 6-18 ปี: โดยใช้สำหรับให้ ผู้ปกครอง ครู หรือผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับเด็กเป็นผู้ประเมินอาการที่เข้าข่ายโรคสมาธิสั้น
  2. แบบคัดกรองโรคสมาธิสั้นในผู้ใหญ่ อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ASRS V1.1 (Adult ADHD Self-Report Scale): ใช้สำหรับประเมินตนเองว่ามีอาการของโรคสมาธิสั้นในผู้ใหญ่หรือไม่ เนื่องจากโรคสมาธิสั้นในผู้ใหญ่จะมีลักษณะอาการที่แตกต่างจากในเด็ก จึงต้องใช้แบบคัดกรองที่ต่างกัน

แต่ผลคะแนนไม่สามารถยืนยันได้ว่าบุคคลนั้นเป็นโรคสมาธิสั้น เพราะ แบบคัดกรองเป็นการประเมินจากพฤติกรรมเฉพาะในช่วงเวลานั้น ซึ่งอาจมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อสมาธิได้ด้วย เช่น ความเครียด วิตกกังวล หรือสิ่งแวดล้อมในช่วงนั้น ดังนั้นหลังจากทำแบบทดสอบด้วยตัวเองแล้ว หากได้คะแนนในกลุ่มเสี่ยงสูง ควรมาพบจิตแพทย์เพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เนื่องจากการวินิจฉัยจะต้องพิจารณาประวัติตั้งแต่วัยเด็ก ความต่อเนื่องของอาการ ผลกระทบต่อชีวิตในหลายสถานการณ์ และภาวะอื่นที่อาจมีอาการคล้ายกัน รวมถึงการประเมินอาการด้วยตัวเองไปตามความรู้สึกส่วนตัวของแต่ละคนอาจไม่เที่ยงตรงได้

แบบคัดกรองโรคสมาธิสั้นในเด็ก SNAP-IV (สำหรับเด็กอายุ 6-18 ปี)

การประเมินมีทั้งหมด 18 ข้อ ให้ครูหรือผู้ปกครองประเมินก็ได้ แต่ละข้อให้ 0 ถึง 3 คะแนน

โดย 0 = ไม่มีอาการ, 1 = เล็กน้อย, 2 = ปานกลาง, 3 = มาก

อาการด้านขาดสมาธิ ข้อ 1-9: หากคะแนนรวม ผู้ปกครองให้ ≥ 16 คะแนน หรือ ครูให้ ≥ 18 คะแนน ควรพบจิตแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคสมาธิสั้น

  1. มักไม่ละเอียดรอบคอบหรือสะเพร่าในการทำงานต่าง ๆ เช่น การบ้าน
  2. ทำอะไรนาน ๆ ไม่ได้
  3. ดูเหมือนไม่ค่อยฟังเวลามีคนพูดด้วย
  4. มักทำการบ้านไม่เสร็จ หรือทำงานที่ได้รับมอบหมายไม่สำเร็จ
  5. จัดระเบียบงานและกิจกรรมต่าง ๆ ไม่เป็น
  6. มักหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องใช้ความอดทนในการทำให้สำเร็จ
  7. ทำของหายบ่อย ๆ (เช่น ของเล่น, สมุดจดงาน, เครื่องเขียน ฯลฯ)
  8. วอกแวกง่าย
  9. ขี้ลืม

ด้านซน/หุนหันพลันแล่น (ข้อ 10-18): หากคะแนนรวม ผู้ปกครองให้ ≥ 14 คะแนน หรือ ครูให้ ≥ 11 คะแนน ควรพบจิตแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคสมาธิสั้น

  1. มือเท้ายุกยิก นั่งบิดไปบิดมา
  2. นั่งไม่ติดที่ ชอบลุกจากที่นั่งในชั้นเรียนหรือจากที่ที่ควรจะนั่งเรียบร้อย
  3. วิ่งหรือปีนป่ายมากเกินควรอย่างไม่รู้กาลเทศะ
  4. เล่นหรือทำกิจกรรมเงียบ ๆ ไม่เป็น
  5. พร้อมจะเคลื่อนไหวอยู่เสมอ เหมือน “ติดเครื่อง” อยู่ตลอดเวลา
  6. พูดมาก
  7. มักโพล่งคำตอบออกมาก่อนจะฟังคำถามจบ
  8. ไม่ชอบรอคิว
  9. ชอบสอดแทรกผู้อื่น (เช่น พูดแทรกขณะผู้ใหญ่กำลังสนทนากัน)

แบบคัดกรองโรคสมาธิสั้นในผู้ใหญ่ อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ASRS V1.1 (Adult ADHD Self-Report Scale)

ใช้ประเมินอาการตนเองในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา โดยแต่ละข้อให้ 0 ถึง 4 คะแนน ตามความถี่ของอาการ

0 = ไม่เคยเลย, 1 = นานๆ ครั้ง, 2 = บางครั้ง, 3 = บ่อยๆ, 4 = บ่อยมาก

หากคะแนนรวมได้ตั้งแต่ 40 คะแนนขึ้นไป แปลว่ามีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคสมาธิสั้นสูง

  1. เมื่อได้ทำงานส่วนที่ยากเสร็จแล้ว ท่านทำงานครึ่งๆกลางๆหรือไม่ทำต่อจนเสร็จบ่อยเพียงใด?
  2. ท่านทำงานไม่เป็นระเบียบ เพราะขาดการวางแผนหรือจัดการที่ดีบ่อยเพียงใด?
  3. ท่านลืมนัดหรือลืมทำในสิ่งที่ต้องทำบ่อยเพียงใด?
  4. ท่านหลีกเลี่ยงหรือผัดผ่อนที่จะเริ่มงานที่ต้องใช้ความคิดมากๆบ่อยเพียงใด?
  5. ท่านยุกยิก หรือ ขยับแขน ขยับขา เวลาที่ต้องนั่งนานๆบ่อยเพียงใด?
  6. ท่านรู้สึกมีพลังงานมากเกินไป อยากทำโน่นทำนี่อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยบ่อยเพียงใด?
  7. ท่านทำผิดจากความสะเพร่าเวลาที่คุณต้องทำงานที่น่าเบื่อหรือยากบ่อยเพียงใด?
  8. ท่านมีความลำบากในการคงความสนใจเวลาทำงานที่น่าเบื่อหรือซ้ำๆบ่อยเพียงใด?
  9. ท่านมีความลำบากในการตั้งใจฟังว่าผู้อื่นพูดอะไรกับท่านแม้เขาจะพูดกับท่านโดยตรงบ่อยเพียงใด?
  10. ท่านวางของผิดที่หรือมีความลำบากในการหาสิ่งของที่บ้านหรือที่ทำงานบ่อยเพียงใด?
  11. ท่านถูกเบี่ยงเบนความสนใจไปกับกิจกรรมหรือเสียงที่อยู่รอบข้างท่านบ่อยเพียงใด?
  12. ท่านลุกจากที่นั่งในการประชุมหรือสถานการณ์ที่ท่านควรจะนั่งอยู่กับที่บ่อยเพียงใด?
  13. ท่านรู้สึกอยู่ไม่สุขหรือกระสับกระส่ายบ่อยเพียงใด?
  14. ท่านมีความลำบากที่จะผ่อนคลายและพักผ่อนในเวลาว่างบ่อยเพียงใด?
  15. ท่านพบว่าตัวเองพูดมากเกินไปเมื่อท่านอยู่ในสังคมบ่อยเพียงใด?
  16. เมื่อท่านอยู่ในวงสนทนา ท่านพบว่าตัวเองตัดบทสนทนาของผู้อื่นก่อนที่เขาจะพูดจบบ่อยเพียงใด?
  17. ท่านมีความลำบากในการรอคอยคิวของท่านในสถานการณ์ที่ท่านต้องรอคิวบ่อยเพียงใด?
  18. ท่านขัดจังหวะผู้อื่นในขณะที่เขากำลังยุ่งอยู่บ่อยเพียงใด?

ทำไมผลแบบทดสอบใช้บอกแนวโน้มของการเป็นโรคสมาธิสั้นได้ แต่ยังใช้วินิจฉัยไม่ได้?

1. อาการบางอย่างเกิดขึ้นได้กับทุกคน

คนทั่วไปอาจเสียสมาธิ ลืมของ หรือทำงานไม่เสร็จได้ในช่วงที่พักผ่อนน้อย มีความเครียดสูง หรือมีงานหลายอย่างพร้อมกัน ความแตกต่างสำคัญคือ ผู้ที่มีโรคสมาธิสั้นมักมีอาการต่อเนื่อง เกิดบ่อย และส่งผลต่อการใช้ชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ

2. หลายภาวะมีอาการใกล้เคียงกัน

อาการวอกแวก ไม่มีสมาธิ หรือจัดการชีวิตได้ยาก อาจสัมพันธ์กับความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า ปัญหาการนอน การใช้สารเสพติด ความบกพร่องด้านการเรียนรู้ หรือปัญหาสุขภาพอื่นได้ การประเมินจึงต้องแยกสาเหตุเหล่านี้ออกก่อนวางแผนดูแล

3. ผู้ตอบอาจประเมินตนเองคลาดเคลื่อน

บางคนอาจตอบตามภาพที่อยากให้เป็น ขณะที่บางคนรู้สึกกังวลจนให้คะแนนอาการสูงกว่าความเป็นจริง เด็กเล็กก็อาจยังไม่สามารถอธิบายพฤติกรรมของตนเองได้ครบถ้วน จึงต้องอาศัยข้อมูลจากผู้ปกครอง ครู หรือผู้ที่ใกล้ชิดร่วมด้วย

4. การวินิจฉัยต้องดูผลกระทบในหลายสถานการณ์

การไม่มีสมาธิเฉพาะวิชาที่ไม่ชอบ หรือทำงานช้าบางประเภท ยังไม่เพียงพอที่จะบ่งชี้ว่าเป็นโรคสมาธิสั้น ผู้เชี่ยวชาญจะพิจารณาว่าอาการเกิดในหลายบริบทหรือไม่ เช่น ที่บ้าน โรงเรียน มหาวิทยาลัย ที่ทำงาน หรือระหว่างเข้าสังคม

5. ต้องพิจารณาประวัติตั้งแต่วัยเด็ก

สำหรับการประเมินในผู้ใหญ่ แพทย์มักสอบถามว่าเคยมีอาการที่สอดคล้องกันตั้งแต่วัยเด็กหรือไม่ และอาจขอข้อมูลจากสมาชิกในครอบครัวหรือบุคคลใกล้ชิดเพื่อประกอบการพิจารณา CDC ระบุว่าการวินิจฉัยในผู้ใหญ่มักรวมถึงการประเมินอาการ ประวัติพฤติกรรม และการตรวจหาภาวะอื่นที่อาจทำให้เกิดอาการคล้ายกัน

แบบทดสอบโรคสมาธิสั้นออนไลน์แบบใดควรระวัง?

ควรระมัดระวังแบบทดสอบที่ไม่มีการระบุชื่อเครื่องมือหรือแหล่งอ้างอิง สรุปผลทันทีว่า “เป็นโรค” จากคำถามเพียงไม่กี่ข้อ ใช้ถ้อยคำสร้างความกลัว หรือเชื่อมโยงผลคะแนนไปสู่การซื้อยา อาหารเสริม หรือบริการโดยไม่มีการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ

อีกสัญญาณหนึ่งที่ควรพิจารณาคือการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ชี้แจงวัตถุประสงค์ หากแบบทดสอบขอชื่อ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล หรือข้อมูลสุขภาพ ควรตรวจสอบว่าผู้ให้บริการคือใคร มีนโยบายรักษาความเป็นส่วนตัวหรือไม่ และข้อมูลจะถูกนำไปใช้อย่างไร

แบบประเมินที่น่าเชื่อถือควรระบุชัดว่าเป็นเครื่องมือคัดกรอง ไม่ใช่เครื่องมือวินิจฉัย พร้อมแนะนำให้ผู้ที่มีคะแนนเสี่ยงเข้ารับการประเมินจากบุคลากรทางการแพทย์

หากทำแบบทดสอบแล้วได้คะแนนสูง ควรทำอย่างไร?

ไม่จำเป็นต้องตกใจหรือรีบสรุปว่าตนเองเป็นโรคสมาธิสั้น ควรบันทึกผลแบบประเมิน พร้อมจดตัวอย่างเหตุการณ์จริงที่สะท้อนอาการ เช่น ลืมนัดเป็นประจำ ส่งงานไม่ทัน ควบคุมค่าใช้จ่ายไม่ได้ หรือเด็กมีปัญหาทั้งที่บ้านและโรงเรียน

จากนั้นจึงนัดปรึกษาจิตแพทย์ กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการ หรือผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ด้าน ADHD เพื่อประเมินเพิ่มเติม สำหรับเด็ก ควรเตรียมข้อมูลจากครู สมุดรายงาน พฤติกรรมที่บ้าน และประวัติพัฒนาการ ส่วนผู้ใหญ่ควรทบทวนประวัติการเรียน การทำงาน ความสัมพันธ์ และอาการในวัยเด็ก

กระบวนการประเมินอาจประกอบด้วยการสัมภาษณ์ การใช้แบบประเมินมาตรฐาน การรวบรวมข้อมูลจากบุคคลใกล้ชิด และการตรวจว่ามีภาวะทางกายหรือจิตใจอื่นร่วมด้วยหรือไม่

เมื่อใดควรปรึกษาจิตแพทย์โดยไม่ต้องรอทำแบบทดสอบ?

ควรเข้ารับการประเมินเมื่ออาการรบกวนการเรียน การทำงาน หรือความสัมพันธ์อย่างชัดเจน เช่น เด็กเรียนตามเพื่อนไม่ทัน ถูกตำหนิเรื่องพฤติกรรมบ่อย ผู้ใหญ่เปลี่ยนงานหลายครั้งเพราะจัดการเวลาไม่ได้ หรือเกิดความขัดแย้งจากการลืมและควบคุมอารมณ์ได้ยาก

นอกจากนี้ หากมีอาการซึมเศร้า วิตกกังวลรุนแรง ใช้สารเสพติด มีพฤติกรรมเสี่ยง หรือมีความคิดทำร้ายตนเอง ควรพบแพทย์โดยเร็ว ไม่ควรรอผลจากแบบทดสอบออนไลน์ เพราะอาจมีภาวะอื่นที่ต้องได้รับการดูแลอย่างเร่งด่วน

หากต้องการเข้ารับการตรวจประเมินหรือรับคำปรึกษาเพิ่มเติม สามารถปรึกษาจิตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญได้โดยตรง

คำถามที่พบบ่อย

ทำแบบทดสอบออนไลน์แล้วคะแนนสูง แปลว่าเป็นโรคสมาธิสั้นหรือไม่?

ไม่จำเป็น คะแนนสูงหมายถึงอาจมีลักษณะอาการที่ควรได้รับการประเมินเพิ่มเติม แต่ยังไม่สามารถยืนยันการวินิจฉัยได้

คะแนนต่ำแปลว่าไม่เป็นโรคสมาธิสั้นแน่นอนหรือไม่?

ไม่เสมอไป แบบประเมินแต่ละชุดมีข้อจำกัด หากอาการส่งผลต่อชีวิต แม้คะแนนไม่สูงก็ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

ผู้ปกครองสามารถทำแบบทดสอบแทนเด็กได้หรือไม่?

แบบประเมินเด็กหลายชนิดออกแบบให้ผู้ปกครองหรือครูตอบได้ แต่การใช้ข้อมูลจากหลายฝ่ายจะช่วยให้เห็นพฤติกรรมของเด็กในบริบทที่แตกต่างกันมากขึ้น

สามารถใช้ผลแบบทดสอบซื้อยารักษาเองได้หรือไม่?

ไม่ควร ยาที่ใช้รักษา ADHD ต้องได้รับการประเมินข้อบ่งชี้ ข้อควรระวัง และติดตามผลโดยแพทย์ การใช้ยาไม่เหมาะสมอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงหรือบดบังสาเหตุที่แท้จริงของอาการ

ต้องเตรียมอะไรไปพบจิตแพทย์?

ควรเตรียมผลแบบประเมิน รายการอาการ ตัวอย่างปัญหาที่เกิดขึ้นจริง ประวัติสุขภาพ ยาที่ใช้อยู่ และข้อมูลจากครอบครัวหรือครูหากเป็นไปได้ เพื่อช่วยให้การประเมินครบถ้วนขึ้น

สรุป แบบทดสอบออนไลน์เป็นจุดเริ่มต้น ไม่ใช่คำวินิจฉัย

แบบทดสอบโรคสมาธิสั้นออนไลน์เชื่อถือได้ในฐานะเครื่องมือคัดกรอง เมื่อใช้แบบประเมินที่มีแหล่งอ้างอิงและแปลผลอย่างระมัดระวัง แต่ไม่สามารถใช้ยืนยันโรคหรือกำหนดแนวทางรักษาสมาธิสั้นได้ด้วยตัวเอง เพราะการวินิจฉัยต้องอาศัยประวัติ อาการในหลายสถานการณ์ ผลกระทบต่อชีวิต และการแยกภาวะอื่นที่มีอาการใกล้เคียง

หากคุณหรือคนในครอบครัวมีผลประเมินอยู่ในระดับเสี่ยง หรือพบว่าอาการส่งผลต่อการเรียน การทำงาน และความสัมพันธ์ สามารถเข้ารับการประเมินที่ ปีติ คลินิก คลินิกสุขภาพจิต โดยทีมจิตแพทย์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น นักจิตวิทยา และสหวิชาชีพที่มีประสบการณ์ เพื่อทำความเข้าใจอาการและวางแนวทางรักษาสมาธิสั้นที่เหมาะกับแต่ละบุคคล ครอบคลุมทั้งการให้คำปรึกษา การปรับพฤติกรรม จิตบำบัด และการใช้ยาเมื่อมีข้อบ่งชี้ พร้อมบริการปรึกษาที่คลินิกและช่องทางออนไลน์ โดยให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวของผู้รับบริการทุกขั้นตอน

ติดต่อ Piti Clinic ปีติ คลินิก

นัดหมายทาง LINE ID : @piticlinic
โทรติดต่อเจ้าหน้าที่: 090-230-6000

เวลาติดต่อ
จันทร์-ศุกร์ 12.00-19.00
เสาร์-อาทิตย์ 10.00-19.00

ที่อยู่ 170/6 Pradiphat Rd, Phaya Thai, Bangkok 10400 
(ติดเซเว่น ซอยประดิพัทธ์ 10 ใกล้ BTS สะพานควาย)
https://maps.app.goo.gl/fTHxf6pRK9DZZ1aM7